ผมอยากลองวิจัยครับ... เลยค้นคว้าข้อมูลมือหนึ่งและสอง มาพัฒนาเป็นเค้าโครงวิจัย...ใช้เวลาตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.55...(อาจจะคิดว่า ได้แค่นี้นะ) ถ้ามีใครมีข้อคิดเห็นกรุณาบอกผมได้เต็มที่ครับ แต่ก็ภูมิใจที่ทำสำเร็จครับ เพราะช่วงนี้งานประจำยุ่งเหยิงมาก น่าจะเก็บข้อมูลเสร็จปลายปี แล้วจะทยอยนำมาให้อ่านนะครับ...เมื่อค้นข้อมูลเบื้องต้น พบว่า ชุมชนของผมมีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่อง เช่น การเลี้ยงดูลูกครึ่งฝรั่ง (ยุโรป) ที่เริ่มมีมาก ...และการดูแลผู้สูงอายุฝรั่งด้วย...เพราะเป็นการผสมผสานสังคมและวัฒนธรรมโลก...คงจะเป็นเรื่องต่อไปสำหรับผมครับ
 

1.ชื่อโครงการวิจัย:        เด็กหญิงแม่: พลวัตครอบครัวหลายวัย   

2.หน่วยงานที่รับผิดชอบ

          (หน่วยงานผมเองครับ)

3.หลักการและเหตุผล

          ผ่านวันวาเลนไทน์ ปี พ.ศ. 2555 ได้เพียงสองวัน ผู้วิจัยได้มีโอกาสพูดคุยพบกับ ‘วิว’ เด็กหญิงอายุเพียง 15 ปี และลูกสาววัยกำลังน่ารักนอนแบเบาะ อายุ 9 เดือน วิวได้ให้ข้อมูลเชิงลึกนำทางกับผู้วิจัย ภายหลังการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น และการวิเคราะห์สถานการณ์ร่วมกันกับชุมชน ที่เกิดขึ้นกับพื้นที่วิจัย กับปรากฏการณ์ เด็กหญิงแม่: พลวัตครอบครัวหลายวัย คำถามแรกที่ผุดเข้ามาในใจ คือ ครอบครัวไทยที่มีปู่ย่าตายายอายุ 30-40 ปี พ่อแม่อายุ 15-16 ปี และลูกน้อยที่อยู่ร่วมกันในบ้าน กำลังเป็นปรากฏการณ์ครอบครัวที่เห็นชัดเจนถึงทุกทีในชนบทภาคอีสาน และถ้ามันเป็นอย่างดีต่อไปเรื่อย ๆ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวจะเป็นเช่นไร ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

          WHO ระบุว่าการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (Teenage pregnancy) หมายถึง การตั้งครรภ์ของสตรีที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี โดยแม่วัยรุ่น มีอายุ ณ เวลาคลอดน้อยกว่า 20 ปี และแม่วัยเด็ก มีอายุขณะคลอดน้อยกว่า 15 ปี   ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สถิติการคลอดในปี พ.ศ. 2552 บ่งชี้ว่ามีเด็กและวัยรุ่นคลอดลูกจำนวน 122,736 คน หรือประมาณ 336 คนต่อวัน เป็นเด็กหญิงที่อายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวนประมาณ 3,000 คนต่อปี และเป็นการคลอดของวัยรุ่นที่มีอายุน้อยลง คือ อายุ 15 - 17 ปี  ซึ่งสอดคล้องกับแม่วัยเด็กในพื้นที่ศึกษา ในช่วงเดือน มกราคม 2554 ถึง มกราคม 2555 พบว่า มีจำนวน 15 คน จากหญิงหลังคลอดทั้งหมด 75 คน คิดเป็นร้อยละ 20.0 ซึ่งมากกว่า WHO กำหนดไว้ในแม่วัยรุ่นและวัยเด็ก ไม่เกินร้อยละ 10 (สุชาดา 2554: 162)

          การพัฒนาประเทศที่ผ่านมาส่งผลให้ขนาดของครอบครัวโดยเฉลี่ยลดลงอย่างต่อเนื่อง ในส่วนความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวก็ไม่มีความแน่นแฟ้นมากนัก ดังจะเห็นได้จากการสำรวจที่พบว่า อัตราหย่าร้างเฉลี่ยทั่วประเทศเท่ากับ 4.27 : 1 หมายความว่า คู่สมรส 4 ถึง 5 คู่ จะมีการหย่าร้าง 1 คู่ อีกทั้งพบว่าเด็กในชนบทถึงร้อยละ 30 ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่หรือพ่อแม่แยกทางกัน และครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว (Single parent)  มีมากถึง 1.3 ล้านครอบครัว (สถาบันราชานุกูล 2549: 3) ด้านความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวชนบทอีสาน พบว่าการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างปู่ ย่า ตา ยาย หรือเครือญาติแบบดั้งเดิมในครอบครัวลดน้อยลงไป แต่เป็นลักษณะครอบครัวเดี่ยวที่ต่างคนต่างอยู่มากกว่า ซึ่งโครงสร้างลักษณะครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ส่งผลให้ครอบครัวอีสานมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในครอบครัว และส่งผลกระทบต่อความสุขของสมาชิกในครอบครัว (สมพร และคณะ 2546: 12)

