ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555 เรื่อง "นักโทษประหาร “รัก” ได้แค่คิด เตือนสติก่อนวันที่สายไป" ผมเห็นว่าเขาเขียนได้ดีมาก เลยขออนุญาตนำมาฝากเพื่อให้ท่านพิจารณานำไปใช้อบรมสร้างสำนึกที่ดีให้แก่ศิษย์ เยาวชน บุตร หลานของท่าน ตามที่เห็นสมควรครับ
...ย่างเข้าสู่เดือนแห่งความรัก ผ่านพ้นวันวาเลนไทน์ไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลายคนคงกำลังมีความสุขแบบหนุ่มสาว แต่อีกหลายคนกลับรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของคนที่รักกัน
“ทุกครั้งได้ยินเสียงพลุเฉลิมฉลองจะนั่งนับถอยหลังนั่งคิดว่าตอนนี้พ่อแม่เป็นยังไง เพื่อนเป็นยังไง คนรักไปเที่ยวที่ไหนกับใคร มันเป็นความรู้สึกเจ็บอยู่ในอก ผู้ชายน้อยคนจะพูดกันเรื่องนี้เพราะพูดไปก็เหมือนประจานตัวเอง ทุกปีมีของขวัญและคำอวยพรมาก มาย เราคิดนะว่าเฮ้ยนี่มันผ่านไปอีกปีเราได้อะไรบ้าง ไม่ได้อะไรเลย กลับกันเรายังไม่รู้เลยว่าจะได้ออกไปเมื่อไหร่ ได้แต่คำนวณวันเดือนปีที่จะได้อิสรภาพ” คือส่วนหนึ่งจากความในใจของ “ภ.กางใบ” นามปากกาในหนังสือ “อิสรภาพบนเส้นบรรทัด 13 นักโทษประหาร” ในโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่เล่าถึงช่วงเวลาอัดอั้นหลังกำแพงสูงบางขวางที่คลุกคลีมานานกว่า 10 ปี
ในวัยย่าง 31 “ภ.กางใบ” แม้ไม่ถูกตีตรวนด้วยโทษประหารเหมือนเช่นก่อน แต่โลกพันธนาการได้สอนอะไรเขาบางอย่าง “ผมโดนคดีนักศึกษายิงกันตาย มันเป็นความเชื่อที่ถูกปลูกฝังโดยรุ่นพี่ บวกกับเป็นช่วงวัยรุ่นที่ต้องการให้เพื่อนยอมรับ ตอนเรียนมีเพาเวอร์ระดับประธาน ตอนนั้นคิดว่าสังคมเราแน่ พอติดคุกที่คิดว่าเพื่อนสำคัญมันไม่ใช่เลย ทุกวันนี้มีแต่พ่อแม่มาเยี่ยม เพื่อนที่เคยบอกว่ารักก็รักแต่คำพูด เงินที่ใช้ทุกวันมาจากแม่ เราไม่คิดว่าเวลาจะนานขนาดนี้ ถ้าตอนนี้พ่อแม่ไม่สบายเป็นอะไรใครจะดูแล ตอนนี้เราคิดได้แต่ทำไม่ได้”
ขณะที่ใครหลายคนกำลังมีความสุขในเดือนแห่งความรัก ในโลกพันธนาการเขามองว่า ในนี้จะกี่ปีก็เหมือนเดิม อาจมีกิจกรรมเพิ่มมาบ้าง แต่ทุกอย่างยังเหมือนเดิม คนมาเยี่ยมยังเป็นคนเดิม เพื่อนนักโทษก็ยังเดิม ๆ เวลาดูทีวีเห็นภาพว่าผ่านไปแถวบ้านตัวเองที่เคยอยู่ หลายคนจะบอกว่ามันเปลี่ยนแปลงไปมาก ถ้าออกไปแล้วจะกลับบ้านถูกหรือเปล่า ทุกวันนี้โลกหมุนเร็ว แต่คนในนี้ยังเหมือนอยู่ในโลกแคบ
“คนข้างในนี้เข้ามาอายุเท่าไหร่ ตอนนี้ยังมีความรู้สึกเหมือนเดิม ตอนผมเข้ามาอายุแค่ 19 ตอนนี้ยังรู้สึกอายุเท่าเดิมอยู่ เราไม่เหมือนคนข้างนอก แต่พอได้ออกไปกับผู้คุมข้างนอกเราจะรู้สึกว่าตัวเองแก่ขึ้นมาก หลายครั้งเราเจอเพื่อนเรียนรุ่นเดียวกัน เขามาเป็นผู้คุมสอนหนังสือ เราเองสะท้อนใจเพื่อนเรามีงานทำเป็นวิศวกรโฟร์แมน มีรถมีบ้านมีครอบครัว แต่เรายังไม่มีอะไรสักอย่าง”
