วันนี้มีโอกาสได้ไปพูดคุยกับหมู่บ้านที่เคยพานักเรียนไปเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เป็นการสอนวิทยาศาสตร์แบบครูบ้านนอก+ครูชาวบ้าน โดยใช้สิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ วิธีง่าย ๆ ให้เด็กเดินสำรวจชอบหรือสนใจอะไร ให้ตั้งคำถามให้ได้มากที่สุด กับสิ่งที่เขาสนใจมีกลุ่มหนึ่งสนใจกองขี้ควาย เพราะเขาได้เจอะเจอมันถุกวัน ไม่น่าเชื่อว่าเด็ก ๆ ตั้งคำถามได้มากมายกับกองขี้ควายกองเดียว และอยากรู้ไปหมด ทั้ง ๆ ที่บางคำถามมีคำตอบแล้ว บางคำถามเด็ก ๆ ไม่สามารถหาคำตอบได้ ต้องให้ผู้เชียวชาญ หรือนักวิทยาศาสตร์เป็นผู้หาคำตอบ สุดท้ายเหลือคำถามเดียว "มีอะไรในกองขี้ควาย" เด็ก ๆ เริ่มต้นด้วยการทดสอบว่าในกองขี้ควายร้อนหรือเย็น เครื่องวัดของเด็กง่าย มาก คือให้มือซุกเข้าไปในกองขี้ควาย เป็นอันว่าได้คำตอบ เด็ก ๆ ค้นพบความรู้และเข้าใจกองขี้ควายมากมายจากการลงมือขุดเองเพื่อดูว่ามีสัตว์ชนิดใดอาศัยอยู่บ้างอยู่ลึก ตื้นระดับใด แมลงชนิดใดมายึดพื้นที่ได้ก่อนหลัง เด็ก ๆ สนุกมาก ประกอบกับทุกครั้งที่มีกิจกรรมการเรียนรู้ ครูชาวบ้านก็จะสับเปลี่ยนกันมาเป็นพี่เลี้ยง ให้ความรู้ เล่าประสบการณ์และคอยตอบคำถามเด็ก ๆ รู้สึกว่าเด็ก ๆ จะสนใจครูชาวบ้านมากกว่าครูในโรงเรียน จากการสรุปความรู้ของเด็กผ่านการวาดภาพในเรื่องขี้ควายทำให้เห็นองค์ความรู้ที่มีอยู่ในตัวของชาวบ้านที่ถูกสะสมมานาน ถูกถ่ายทอดไปสู่คนร่นหลังให้คนได้เรียนรู้ ได้รู้โดยไม่รู้ตัว บางคนตั้งชื่อภาพของตนเองว่า โรงแรมแมลง ในภาพสะท้อนความพยายามสื่อสารสิ่งที่เขาเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง + องค์ความรู้ที่ได้จากครูชาวบ้านของพวกเขาที่สามารถเอาขี้ควายไปใช้ประโยชน์มากมาย เช่น ทำยุ้งฉาง เก็บข้าว เอาไปผสมน้ำเทพื้นเป็นลานเก็บข้าวชั่วคราว หรือเอาไปผสมกับดินเหนียวทำเป็นเตาอบใช้อบพริก อบปลา เพื่อเป็นการถนอมอาหารแห้งไว้ใช้ในฤดูที่ขาดแคลนได้ ความรู้เหล่านี้มีอยู่มากมายกับชาวบ้านที่เราไม่ควรที่จะมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง ถ้ายังมีความหวังที่จะสร้างท้องถิ่นและชุมชนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนตลอดไป