(ภาพวาดฝาผนังที่วัดทีปทุตตมาราม)
วันที่ 3 มีนาคม 2555 เป็นวันและคืนที่ 12 พอดีที่ผมไปเหยียบย่างลงบนเกาะศรีลังกา ศรีมาตา ดินแดนที่ชื่อว่าสืบต่อพุทธศาสนามาช้านานไม่ขาดสายด้วยนิกายเถรวาท ในประวัติศาสตร์ก็มีพม่าและไทยที่ีอยู่ในฐานะเดียวกัน
สามประเทศกับ 1 ดินแดนพุทธภูมิ ประกอบกันเป็น 4 เสาหลักของพุทธศาสนาในโลกนี้ หลังจากที่มีการค้นพบพุทธโบราณสถานในอินเดีย ได้แก่พุทธคยา สารนาถ กุสินารา โดยเฉพาะพุทธคยาและต้นพระศรีมหาโพธิ์ ชาวพุทธทั่วโลกก็ต่างมุ่งหน้ามาดินแดนพุทธภูมิ ไม่ต่างจากชาวมุสลิมที่มุ่งหน้าไปเมกกะ
เป็นที่น่าเสียดายและถึงกับสังเวชที่พุทธโบราณสถานในอินเดียในอดีตนั้นถูกปล่อยทิ้งให้รกร้างขาดการดูแลจนกระทั่งเมื่อมีการฉลองกึ่งพุทธกาล จึงมีการตื่นตัวดูแลพุทธโบราณสถานกัน และแม้ในปัจจุบันมีการดูแลแต่ก็เป็นชาวฮินดู ที่ดูแลพุทธสถาน ทำให้สภาพพุทธโบราณสถานเหล่านั้นไม่เป็นสถานที่สัปปายะสำหรับชาวพุทธเท่าใดนัก
ด้วยเรื่องราวที่อยู่ในประวัติศาสตร์ทำให้ดินแดนพุทธภูมิมีความสำคัญเพราะเป็นหลักฐานเดียวที่ทำให้เชื่อมั่นว่าพระพุทธเจ้ามีจริง พุทธกาลมีจริงและมีสภาพที่ยังพอหลงเหลือเค้าให้เห็นจริง ศรัทธาของชาวพุทธจึงสูงมาก กอร์ปกับรัฐบาลอินเดียก็เห็นความสำคัญของพุทธศาสนาจึงเปิดให้มีการเชื่อมโยงไปยังประเทศพุทธทั้งหลาย เป็นที่มาของการฉลองพุทธชยันตี 2500 ปี กึ่งพุทธกาล จนกลายมาเป็นพุทธคยา เมืองพุทธโบราณสถานนานาชาติที่ประเทศต่างๆ ยินดีมาสร้างวัดของตนเป็นศูนย์รวมใจของชาวพุทธ รวมทั้งของไทยที่ส่งพระธรรมทูตไปปฏิบัติหน้าที่ที่วัดไทยพุทธคยามานานกว่า 50 ปีแล้ว
ในส่วนของศรีลังกา ก็มีบทบาทสำคัญมาตั้งแต่อดีตในการเรียกร้องให้ชาวพุทธสามารถเข้าไปดูแลพุทธโบราณสถานในอินเดีย จนกระทั่งสำเร็จ มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลพุทธคยาโดยมีชาวพุทธอยู่ในองค์ประกอบของคณะกรรมการด้วย แต่ก็นั้่นแหละเนื่องจากคนรอบพุทธโบราณสถานล้วนเป็นฮินดู ยังไงก็ไม่เข้าถึงความเป็นพุทธ
ออกจากอินเดียมาศรีลังกากันดีกว่า ศรีลังกาจากที่เคยอ่านข้อมูลต่างจากที่ได้มาประสบพบเห็นในเวลา 12 วันที่ผ่านมา พระสงฆ์อยู่เพื่อโปรดญาติโยมจริงๆ คืออยู่วัดเพื่อรอให้ญาติโยมมาทำบุญที่วัด ผลก็คือพระไม่ออกบิณฑบาตร ญาตโยมมีหน้าที่มาทำบุญที่วัด ทุกวันพระใหญ่จะมีการบูชาที่วัด ก็เป็นงานใหญ่ของพระซึ่งมักจะมีไม่กี่องค์ในแต่ละวัด ก็จะเน้นหนักไปทางด้านการทำบุญ การสวดมนต์การบูชาและการเทศน์......บุญกริยาวัตถุ