วันฟังคำพิพากษาเป็นอีกครั้งที่หัวใจของแม่แทบสลาย วันที่ศาลสั่งประหารชีวิตแกกลับบ้านแทบไม่ถูก ตอนมาขับรถมาได้แต่ตอนกลับพ่อแม่มึนไปหมด แม่เข้ามาถามว่ากลับบ้านกันมั้ย แต่ผมรู้แล้วว่ามันไม่ใช่ ทุกวันนี้แม่มาเยี่ยมซื้อของมาให้ แต่ก่อนเราไม่เคยด้วยซ้ำจะซื้อของไปให้แม่ เดี๋ยวนี้เราโตขนาดนี้แล้วแม่ยังหิ้วของพะรุงพะรังมาเยี่ยม นักโทษหลายคนว่าดีนะแม่มาบ่อย ๆ เขาไม่รู้หรอกว่าผมสงสารแม่แค่ไหน เราโตขนาดนี้แทนที่จะได้ดูแลพ่อแม่ แต่เขากลับต้องมาดูแลเรา
ระยะปีสองปีแรกที่ก้าวมาอยู่ในพันธนาการ ความตึงเครียดเข้ามากล้ำกลายอยู่บ่อยครั้ง กลางคืนเป็นช่วงที่ นอนไม่ค่อยหลับ ห้องนักโทษประหารเป็นห้องแคบ ๆ นอนรวมกันเหมือนนอนในโลงศพ วันนั้นรู้สึกแย่และกลัวมากเมื่อผู้คุมกำรายชื่อมายืนเรียกหน้าห้องขัง เพื่อนที่กินนอนด้วยกันถูกเรียกให้ออกไป รู้ทั้งรู้ว่าเขาจะเอาไปฆ่าแต่ต้องเดินหิ้วตรวนออกไป เพื่อนเดินมาลาผม คืนนั้นที่นอนที่เขาเคยนอนก็ถูกพับเก็บไว้ตรงนั้น เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่คนที่นอนด้วยอย่างเราคิดกังวล หลายครั้งเครียดจนต้องนอนคลุมโปงร้องไห้ ไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตา ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราอ่อนแอ แต่ความอ่อนแอมันมีอยู่ในตัวของทุกคน
อยู่ในนี้การดับทุกข์ที่ดีที่สุดคือการวางเฉย ถ้าอยู่ข้างนอกยังไปโน่นมานี่ได้ แต่อยู่ในนี้ไปไหนไม่ได้ ทุกอย่างรับรู้ได้แต่ทำไม่ได้ พอทำไม่ได้ก็ยิ่งร้อนใจ อย่างเรื่องคนรักข้างนอกยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด สู้วางเฉยเสียดีกว่า หลายคนนอนไม่หลับ ต้องไปขอยาหมอเพื่อกินแล้วจะได้หลับไม่ต้องคิดเรื่องที่อยู่ในหัว แต่หมอเองก็รู้เลยจ่ายยาให้ทีละน้อย ๆ แต่พวกนี้ก็ไปให้เพื่อน ๆ ขอมาคนละเม็ดสองเม็ดแล้วเอามารวมกินรวดเดียวจะได้หลับไม่ต้องคิดอะไร
’มาอยู่ในนี้ทำให้รู้ว่าพ่อแม่สำคัญยังไง ช่วงน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมา แม่โทรฯมาบอกน้ำกำลังจะท่วมบ้านแล้วเจองูด้วย ผมอึดอัดมากพลางคิดว่า นี่เราเป็นลูกทำไมทำอะไรให้เขาไม่ได้เลย อยากโทรฯไปบอกเพื่อนว่าไปช่วยที่บ้านหน่อย แต่บ้านเขาเองก็ยังท่วม ผมเสียใจว่าถ้าไม่ทำผิดวันนี้เราคงได้ดูแลแม่“
หลังจากโทษประหารของ “ภ.กางใบ” ถูกลดลงเหลือจำคุก แม่เองได้แต่เทียวถามถึงวันที่จะได้สวมกอดลูกในโลกอิสรภาพอีกครั้ง “แม่จะถามว่าเมื่อไหร่เราจะออก ผมก็ปลอบว่าอยากจะออกอยู่ แต่ต้องรอเวลา แม่รออีก 5 ปี ไหวมั้ย แม่บอกยังไงก็จะรอ ผมบอกเสมอว่าจะกลับไปดูแลแม่ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ พูดได้แต่ทำไม่ได้ เวลาแม่มาเยี่ยมพอเดินผ่านประตูออกไปแล้ว ผมก้มกราบลงกับพื้น อยากจะขอโทษแม่ทั้งที่รู้ว่ามันช้าไป เราเสียเวลามานานแล้ว” นัยน์ตาเขาคลอเบ้าด้วยน้ำตา
