ผมดีใจมากที่ได้ยินเธอบอกว่า “ตอนนี้อาการเธอเป็นปกติเกือบ 100% แล้ว”

      วันนี้ได้คุยกับอาจารย์ขนิษฐา วิทยาอนุมาศ ศึกษานิเทศก์ที่เคยร่วมงานกันมานาน ซึ่งเธอเป็นผู้ที่มีอุปนิสัยที่ดี เป็นที่รักของผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และครูอาจารย์เป็นอย่างดี
      ปกติอาจารย์ขนิษฐาจะปฎิบัติธรรมจนเป็นนิสัย เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย เธออาสาเข้าไปช่วยงานเผยแผ่พุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง มีชีวิตที่สมถะ เรียบง่าย ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ และทานอาหารเพียง 2 มื้อ นับเป็นผู้ที่มีจิตใจที่ดีงาม เยือกเย็น สุขุม ตั้งใจทำงาน ความรู้ก็ดี จบปริญญาโททางวิจัยการศึกษา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนนี้เพิ่งจะอายุได้ 50 กว่าปี อยู่เป็นโสด พ่อแม่พี่น้องล้วนเป็นคนดี มีฐานะที่มั่นคง และมีครอบครัวที่อบอุ่น
      พอมีการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ อาจารย์ขนิษฐาจึงไม่ลังเลใจ ได้ลาออกจากราชการไปอยู่ดูแลบุพการีที่บ้านจังหวัดชลบุรี และปฎิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องเต็มตัว โดยไม่ต้องกังวลกับระบบราชการอีกต่อไป เธอจะโทรมาคุยถามทุกข์สุขผมและครอบครัวเป็นประจำ
      อยู่มาวันหนึ่งผมได้ทราบข่าวที่ไม่คาดฝันว่าอาจารย์ขนิษฐาป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบตัน ถูกส่งมารักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในสภาพที่ไม่รู้สึกตัวแล้ว ซึ่งทางเลือกมีอยู่ทางเดียวคือต้องผ่าตัดสมอง ซึ่งก็ต้องเสี่ยง และมีเปอร์เซ็นแห่งความหวังอยู่น้อย ในที่สุดญาติก็ตัดสินใจให้ผ่าตัด และปัญหาสำคัญคือ
    “ทำอย่างไรจะรู้ว่าเส้นเลือดตีบตันที่เส้นใด”
     และต้องกระทำการอย่างรีบเร่ง ถ้าปล่อยไว้ช้าอาการก็จะยิ่งทรุดหนัก
      แต่เหมือนผลกรรมแห่งความดีมีจริง ปรากฎว่าขณะที่ผ่าตัดนั้น ก็มีเส้นเลือดที่อุดตันโผล่ออกมาให้เห็นอย่างโดดเด่น ทำให้แพทย์สามารถผ่าตัดได้อย่างง่ายดาย ไม่นานเธอก็รู้สึกตัว และอาการก็ดีวันดีคืน พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลไม่นานก็กลับบ้านได้
      เสียงพูดของอาจารย์ขนิษฐาทางโทรศัพท์ที่ผมได้ยินในวันนี้ ช่างเป็นเสียงที่สดใสเหมือนคนปกติ ผมดีใจมากที่ได้ยินเธอบอกว่า
     “ตอนนี้อาการเธอเป็นปกติเกือบ 100% แล้ว  สามารถขับรถไปไหนมาไหนได้เอง” จึงเป็นสิ่งที่น่าเชื่อได้ว่า
      “สวรรค์มีตา...และผลของกรรมดีมีจริง”