ด้วยวิสัยส่วนตัวที่เป็นคนที่ขวนขวายศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ ให้ตัวเองอยู่เสมอ พร้อมกับการรอเวลาและโอกาสที่จะศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน บวกกับการอยู่ในแวดวงวิชาการในระดับการศึกษาขั้นสูงของประเทศ  ส่งผลให้ต้องดิ้นรนหาความรู้และแสวงหาโอกาสให้ตนเองเพื่อการศึกษาที่สูงขึ้น  ญาติมิตรเพื่อนฝูงหลายคน เตือนด้วยความห่วงใย กลัวเราจะเหนื่อยและหนัก ด้วยภารกิจที่มีอยู่รอบด้าน แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ไม่ลองไม่รู้ สุดท้ายก็ได้รับโอกาสจากมหาวิทยาลัยนเรศวร ให้ได้ศึกษาต่อในระดับดุษฎีบัณฑิต ต้องบอกว่าเป็นบุญคุณของแผ่นดินถิ่นเกิด ที่ให้โอกาสกับเราผู้เป็นเพียงบุคลากรในสังกัดที่อยู่สายสนับสนุนการสอน ไม่ใช่สายวิชาการที่ต้องพัฒนาศักยภาพตนเองตลอดเวลา แต่ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้บริหารมหาวิทยาลัย ที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากร ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานใดก็ตาม ให้ก้าวทันเท่าเทียมกับสังคมของการแสวงหาความรู้และการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ จึงได้มีโอกาสมาเป็นนิสิตปริญญาเอก สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร ด้วยทุนพัฒนาบุคลากรของมหาวิทยาลัย

                การเรียนในระดับปริญญาเอก แล้วต้องทำงานในภารกิจหน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบด้วย นับว่าเป็นงานหนักเอาการ ดีที่มีทีมงานหรือน้องๆ ที่ร่วมงานใน หน่วยจัดการเรียนการสอน งานทะเบียนนิสิตและประมวลผล กองบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร เข้าใจและมีศักยภาพและความสามารถในการปฏิบัติงานกันทุกคน จึงทำให้งานด้านการจัดตารางเรียนตารางสอนของมหาวิทยาลัยดำเนินไปได้เป็นอย่างดี  ส่งผลให้การปฏิบัติงานควบคู่กับการต้องขวนขวายหาความรู้ในศาสตร์ของสาขาวิชาที่ศึกษาอยู่ค่อนข้างมีหนทางให้เลือก  และด้วยความที่จบทางศาสตร์ของเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษาโดยตรง ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี โท จนกระทั่งต่อปริญญาเอก   จึงค่อนข้างที่จะมีโอกาสกว่าเพื่อนฝูงที่เรียนด้วยกัน  เพราะพื้นฐานทางเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ทำให้ค่อนข้างที่จะต้องศึกษาแล้วเหนื่อยน้อยกว่าเพื่อนในสาขาวิชาที่เรียนด้วยกันที่ต้องศึกษาค้นคว้าทั้งศาสตร์อื่นเหมือนๆ กับเรา และต้องทำความเข้าใจกับศาสตร์ของเทคโนฯ นับว่าเขาเหนื่อยกว่าเราอย่างยิ่ง ต้องขอชมเชยเพื่อนๆ ที่มุมานะกันทุกคน

                   หลังจากที่ศึกษาไปแล้ว 1 ปีการศึกษา ทำให้รู้ว่า "เรียนปริญญาเอกไม่ใช่เรื่องที่จะคิดและทำกันง่ายๆ"  คิดเหมือนคนอื่นก็ไม่ได้ ต้องคิดให้ลึกกว่าคนอื่น รู้เหมือนคนอื่นก็ไม่พอ ต้องให้รู้ลึกกว่าคนอื่น ลึกอย่างเดียวไม่ได้ต้องกว้างด้วย จะเสนอความคิดเห็นแบบเด็กๆ ก็ไม่ได้ ไม่สมกับที่เป็นนิสิตระดับปริญญาเอก   แล้วยิ่งในปัจจุบัน ยุคโลกาภิวัตน์ ประชากรโลกคุยกันได้แม้ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อนเลยก็ตามด้วยเหตุเพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและสารสนเทศ   ยิ่งต้องส่งผลให้เราค้นๆ ๆ ๆ  และค้น เพื่อหาประเด็นใหม่ๆ มาพูดคุยกันในระหว่างที่เรียน  ถ้าไม่เพราะใจรัก ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่าจะทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหนหนอ

                     ภาคเรียนนี้ เป็นภาคเรียนต้นของปีการศึกษาที่ 2 ต้องเห็นแนวทางแล้วว่า จะศึกษาและค้นคว้าพร้อมกับทำ Disertation เรื่องอะไร ปีการศึกษาที่ 1 เดินไปทางไหน จะเจอกับคำถาม "เป็นไงบ้างเรื่องเรียน เหนื่อยไม๊ หนักหรือปล่าว"  พอเริ่มขึ้นปี 2 ก็จะเจอกับคำถามที่ว่า "เป็นไงบ้าง ทำวิทยานิพนธ์เรื่องอะไร ถึงไหนแล้ว"  คาดการณ์ได้เลยว่า พอเป็นนิสิตชั้นปีที่ 3 ประโยคที่จะพบเสมอๆ คือ "เป็นไงบ้าง ใกล้จบหรือยัง" ที่รู้เพราะสภาพการณ์เหมือนกับตอนเรียนปริญญาโทไม่มีผิด ดีเหมือนกันนะ มีครูบาอาจารย์เพื่อนฝูงญาติมิตรคอยกระตุ้นเตือนให้ต้องขวนขวายอยู่เสมอ  ขอให้เป็นกำลังใจกันต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสำเร็จการศึกษานะ ต้องขอขอบคุณผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ครูบาอาจารย์ ญาติมิตรเพื่อนฝูง ที่คอยให้กำลังใจ พร้อมทั้งขอบคุณมหาวิทยาลัยนเรศวรที่ให้โอกาสดีๆ ที่หลายคนแสวงหาค่ะ