          การที่สังคมในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ความทันสมัย นอกจากจะส่งผลต่อครอบครัวไทยในภาพรวมแล้ว ยังมีกลุ่มคนที่ได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ วัยรุ่น โดยปัญหาของวัยรุ่นที่เป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในปัจจุบัน เช่น ปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน ปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงไปสู่ความเสี่ยงเรื่องโรคเอดส์ และแม่วัยเด็ก มีความเสี่ยงด้านสุขภาพสูง เช่น เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และการขาดสารอาหาร เป็นต้น

          ในระดับภูมิภาค ก็มีการศึกษาสถานการณ์ปัญหาเด็กและเยาวชนภาคอีสาน ซึ่งพบว่า ปัญหาของวัยรุ่นอีสานในยุคปัจจุบัน คือ การรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมวัฒนธรรมที่ก้าวเข้าสู่ความทันสมัยมากขึ้น ส่งผลให้ค่านิยมเปลี่ยนไป และมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และพบว่าพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ของวัยรุ่นทั้งในเขตเมืองและในเขตชนบทมีพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างกัน (วรรณวิมล 2546: 134) และเริ่มมีปรากฏการณ์ที่พบว่ามี “เด็กวัยรุ่น” ในชนบทบางท้องถิ่นแต่งงานกันมากขึ้น เนื่องจากการเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งนำไปสู่การตั้งครรภ์ที่ยังไม่พร้อม ในที่สุดวัยรุ่นจำนวนหนึ่งก็ถูกผู้ใหญ่จัดการให้ “แต่งกัน” เสีย อย่างน้อยก็เป็นการตัดปัญหาบางอย่างที่อาจจะตามมา และเพื่อรักษาหน้าตา ของครอบครัวทั้งสองฝ่ายด้วย (กิติยวดี,ดุษฎี และมณีมัย 2551: 7)

          จากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงกับวัยรุ่นทั้งในภาพรวมของประเทศ และในภาคอีสานดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาวัยรุ่นเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องการการแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ที่นำมาซึ่งการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ วัยรุ่นกลุ่มนี้ยังอยู่ในวัยที่ต้องเรียนหนังสือ แต่ต้องยุติเรื่องการศึกษาไว้โดยเฉพาะวัยรุ่นหญิง เพื่อมาทำหน้าที่เลี้ยงดูบุตร แสดงว่าสถานการณ์ “แม่วัยเด็ก” ในสังคมไทยกำลังจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาหลัง จาก “การเสียตัวก่อนวัยอันควรของวัยรุ่นหญิงกลายเป็นเรื่องธรรมดา” ที่พวกเขาคิดหรือปฏิบัติไปแล้วสถานการณ์เช่นนี้ จะผลักให้วิถีชีวิตของแม่วัยเด็ก ในสังคมไทยต้องดำเนินไปอย่างทุลักทุเลเป็นภาระทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม และสิ่งน่ากังวลที่ติดตามมาคือสถานการณ์นี้กำลังพัฒนาไปสู่การเป็น “แม่วัยเด็ก” ข้อสำคัญ การเป็น “แม่วัยเด็ก” นี้ ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตของการ   “ท้องไม่พร้อม”       ซึ่งกลายเป็นผลลัพธ์ของ “หนูยังไม่อยากเป็นแม่” ในที่สุด (ศิรินันท์ 2543: 189)

          ปรากฏการณ์นี้นับว่า เป็นสถานการณ์ที่นำไปสู่ความเสี่ยงต่อการสร้างครอบครัวให้มีความมั่นคงในระยะยาว เพราะวัยเด็กที่จะเป็นบิดามารดาตั้งแต่อายุยังน้อยวุฒิภาวะทางอารมณ์ยังไม่มากพอ และสถาบันครอบครัวนั้นเป็นสถาบันที่มีความสำคัญมาก ที่จะอบรมเลี้ยงดูและขัดเกลาสมาชิกในครอบครัวให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพต่อสังคม หากวัยรุ่นยังขาดความพร้อมในหลายด้าน ย่อมส่งผลให้การสร้างครอบครัวของวัยเด็กเป็นไปอย่างยากลำบาก ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นกับครอบครัวทั้งเรื่องขนาดและความสัมพันธ์ของครอบครัวที่เปลี่ยนไป อาจทำให้ครอบครัวของวัยเด็กกลุ่มนี้ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวของพ่อแม่

          ดังนั้น ผู้วิจัยจึงนำปรากฏการณ์ดังกล่าว นำไปสู่คำถามว่า รูปแบบ และบทบาทของครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป มีผลต่อบทบาทวัยเด็กต้องเป็นบิดามารดา และอนามัยเจริญพันธุ์ของวัยรุ่นดังกล่าว เป็นอย่างไร มีปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อ เด็กหญิงแม่: พลวัตครอบครัวหลายวัยในชนบทอีสาน และมีอะไรที่ยังเป็นช่องว่างในความต้องการเหล่านั้น         

 

 

 

4.ทบทวนวรรณกรรม

จากการทบทวนเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวในช่วงปี พ.ศ.2540-2554 พบว่า การให้ความหมายและจัดประเภทของครอบครัวไทยในยุคโลกาภิวัตน์ มีความแตกต่างหลากหลายมากขึ้นตามสถานการณ์ของสังคมที่เปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมาก็ดูเหมือนเริ่มเคลื่อนออกจาก “ยุคทองของการแต่งงาน” แล้ว แม้การแต่งงานอาจจะยังมีความสำคัญในชีวิตของคนส่วนมากอยู่ แต่แนวโน้มการชะลอแต่งงานและการครองโสดถาวร  ในอนาคตเมื่อแนวโน้มในเรื่องนี้เพิ่มขึ้นไปจนถึงระดับหนึ่งแล้ว อาจเกิดกระแสหมุนกลับสู่การแต่งงานในอายุที่น้อยลงอีกก็ได้ (ชาย 2554: 29) ดังเช่น  ครอบครัววัยรุ่น เป็น 1 ใน 3 ของครอบครัวลักษณะพิเศษที่เกิดขึ้นใหม่ในสังคม ซึ่งการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงานของวัยรุ่นเป็นสาเหตุสำคัญที่นำมาสู่การแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย (ศรีนวล 2543: 2)

          สำหรับครอบครัววัยรุ่นในภาคอีสานนั้น ครอบครัววัยรุ่นส่วนใหญ่จะมีปู่ ย่า ตา ยาย ช่วยเลี้ยงหลาน บางคนก็เลี้ยงตั้งแต่แรกเกิด บางคนก็เริ่มเลี้ยงเมื่ออายุ 1 ปีหลังจากหย่านมแล้ว ทำให้เห็นภาพของสังคมชนบทอีสานในยุคโลกาภิวัตน์ ว่ามีครอบครัวรูปแบบใหม่เกิดขึ้นอีก ดังที่ผู้สูงอายุได้บอกจากทัศนะคนในว่า “เด็กน้อยเอากัน ผู้เฒ่ามีลูก” (ชนินทร 2541: 128) 

          ผลกระทบจากการเริ่มลดน้อยลงของครอบครัวสามช่วงวัย และมากกว่านั้นกับปรากฏการณ์ครอบครัวแม่วัยเด็ก ที่อาจเกิดขึ้นกับรูปแบบของการอยู่อาศัยเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว  อันที่จริงรูปแบบการอยู่อาศัยแทบไม่มีความหมายเลย ถ้าไม่มีเรื่องความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงหรือพลวัตต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวด้วย ดังเช่น ครอบครัวเริ่มสั่นคลอน(อมรา และสุพัตรา 2554: 96)  เช่น การมีแต่พ่อหรือแม่เท่านั้นเลี้ยงดูลูก ปู่ย่าตายายหรือญาติผู้ใหญ่อยู่กับหลาน เด็กอยู่กับผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่พ่อแม่หรือญาติหรือเด็กอยู่ตามลำพัง ครอบครัวเร่ร่อนไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง   หรือครอบครัวที่ต้องย้ายที่อยู่อาศัยบ่อย ๆ ครอบครัวที่มีแม่เป็นเยาวชนวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์โดยไม่ตั้งใจหรือไม่มีพ่อและขาดวุฒิภาวะที่เหมาะสมในการเลี้ยงดูลูก แม่อาจไม่มีรายได้พอเพียง ครอบครัวที่พ่อแม่แยกกันอยู่เพราะการประกอบอาชีพ การหย่าร้างที่เกิดจากความไม่เข้าใจ และพ่อหรือแม่ไม่รับผิดชอบครอบครัวหลังการหย่าร้าง การเปลี่ยนแปลงทางสภาพเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนมีการเคลื่อนย้ายถิ่นมากขึ้น มีผลให้สมาชิกในครอบครัวมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยลง

          ในชนบทอีสาน ยังต้องติดตามกระแสโลกาภิวัตน์ที่โหมเข้ามาอยู่ต่อไป เพราะกระแสดังกล่าวส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว มีวัฒนธรรมใหม่เข้ามาแทนที่การดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิมมากขึ้น ทำให้ค่านิยมและบทบาทหน้าที่ของสถาบันทางสังคมหลายสถาบัน รวมทั้งสถาบันครอบครัวที่มีความหลากหลายมากขึ้นในสังคมปัจจุบันที่มีวัฎจักรชีวิตครอบครัว (family life cycle) แตกต่างไปจากวัฒนธรรมดั้งเดิม จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการศึกษาถึงครอบครัวแม่วัยเด็ก  ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น พบว่า ครอบครัว เด็กหญิงแม่ มีรูปแบบครอบครัวที่หลายหลาย เช่น  เด็กหญิงแม่ ที่ถูกสามีทิ้ง  หรือ สามีติดคุก ทิ้งให้เลี้ยงลูกโดยลำพัง  รวมถึงครอบครัว เด็กหญิงแม่ ที่ย้ายถิ่นไปทำงานที่กรุงเทพฯ ตามลำพัง 3 คน พ่อ –แม่-ลูก เห็นได้ว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวในรูปแบบใหม่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย โครงสร้างบทบาทหน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว สิ่งเหล่านี้ จะเป็นทุนทางสังคมของครอบครัวเข้มแข็งในสังคมไทยได้หรือไม่ ?

          ในประเด็นการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับโครงสร้างและลักษณะครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไปเกิดมีครอบครัวหลากหลายรูปแบบขึ้น ทำให้ครอบครัวจำนวนหนึ่งเป็นครอบครัวที่มีภาวะเสี่ยงสูง ที่จะไม่สามารถทำหน้าที่ และมีบทบาทในการดูแล อบรม สมาชิกในครอบครัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ เช่น ครอบครัวแม่วัยเด็ก  อาจมีปัญหาด้านสังคมวัฒธรรมและเศรษฐกิจที่ไม่สามารถทำหน้าที่เกื้อกูลบุตรได้ครบถ้วน เหมือนครอบครัวไทยแต่ดั้งเดิม

          Turner (2003: 82) เป็นผู้ที่นำแนวคิดของ Mead มาอธิบายเรื่องการสร้างบทบาท (Role -Making) Turner ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับบทบาทว่า มีความสัมพันธ์กับ สังคม และบุคคล จากการทบทวนบทบาทการเป็นบิดา นักวิชาการกล่าวถึงบทบาทของบิดาในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน โดยบทบาทการเป็นบิดาที่นักวิชาการมีทัศนะตรงกัน ได้แก่ บทบาทการเป็นผู้นำครอบครัว การอบรมเลี้ยงดูบุตร การให้การศึกษาแก่บุตร ให้ความรักความอบอุ่นต่อภรรยา และการหารายได้จุนเจือครอบครัว ส่วนบทบาทการเป็นมารดา (Robichon & Scott2005 อ้างถึงในสุจิมา2543: 65) กล่าวถึง บทบาทการเป็นมารดาว่า การรับรู้และการเข้าใจบทบาทการเป็นมารดาของผู้หญิงเกิดจากการเรียนรู้จากบุคคลอื่นโดยเฉพาะจากมารดาของตน และความรู้สึกผูกพันที่มีต่อบุตร อันสืบเนื่องมาจากสัมพันธภาพระหว่างมารดากับบุตรตั้งแต่แรกคลอด ส่งผลให้มารดาปฏิบัติหน้าที่ในการเลี้ยงดูบุตรให้เจริญเติบโต ทะนุถนอม ปกป้องบุตรจากภยันตราย ให้การศึกษาและให้ความรักแก่บุตร การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยได้นำแนวคิดบทบาทของมารดาหลังคลอดทั่วไป และผลการศึกษาเรื่องบทบาทของแม่ที่มีบุตรวัยทารกตามวิถีชีวิตของครอบครัวอีสานของ (พนารัตน์ 2547: 148) นำมาปรับเป็นแนวคิดบทบาทของมารดาวัยรุ่น พบว่ามีบทบาทสำคัญได้แก่ ดูแลกิจวัตรประจำวันของบุตร ทำความสะอาดร่างกาย ประคับประคองด้านจิตใจ ดูแลความปลอดภัย อบรมสั่งสอน บางครั้งอาจต้องว่ากล่าวตักเตือนลงโทษบุตร สร้างและดำรงครอบครัว เตรียมตัวทางด้านอาชีพ

 บริบททางสังคมและวัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่อธิบายว่า  บทบาทครอบครัว และบทบาทแม่วัยเด็ก จะมีความแตกต่างกันหรือไม่ เพียงใด และประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเพศภาวะ (gender) หรือความเป็นหญิงและชายนั้น เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นโดยสังคมและวัฒนธรรม (socially and culturally constructed) บทบาทของแม่และพ่อวัยเด็ก จะแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด อยู่ที่ปัจจัยทางด้านครอบครัว สังคมและวัฒนธรรมที่วางกรอบของความเป็นหญิงและชายไว้  ซึ่งจากการเก็บรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นจากการวิเคราะห์สถานการณ์ร่วมกันกับชุมชน พบว่า ปัจจัยบทบาทด้านครอบครัว สังคมและวัฒนธรรม ที่แตกต่างกันไปตามครอบครัวหลายวัยมีความเชื่อมโยงกับลักษณะพลวัต ที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพ ลักษณะ ประเภท รูปแบบ และบทบาทของครอบครัว เด็กหญิงแม่ ในชนบทอีสาน 

          นอกจากนั้น ประเด็นการทบวนวรรณกรรมเกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์เกี่ยวกับแม่วัยเด็ก พบว่า เป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญเกี่ยวกับแม่วัยเด็ก คือ ยังขาดความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอนามัยของตัวเอง เพราะถูกหล่อหลอมโดยวัฒนธรรมที่ทำให้เกิดอคติหรือมีทัศนะที่เป็นลบต่อเนื้อตัวร่างกายของตัวเองและต่อเรื่องเพศ ผู้หญิงจึงมักเกิดความอายไม่กล้าไปรับการตรวจมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก และไม่กล้าปรึกษาหรือไปตรวจเมื่อมีปัญหาติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์  ด้านจิตใจประกอบกับการที่ผู้หญิงต้องมีชีวิตอยู่กับความคาดหวังทางสังคมและของครอบครัว ที่ต้องมีหน้าที่ดูแลคนอื่น ดูแลสมาชิกที่ยังพึ่งตนเองไม่ได้ และดูแลสมาชิกที่เจ็บป่วย ไม่ว่าในฐานะที่เป็นเมียและเป็นแม่  ภาระอันหนักอึ้งเหล่านี้จึงส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจอย่างมาก  ด้านสังคมต้องใช้เวลาในชีวิตส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงานดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน ทำอาหาร ดูแลสมาชิก ดูแลสัตว์เลี้ยง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ชาย พบว่า ผู้หญิงใช้เวลาไปกับการทำงานบ้านสูงกว่าผู้ชายถึงหนึ่งเท่า (สุชาดา 2554: 166) กรณีหญิงแต่งงาน การใช้เวลาหมดไปกับการทำงานบ้าน การตั้งครรภ์ การเลี้ยงดูสมาชิกใหม่จนกว่าจะพึ่งตนเองได้ ทำให้สูญเสียโอกาสในการได้พัฒนาตัวเอง ตัดขาดจากเครือข่ายเพื่อนที่จะสนับสนุนช่วยเหลือยามเกิดปัญหาชีวิต ผู้หญิงหลายคนต้องสละทิ้งความใฝ่ฝันและอนาคตหน้าที่การงานของตนหลังแต่งงาน เพราะความคิดที่ว่าครอบครัว (ซึ่งอาจไม่ได้หมายถึงแค่สามีและลูก) ต้องมาก่อนส่วนความต้องการของตัวเองเอาไว้ทีหลัง เพราะถ้าหากผู้หญิงไม่ปฏิบัติแบบนี้ก็จะถูกประณามว่าเป็นผู้หญิงเห็นแก่ตัว/เป็นผู้หญิงไม่ดี

          แนวคิดอนามัยเจริญพันธุ์เป็นคำที่แปลมาจากคำว่า Reproductive health มีเป้าหมายในตัวเอง ไม่ใช่เป็นเพียงแนวความคิดหรือประเด็น ๆ หนึ่ง แต่มีความเกี่ยวพันกับมิติต่าง ๆ ของชีวิตบุคคลอย่างกว้างขวางและยังเกี่ยวข้องกับการที่บุคคลจะต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเพื่อบรรลุถึงการมีอนามัยเจริญพันธุ์ที่ดีซึ่งนานาชาติถือกันว่าสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ ซึ่งรวมสิทธิทางเพศเอาไว้ด้วยนั้นเป็นสิทธิมนุษยชนมานานแล้ว (Reproductive rights are human rights) (การุณย์ลักษณ์ 2549: 41)

