อันเนื่องมาจากคำถามของ อ.บอม – อ.บอมถามพี่แว่น ข้าราชการแห่งกระทรวงแรงงานสายวิชาการที่ดูแลระบบการจัดการแรงงานต่างด้าวว่า “ผมมีอีกสองคำถามนะครับ กรณีที่หากพิสูจน์สัญชาติไม่ผ่าน จะมีแนวทางการดำเนินการอย่างไรครับ และกลุ่มโรฮิงยา ซึ่งมีข่าวว่าทางการพม่าไม่รับพิสูจน์สัญชาติ จะมีดำเนินการอย่างไรกับกลุ่มโรฮิงยาที่จดทะเบียนขออนุญาตทำงานไปแล้วบ้างครับ” แต่ด้วยเป็นเรื่องที่ อ.แหววกำลังคิดอยู่ด้วย ก็เลยขอแลกเปลี่ยนด้วยค่ะ

ในประการแรก สิ่งที่บอมสรุปมานั้น "ใช่เลย" แต่ขอสรุปเป็นภาษานิติศาสตร์ว่า แรงงานที่พิสูจน์สัญชาติไม่ผ่านในวันนี้ก็คือผู้ทรงสิทธิตามยุทธศาสตร์ ๒๕๔๘ กลุ่มที่ ๔ กล่าวคือ รัฐบาลมีนโยบายที่จะพัฒนาสิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยที่เหมาะสมกับจุดเกาะเกี่ยวที่เขามีกับประเทศไทย ซึ่งโดยประเพณีปกติที่มีมาในไทย ก็คือ (๑) การให้สิทธิอาศัยชั่วคราวในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง (๒) การให้สิทธิอาศัยถาวร ซึ่งมักไม่กำหนดพื้นที่ และ (๓) การให้สิทธิในสัญชาติไทย

ในประการที่สอง หน้าที่ในการไปพิสูจน์สัญชาติกับรัฐต้นทางของแรงงานที่พิสูจน์ไม่ผ่านนั้น ก็คงสิ้นสุดลง เว้นแต่ว่า การไม่ผ่านนั้น ยังมีขั้นตอนการอุทธรณ์และยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้อีก เราอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานที่ไม่ผ่านมากเพื่อศึกษาสาเหตุของการไม่ผ่าน แต่ก็ไม่เคยได้ นอกจาก ๑ กรณีที่แม่สรวยจากพื้นที่ของต้องตี๋ ซึ่งก็คือ เขาไม่มีญาติพี่น้องที่จะอ้างอิงอะไรได้เลย พยานหลักฐานที่ใช้ในการพิสูจน์สัญชาติพม่า แทบจะเป็นพยานบุคคลล้วนๆ ซึ่งตรงนี้ ก็ทราบว่า มีการปรับวิธีคิดของฝ่ายพิสูจน์สัญชาติจากพม่าเช่นกัน อันนี้ ก็คงต้องโต้แย้งกันต่อไปว่า การไม่ผ่านเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาดแล้วยัง ข้อเท็จจริงนี้จะสำคัญมาก เพราะจะเป็น "กุญแจสู่" สิทธิในสถานะบุคคลตามกฎหมายไทยแบบไม่ส่งกลับ

ในประการที่สาม การพัฒนาเนื้อหาของยุทธศาสตร์ ๒๕๔๘ นั้นเป็นไปช้ามาก เพราะคนที่ได้รับการแต่งตั้งไปบังคับใช้ยุทธศาสตร์ไม่เห็นชอบกับ "ทิศทาง" ของยุทธศาสตร์ จึงพยายามที่จะแก้ไขยุทธศาสตร์ และก็มีข่าวดังด๋าวว่า ก็คือ ยุทธศาสตร์ใหม่กำลังจะมาแทน ซึ่งเราก็หวังว่า จะเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ขัดต่อหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ซึ่งหากมีประเด็นขัด ก็คงต้องโต้แย้ง ฟ้องร้องกันไป ยุทธศาสตร์ไม่อาจขัดต่อกฎหมาย อาจเหนื่อย เตรียมตัวไว้แล้วกัน

ในประการที่สี่ ไม่ว่ายุทธศาสตร์เก่าจะสิ้นสุดไหม และยุทธศาสตร์ใหม่จะติดหนวดหรือไม่ หน้าที่ของรัฐไทยที่จะโยนคนทิ้งออกนอกทะเบียนราษฎรนั้นและไม่ยอมรับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานคงไม่ได้ ในวันนี้ หน้าที่ของรัฐไทยก็คือ (๑) เก็บคนไม่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติกับประเทศต้นทางไว้ที่เดิม ก็คือ ท.ร.๓๘/๑ เว้นแต่จะมีที่ใหม่ที่เหมาะสมกว่า (๒) จะลงโทษฐานผิดกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายการทำงานคนต่างด้าวไม่ได้ แม้ไม่มีมติคณะรัฐมนตรีให้สิทธิอาศัย ทั้งนี้เพราะเขาไม่มีเจตนาละเมิดกฎหมายที่ว่า การไม่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ ก็มิใช่ความผิดของเขา การไม่มีมติคณะรัฐมนตรีให้สิทธิอาศัยก็ไม่ใช่ความผิดของเขา ประเด็นที่อาจเดือดร้อนเพราะถูกตำรวจจับ ก็คงมี เพราะตำรวจก็อาจจับโดยไม่พิจารณาข้อกฎหมาย แต่การผลักดันการพัฒนาสิทธิของคนกลุ่มนี้ก็คงทำได้โดยกระบวนการยุติธรรมต่างๆ อาทิ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่น กรรมาธิการต่างๆ ในรัฐสภา หรือข้ามออกไปนอกประเทศไทย อาทิ UN และหากมีแรงงานไม่ผ่านการพิสูจน์ถูกจับ ก็คงได้ใช้ศาลยุติธรรมในการสู้เพื่อการพัฒนาสิทธิได้เหมือนกัน ในประการที่สี่นี้ ประเมินแบบไม่คิดว่า สมช.จะทำงานเชิงรุกนะคะ เพราะ สมช.ไม่ขยับตัวในทิศทางนี้มานานมากแล้ว

ระบบคิดทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์มีอยู่จริง การวิ่งชนระบบไม่ว่าโดยฝ่ายราชการ หรือฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายเอนจีโอ หรือฝ่ายวิชาการ ย่อมเป็นไปได้ยาก การจับจุดเดียวมาวิเคราะห์ ก็จะเห็นจุดเดียว และถ้าเป็นจุดดับ ก็จะก้าวขาไม่ออก ถ้าลองมองกลับหัวดูบ้าง สถานการณ์ที่ติดลบ ก็อาจบวกได้เหมือนกัน