วันเยี่ยมญาติอย่างใกล้ชิดที่ผ่านมาเป็นอีกครั้งที่เขาแสดงออกถึง ความรักต่อแม่ อย่างไม่เคยทำมาก่อน ’ผมกับแม่ไม่ค่อยกอดนั่งตักหรือหอมแก้ม แต่วันนั้นผมก้มลงกราบแทบเท้าแม่แล้วบอกว่าผมขอโทษ แล้วยกเท้าแม่มาวางไว้บนหัว แม่ร้องไห้ได้แต่บอกว่าไม่เป็นไร มันคือความรู้สึกที่จะไม่ลืม แต่ก่อนชอบคิดว่าแม่ไม่รักเรา พอเวลาผ่านไปจึงเข้าใจความรักทุกอย่าง“
อยากเตือนน้อง ๆ หรือคนที่กำลังจะทำผิดหรือทำผิดอยู่ ตอนนี้อาจยังไม่สำนึก พูดไปเหมือนอ่านหนังสือแบบผ่าน ๆ แต่ถ้าคุณเข้ามาเจอความทุกข์ในนี้จริง ๆ แล้วจะรู้ อนาคตถ้าหลังจากออกไปตั้งเป้าไว้ว่าพ่อต้องไม่ลำบากขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างหาเงินอีกแล้ว ผมจะดูแลพ่อกับแม่ทุกอย่างให้ดีที่สุด
ด้าน วินัย (นามสมมุติ) วัย 57 ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตติดคุกมากว่า 9 ปี เล่าว่า ตอนอยู่ข้างนอกไม่ค่อยได้ไปฉลองที่ไหนกับครอบครัว พอมาอยู่ในนี้ไม่มีอะไรมาก แค่จะขาดอิสรภาพไปบ้าง ทุกวันนี้ยังคิดถึงครอบครัว ภรรยากลายเป็นเสาหลักคนเดียวในการดูแลลูก ๆ
แฟนเป็นคนเข้มแข็งยังพอเบาใจได้บ้าง ตอนถูกตัดสินประหารลูกสาวปล่อยโฮ แฟนไม่มีร้อง เขาบอกแค่ว่าไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องคิดมากเรื่องเขาและลูก ๆ ปีใหม่แล้วอยากให้ทุกคนคิดถึงครอบครัวให้มาก ๆ ใครมีโอกาสอยู่กันพร้อมหน้าถือว่าโชคดี สำหรับผมแม้จะลดโทษเหลือจำคุก แต่ยังคงอีกนานกว่าจะได้ออกไปอยู่พร้อมหน้ากันเหมือนเก่าอีกครั้ง
ในโลกอิสรภาพหลายคนใช้อย่างไม่รู้คุณค่า เดือนแห่งความรักเป็นอีกแง่ดีที่คนซึ่งกำลังจะกระทำผิดหรือทำผิดอยู่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อย่างน้อยก็เพื่อคนที่คุณรัก.
"นักโทษประหาร “รัก” ได้แค่คิด เตือนสติก่อนวันที่สายไป": บทความสร้างสำนึกที่ดีให้แก่เยาวชน
"...ตอนนั้นคิดว่าสังคมเราแน่ พอติดคุกที่คิดว่าเพื่อนสำคัญมันไม่ใช่เลย ทุกวันนี้มีแต่พ่อแม่มาเยี่ยม เพื่อนที่เคยบอกว่ารักก็รักแต่คำพูด..."
2 คนชอบ
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ใบไม้ร้องเพลง · 17 ก.พ. 2555
แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช · 17 ก.พ. 2555
dr.kridsada · 17 ก.พ. 2555
ผศ. สุพิมล ศรศักดา · 17 ก.พ. 2555
คนบ้านไกล · 17 ก.พ. 2555
หนุ่มเมืองจันท์ · 17 ก.พ. 2555
เป็นบทความที่ดีมากครับ อ่านแล้วได้ทบทวนตัวเองและขอยืนยันว่าพ่อแม่รักลูกมากที่สุด ลูกจะเป็นอย่างไรพ่อแม่ก็ยังรักลูกเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงครับ ทุกคนอยากเป็นคนดีครับ อยากให้ทุกคนได้อ่านบทความนี้ และขอให้มีบทความดีๆแบบนี้ออกมาเรื่อยๆนะครับ