          นอกจากนี้ ยังเห็นได้ชัดว่า "อนามัยเจริญพันธุ์" เป็นเรื่องของประชาชนทั้งหญิงและชาย โดยผู้หญิงเป็นกลุ่มที่มีภาระในเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์หลากหลายประเด็นกว่าชาย นโยบายและการปฏิบัติงานด้านอนามัยเจริญพันธุ์จึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายด้วยเหตุแห่งภาระที่มีมากกว่านี้  หัวใจสำคัญของอนามัยเจริญพันธุ์ที่ดีนั้นมีอยู่  4 อย่าง ประกอบด้วย 1) เพศสัมพันธ์ทุกครั้งต้องเกิดขึ้นโดยสมัครใจ ปราศจากการถูกบังคับ และปลอดการติดเชื้อโรค  2) การตั้งครรภ์ทุกครั้งต้องเกิดขึ้นโดยตั้งใจ 3)การคลอดทุกครั้งจะต้องเป็นการคลอดอย่างมีสุขภาพดีทั้งแม่และลูก  และ 4)เด็กต้องคลอดมาด้วยความพร้อม

เมื่อ พ.ศ. 2540 โดยกระทรวงสาธารณสุขประกาศนโยบายอนามัยเจริญพันธุ์ที่จะดำเนินการ 10 ประเด็นด้วยกัน  คือ 1) การวางแผนครอบครัว 2) อนามัยแม่และเด็ก 3) อนามัยวัยรุ่น  4) เพศศึกษา 5) อนามัยวัยทอง 6) การแท้ง 7) โรคติดต่อเชื้อในระบบสืบพันธุ์ 8) โรคเอดส์ 9) มะเร็ง  และ 10) ภาวะการมีบุตรยาก ซึ่งหลายประเด็นมีความเชื่อมโยงและเกี่ยวเนื่องกับแม่วัยเด็ก และจากการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น พบว่า เด็กหญิงแม่ คลลอดบุตรได้ไม่ถึง 3 เดือน ก็ตั้งครรภ์ใหม่อีกแล้ว ดังนั้น จึงควรนำแนวคิดอนามัยเจริญพันธุ์มาอธิบายปรากฏการณ์ เด็กหญิงแม่ ทั้งมุมมองด้านการแพทย์ และด้านสังคมและวัฒนธรรม  

 

5.คำถามวิจัย

 

  1. การรับรู้บทบาทของการมารดาของ เด็กหญิงแม่ เป็นอย่างไร
  2. ความรู้ความเข้าใจและการปฏิบัติตนในด้านอนามัยเจริญพันธุ์ของวัยรุ่น ของ เด็กหญิงแม่ เป็นอย่างไร
  3. สัมพันธภาพ และบทบาทของสามี และบทบาทในการเป็นพ่อ ที่เกี่ยวกับสภาพชีวิตและการใช้ชีวิตของ เด็กหญิงแม่ เป็นอย่างไร
  4. ลักษณะ ประเภท รูปแบบ และบทบาทของครอบครัว เด็กหญิงแม่ ในชนบทอีสาน  เป็นอย่างไร
  5. ค่านิยมเรื่องการแต่งงาน และทัศนคติต่อการมีครอบครัว ในประเด็น เด็กหญิงแม่ ของชุมชนเป็นอย่างไร     ชุมชนมีแนวทางในการจัดการปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไรบ้าง
  6. มีปัจจัยและเงื่อนไขต่าง ๆ อะไรบ้าง ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับพลวัต ที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพ ลักษณะ ประเภท รูปแบบ และบทบาทของครอบครัว เด็กหญิงแม่ ในชนบทอีสาน 

 

 

6.วัตถุประสงค์

 

          1. เพื่อสร้างความรู้เกี่ยวกับบทบาทการเป็นบิดามารดา และอนามัยเจริญพันธุ์ของวัยรุ่น ที่มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจ “ความเป็น เด็กหญิงแม่” และการเปลี่ยนแปลงหรือพลวัตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชนบทอีสาน 

2. เพื่อทำความเข้าใจบริบทและภาวะปัจจัยและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับพลวัต ที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพ ลักษณะ ประเภท รูปแบบ และบทบาทของครอบครัว เด็กหญิงแม่ ในชนบทอีสาน 

         

 

7.วิธีดำเนินงานวิจัย

 

Phaseที่ 1: เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้รู้ในชุมชน ในประเด็น เด็กหญิงแม่: พลวัตครอบครัวหลายวัยในชนบทอีสาน

 

 