พระสงฆ์ศรีลังกาอย่างน้อย 2-3 องค์ที่ผมพบและสนทนาในช่วง 10 วันที่ผ่านมาบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พระต้องเรียนหนังสือ ต้องดูแลญาติโยม ไม่มีเวลาปฏิบัติ และส่วนใหญ่รู้จักแต่สมาธิแบบสมถะ ไม่ต้องพูดถึงวิปัสสนา วัดน้อยแห่งที่คุ้นเคยกับวิปัสสนา
พระสงฆ์ไทยที่บังเอิญไปจำพรรษาที่ศรีลังกา ซึ่งมีเพียงไม่กี่รูปกล่าวว่าพระไทยในศรีลังกาค่อนข้างว้าเหว่ ไม่เหมือนที่อินเดีย อบอุ่นกว่าเพราะมีพระไทยเยอะ ที่ศรีลังกามีพระไทยน้อย..มาก จึงกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้พระไทยไม่อยากมาศรีลังกาเพราะความแตกต่างในวิถีของพระ แตกต่างจากบ้านเราค่อนข้างมาก.........ในทุกเรื่อง เช่น สวดก็สำเนียงไม่เหมือนกัน พิธีกรรมก็แตกต่างกัน ฉันก็แตกต่างกัน .........การมองเป้าหมายของการเป็นพระ ...ก็ต่างกัน ฯลฯ
พระองค์หนึ่งบอกว่าตั้งแต่มาอยุ๋ 2เดือนกว่า เพิ่งมีโอกาสฉันอาหารไทย เนื่องจากมีการจัดงานวันมาฆบูชาที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต...
น่าสนใจไหมครับ ที่ค้นพบเรื่องราวต่างๆ นี้ ขอเวลาสักพักที่จะเจาะลึกเพื่อที่จะได้ภาพที่สมบูรณ์เกี่ยวกับพระสงฆ์และวิถีชาวพุทธในศรีลังกา ในสายตาของชาวพุทธไทย
ติดตามตอนต่อไปนะครับ
ด้วยความปรารถนาดี
ขอบคุณคุณปุยฝ้ายครับ
ความเป็นชนชาตินั้นฝั่งลึกอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคน เวลาอยู่ในบ้านเมืองเรา จะไม่รู้สึกแต่พอไปอยู่ในต่างแดนจะคิดถึงวิถีและวัฒนธรรมของตนเพราะเกิดการเปรียบเทียบกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในต่างแดน พระสงฆ์องค์หนึ่งเล่าว่าเมื่อได้ฉันอาหารไทยเป็นครั้งแรก ความรู้สึกถึงความเป็นไทย วิถีแบบไทยๆ ก็แล่นเข้ามา เกิดความปีติจนแทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ วัฒนธรรมจึงเป็นด่ังรากแห่งชีวิตของมนุษย์
ขอบคุณสำหรับดอกไม้กำลังใจครับ
และ
โสภณ
เปียสนิท
อจ.โสภณ ครับ การที่พระสงฆ์ศรีลังกาบวชแล้วไม่สึกตลอดชีวิต มองในอีกแง่หนึ่งก็คือการวางกรอบที่แคบเกินไป ประเด็นนี้น่าสนใจครับ ขอค้นคว้าและหาข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ต่อไปครับ
ขอบคุณสำหรับดอกไม้กำลังใจครับ
ขอบคุณสำหรับดอกไม้ครับ
เหตุผลของพระสงฆ์ไทยรูปหนึ่ง ที่น่ารับฟังและมีเหตุผล
เป็นหน้าที่ของผมที่จะวิเคราะห์และหาทางทำให้พระสงฆ์ไทยไม่ว้าเหว่ในศรีลังกา
ณ ขณะนี้ สิ่งที่พบคือมีพระภิกษุณีไทยอยู่ในศรีลีงกาเหมือนกันและมีแนวโน้มที่จะมีมากขึ้น...อาจจะมากกว่าพระสงฆ์ไทย(ซึ่งในปัจจุบันมีเพียง 2 รูป)
ทราบอย่างนี้ใครไปศรีลังกา ต้องฝากบอกควรเตรียมอาหารไทยไปถวายพระด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