Project setting

          เพื่อศึกษาสาเหตุการมีครอบครัวของวัยรุ่น ลักษณะการอยู่อาศัยของครอบครัววัยรุ่น สัมพันธภาพในครอบครัว สภาพแวดล้อมของครอบครัว บทบาทของครอบครัว เด็กหญิงแม่ในชุมชน ลักษณะการใช้ชีวิตของวัยรุ่น ค่านิยมเรื่องการแต่งงานและทัศนคติต่อครอบครัว ในประเด็น เด็กหญิงแม่ของชุมชน รวมถึงชุมชนมีแนวทางในการจัดการปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

 

Study design

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ  (Qualitative Research)

ประชากรเป้าหมาย

กลุ่มผู้รู้ในชุมชน ประกอบด้วย ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ อสม. เจ้าหน้าที่ประจำสถานีอนามัย  ผู้อาวุโส

อบต. วัยรุ่นในชุมชน กลุ่มครอบครัว เด็กหญิงแม่  และเด็กหญิงแม่  จำนวน  15 คน

การเก็บรวบรวมข้อมูล

ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูล ในพื้นที่ตำบลโอโล  อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม ใช้วิธีการสนทนากลุ่ม จำนวน 2 ครั้ง  กับกลุ่มเป้าหมายจากการอ้างอิงของผู้รู้ในชุมชน  จากนั้นผู้วิจัยชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย และเริ่มทำการเก็บข้อมูล

การวิเคราะห์ข้อมูล

วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิด

 

 

Phaseที่ 2:  เก็บข้อมูลจากกลุ่มพ่อแม่หรือผู้ปกครอง และเก็บข้อมูลจาก เด็กหญิงแม่

 

Project setting

          เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมในครอบครัว การอบรมสั่งสอน การสนับสนุนของครอบครัว และสัมพันธภาพในครอบครัว จากกลุ่มครอบครัว เด็กหญิงแม่ เพื่อศึกษาลักษณะการอยู่อาศัยของครอบครัววัยรุ่น สัมพันธภาพในครอบครัว บทบาทการเป็นบิดามารดาของวัยรุ่น ตลอดจนอนามัยเจริญพันธุ์

 

Study design

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ 

ประชากรเป้าหมาย

          กลุ่มครอบครัว เด็กหญิงแม่ และ เด็กหญิงแม่ ประกอบด้วยครอบครัวที่มี เด็กหญิงแม่ อายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 15 ครอบครัว และ เด็กหญิงแม่ จำนวน 15 คน

การเก็บรวบรวมข้อมูล

เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก และค้นหาครอบครัว เด็กหญิงแม่  จากข้อมูลประวัติการคลอดทั้งในโรงพยาบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (รพ.สต.)   ข้อมูลครอบครัวเบื้องต้นได้จาก แฟ้มครอบครัว และระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ HosXP จาก รพ.สต.  รวมถึงถามถึงกลุ่มเป้าหมายจากการอ้างอิงของผู้รู้ในชุมชน  และจดบันทึกไว้ จากนั้นก็ไปสัมภาษณ์ครอบครัวเด็กหญิงแม่  โดยการลงพื้นที่สัมภาษณ์ มีผู้รู้ในชุมชน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และ อสม. เป็นผู้แนะนำผู้วิจัยให้รู้จักกับครอบครัว และ เด็กหญิงแม่ เพื่อสร้างความไว้วางใจ จากนั้นผู้วิจัยชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย และเริ่มทำการเก็บข้อมูล

 

การวิเคราะห์ข้อมูล

วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ตามกรอบแนวคิด

 

นอกจากนั้น ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลเบื้องต้นให้กับประชากรเป้าหมายเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลรวมกัน เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ต่อไป

 

 

8.ระยะเวลาดำเนินการ   ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์  2555 ถึง เดือน ธันวาคม  2555 (11 เดือน)

 

9.แผนการดำเนินงาน

 

กิจกรรม/ขั้นตอนการดำเนินงาน

เดือน / พ.ศ. 2555

ก.พ.-เม.ย.

พ.ค. – มิ.ย.

ก.ค.-ต.ค.

พ.ย.

ธ.ค.

  • ทบทวนวรรณกรรมและรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น

 

 

 

 

  • เก็บข้อมูลภาคสนาม ตาม Phaseที่ 1

 

 

 

 

  • เก็บข้อมูลภาคสนาม ตาม Phaseที่ 2

 

 

 

 

  • วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลเบื้องต้นให้กับประชากรเป้าหมาย

 

 

 

 

  • วิเคราะห์ข้อมูลและจัดทำรายงานวิจัย

 

 

 

 

 

 

10.ผลที่คาดว่าจะได้รับ

 

  1. เพื่อสร้างความรู้เกี่ยวกับบทบาทการเป็นบิดามารดา และอนามัยเจริญพันธุ์ของวัยรุ่น ที่มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจ “ความเป็น เด็กหญิงแม่” และการเปลี่ยนแปลงหรือพลวัตต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชนบทอีสาน  
  2. เพื่อทำความเข้าใจบริบทและภาวะปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับพลวัต ที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสถานภาพ ลักษณะ ประเภท รูปแบบ และบทบาทของครอบครัวเด็กหญิงแม่ ในชนบทอีสาน 
  3. เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเด็น เด็กหญิงแม่: พลวัตครอบครัวหลายวัยทั้งในระดับชุมชนเอง รวมถึงเพื่อใช้ประกอบการทบทวนและปรับปรุงนโยบายในระดับประเทศในการจัดการปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเด็นดังกล่าว

 

11.บรรณานุกรม

 

   1.การุณย์ลักษณ์ พหลโยธิน . (2549). โครงการศึกษารวบรวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสถานภาพทางเพศกับ

การเมือง. กรุงเทพ ฯ: สถาบันพระปกเกล้า.

   2.กิติยวดี สีดา ดุษฎี อายุวัฒน์ และมณีมัย ทองอยู่. (2551). ครอบครัววัยรุ่นชนบทอีสานในยุคโลกาภิวัฒน์

บทความเสนอในการประชุมวิชากรประชากรศาสตร์แห่งชาติ จัดโดยสมาคมนักประชากรไทย, โรงแรมโซลทวิน ทาวเวอร์, กรุงเทพมหานคร, วันที่ 20 - 21พฤศจิกายน 2551.

     3.ชนินทร จารุจันทร์. (2541). ผู้เฒ่ามีลูก แบบชีวิตและการปรับตัวของยายเลี้ยงหลาน ในพื้นที่อำเภอบ้าน

ไผ่ จังหวัดขอนแก่น. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

      4.  ชาย โพธิสิตา. (2554). เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว?ใน ชาย โพธิสิตา และสุชาดา ทวีสิทธิ์ (บรรณาธิการ),           ประชากรและสังคม2552: ครอบครัวไทยในสถานการณ์เปลี่ยนผ่านทางสังคมและประชากร.

นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.

       5. พนารัตน์ พึ่งชัยภูมิ. 2547. บทบาทของแม่ที่มีบุตรวัยทารกตามวิถีชีวิตของครอบครัวอีสาน กรณีศึกษา  

อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น.วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

  6.ภัสสร ลิมานนท์. (2541). วิสัยทัศน์และแนวนโยบายการพัฒนาคุณภาพประชากรไทย.วารสาร

ประชากรศาสตร์. 13(1), น. 1-8.

 7.วรรณวิมล สุรินทร์ศักดิ์. (2546). การมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงานของวัยรุ่น. สาขาวิชาสังคมวิทยาการ

พัฒนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

      8.ศิรินันท์ กิตติสุขสถิต และคณะ. (2554). หนูยังไม่อยากเป็นแม่: เส้นทางชีวิตที่น่าห่วงใยของแม่วัยเด็กใน

สังคมไทย. ใน ชาย โพธิสิตา และสุชาดา ทวีสิทธิ์ (บรรณาธิการ), ประชากรและสังคม 2552: ครอบครัวไทยในสถานการณ์เปลี่ยนผ่านทางสังคมและประชากร. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.

9.ศรีนวล แก้วมโน.(2543). ปัจจัยที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์ก่อนอายุ 20 ปี. สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2549, จาก

http://hpc.anamai.moph.go.th/research/mch.

10.สถาบันราชานุกูล. (2549). สถานการณ์เด็กและเยาวชน ภาพสะท้อนสังคมไทย และนัยต่อทิศทางการ

พัฒนาเด็กและเยาวชน.ค้นเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2549 http://www.iqeqdekthai.com/know/learn/learn15.htm

11.สมพร รุ่งเรืองกลกิจ และคณะ. (2546). รายงานการวิจัยเรื่องลักษณะครอบครัวอีสานกับการส่งเสริม

สุขภาพจิต. งานวิจัยภายใต้โครงการพัฒนากลุ่มนักวิจัยด้านสุขภาพจิตและจิตเวช มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

12.สุชาดา ทวีสิทธิ์. (2554). การพัฒนาสุขภาวะผู้หญิงในประเทศไทย. ใน ชาย โพธิสิตา และสุชาดา ทวีสิทธิ์      (บรรณาธิการ), ประชากรและสังคม 2552:           ครอบครัวไทยในสถานการณ์เปลี่ยนผ่านทางสังคม

และประชากร.นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยา