ผู้นำองค์กรระดับกลาง (Middle Management) มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาองค์กร เพราะเขามีบทบาทสำคัญต่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพของระดับปฏิบัติการ และนำเสนอสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการกำหนดกลยุทธ์ขององค์กรในระดับ Top Management
สวัสดีครับชาว Blog
เมื่อวานนี้ (1 กันยายน 2549) ผมได้ไปบรรยายให้แก่กลุ่มลูกศิษย์ที่เป็นผู้บริหารระดับกลางของโรงแรมโอเรียลเต็ล มีหลายประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องภาวะผู้นำ ซึ่งผมขอนำความรู้ ความคิดดี ๆ มาแบ่งปันกันที่นี่
จีระ หงส์ลดารมภ์
อย่างไรก็ตาม เมื่อศุกร์ทีผ่านมา ผมต้องขอขอบคุณ ศ.ดร.จีระ เป็นอย่างสูง ที่ให้เกียรติผมไปร่วมแชร์ความรู้ประสบการณ์ เรื่อง LEADERSHIP ซึ่งอาจารย์ไปเป็น ผู้บรรยายให้กับผู้บริหารของโรงแรมโอเรียลเต็ล
ในการบรรยายผมเห็นอาจารย์มีเทคนิคเหนือชั้น ในการให้เกิดสังคมการเรียนรู้ในห้องอบรมสัมมนา เพราะอาจารย์ทำให้เกิดหลายเรื่อง ในเวลาเดียวกัน คือ วิธีการกระตุ้นให้ผู้เรียน มีอารมณ์ร่วม ไม่ง่วงนอน ประการต่อมา ถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านผู้นำ ประการต่อมาให้ผู้เข้าร่วมสัมมนามีส่วนร่วมเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง บริหาร ความเชื่อ ของผู้ฟัง ด้วยการให้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น นอกจากให้ความรู้ ให้มีส่วนร่วม อาจารย์ได้ฝึกความเป็นผู้นำ ให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนาและลูกศิษย์ด้วย เวลาที่ใช้ สามชั่วโมง ตอนท้ายของรายการ บรรยากาศเป็นไปด้วยดี ผู้นำที่โรงแรมโอเรียลเต็ล ได้แสดงบทบาทออกมา สมกับความเป็นผู้นำในโรงแรมชั้นนำของโลก ชั้นหนึ่งของเมืองไทย งานนี้ ถ้าเป็นสไตล์ญี่ป่น เขาบอกว่า ทำงานได้มีประสิทธิภาพอย่างมาก
ที่ผมแนะนำเพิ่มเติมคือ ถ้าอาจารย์ไปบรรยายที่ไหน ผมเสนอว่าควรทำ Blog ไว้ล่วงหน้า แล้วควรมีเวลาอธิบายเรื่อง การใช้ Blog โดยเตรียมทำเป็นภาพสไลด์ไว้อธิบาย หน้าตาเว็บของอาจารย์ว่าเป็นอย่างไร และBlog ที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะเข้าไปใช้คืออะไรหน้าตาอย่างไร ผมคิดว่า Bog มีประโยชน์กับผู้เรียนและผู้อ่านทุกคน และถือเป็นยุทธ์ศาสตร์หนึ่งที่ chiraacademy. ,มีไว้ให้ลูกค้าได้ใช้ จึงควรมีการทำ Blog สำหรับลูกค้าเชิงรุก ล่วงหน้าก่อนไปบรรยาย และนำเครือ่งมือทางการจัดการมาใช้บริหาร Blog ได้แก่ SWOT วิเคราะห์หาจุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อการพัฒนาฯ Internal Audit ตรวจสอบ ประเมินผล ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ครับ
ส่วนเรื่องการแชร์ความรู้ เรื่อง Leadership เมื่อวานนี้ ที่อาจารย์บรรยาย ไป ผมสรุปได้ในประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้นำ มีดังนี้ครับ
คุณสมบัติพึงประสงค์ของผู้นำ ยุคใหม่ มี
เนื่องจากเวลามีจำกัด ผมสรุปมาได้แค่ 7 ประเด็น ซึ่งที่จริง อาจารย์พูดไปมากกว่านี้มีสาระหลายอย่างที่ผมจับประเด็นไม่ทันครับ
ผมขอขอบคุณ ศ.ดร.จีระ อีกครั้งหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ผมไปร่วมแชร์ความรู้ในเวทีนี้ และผมประทับใจทีมงานของอาจารย์ทุกคน ตั้งใจทำงานกันดีมาก และประทับใจ ผู้นำ และทีมฝึกอบรมที่โรงแรมโอเรียลเต็ล ทุกคน
ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน
สวัสดีครับ
ยม
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
เช้านี้ วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน ถึงผมจะไม่ค่อยสบายนัก เนื่องจากมีอาการเป็นไข้หวัด แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการหาความรู้ ทาง internet และการค้นหาอ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่องว่า โรงเรียนในฝันให้ทันโลก ในบทความนี้ ศ.ดร.จีระเขียนเล่าถึง 3 เรื่องสำคัญที่ท่านได้ทำ บทเรียนจากความเป็นจริงที่น่าสนใจผมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยใช้ข้อความข้างล่างนี้แถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียนส่วนสีดำเป็นความเห็นของผมซึ่งมีดังนี้ ครับ
เรื่องการเมืองในบ้านเรา ทุกครั้งที่จะมีการเลือกตั้ง ผมสังเกตว่าจีเรื่องร้อน ๆ เช่นนี้ เสมอ ตราบใดที่เรายังไม่มีระบบที่ดีในการพัฒนา กลั่นกรอง คัดสรรคนที่จะมาเล่นการเมืองให้ได้คนที่มีคุณภาพ คุณธรรม มีทุนมนุษย์ ตามทฤษฎี 8K’s ของ ศ.ดร.จีระ ระบบการเมืองของเราจะได้คนที่ทำงานในพรรคการเมือง ที่ทำงานเพื่อชาติเพียงบางส่วนเท่านั้น พอทำงานไปเรื่อย เครียดมากเข้า เจอกระแสทางการเมือง ก็จะทำให้ทุนที่พอมีอยู่ลดน้อยลง เช่น ทุนทางปัญญา ทุนทางความสุข ทุนทางจริยธรรมฯ ในที่สุดก็จะไม่ได้คิดถึงความยั่งยืน แนวทางแก้ไขคงต้องแก้ที่ระบบการศึกษา ให้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพมีศักยภาพ เทียบเท่านานาประเทศที่เจริญแล้ว ถ้าพรรคการเมืองใดก็ตามขึ้นมาเป็นรัฐบาล แล้วทำงานเพื่อชาติจริง ก็น่าจะเน้นที่ตรงนี้ มากว่าการสร้างผลงานระยะสั้น
ข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชนเมือวานนี้ ลงข่าวเกี่ยวกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในบ้านเรา ประเด็นที่น่าห่วงคือเมื่อผลออกมาแล้ว บางมหาวิทยาลัยไม่ยอมรับผลการจัดอันดับ มหาวิทยาลัยชื่อดังในภาคอีสาน มีชื่อเสียงในจังหวัดถูกจัดอันดับไว้ท้าย ๆ จัดอยู่ในอันดับเดียวกับสถาบันราชภัฏหลายแห่ง ก็เป็นข้อมูลที่มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาควรสนใจในรายละเอียด และกล้าเผชิญกับความจริง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยังยืน พัฒนาระบบและคนในสถาบัน เพื่อมีศักยาภาพเพียงพอที่จะอยู่อันดับต้น ๆ ของโลกได้ในอนาคต
“อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากนำมาเล่าต่อ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ coach ผู้บริหารของสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา กว่า 40 ท่าน 2 วันเต็มเรื่องนวัตกรรมกับการศึกษา สำเร็จเรียบร้อยแล้ว
นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ดีคือ เราจะไม่บรรยาย ( Lecture ) เท่านั้นแต่จะแบ่งปันความรู้กัน โต้ตอบ และสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกัน ผมได้เปิด Blog ให้หลายท่านแสดงความเห็นร่วมกันด้วย
สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษามีหน้าที่หลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องนวัตกรรมทางด้านการศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งหวังว่าประชาชนคนไทยทั่วไป จะให้กำลังใจการทำงานของสำนักแห่งนี้ซึ่งมีผลงานที่น่าสนใจ เช่น
- การสอนภาษาอังกฤษแบบ ICT
- การสอนคณิตศาสตร์แบบให้เด็กสนุกและคิดสร้างสรรค์
- การเน้นให้เด็กกล้าแสดงออก มีภาวะผู้นำ
- การให้เด็กได้มี Creativity และอาจจะมี Innovation ตามมา
- การเน้นคุณธรรม จริยธรรมแบบวิถีพุทธในโรงเรียน
- การเรียนหนังสือเพื่อสร้างความสมานฉันท์และสันติภาพให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียน 3 จังหวัดภาคใต้”
ประเด็นเรื่องสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาที่ ศ.ดร.จีระ ไปบรรยายและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนั้น ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ สำนักพัฒนานวตกรรมการจัดการศึกษา มีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพอยู่หลายท่าน และกำลังทำงานด้านนวตกรรมทางการศึกษา เพื่อแก้ไขและพัฒนาการศึกษาของชาติ ท่านผู้อำนวยการสำนักฯ เป็นผู้นำที่เป็นแบบอย่างที่ดี ทราบว่าท่านใกล้เกษียณ แต่ความคิด ทุนทางทรัพยากรมนุษย์ของท่านมีสูง คล่องว่องไว Smart และยังมีทีมงานในสำนักฯหลายท่านที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง มีโครงการใหม่ ๆ ทางการศึกษาที่น่าสนใจน่าส่งเสริม รัฐบาลควรให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่กับหน่วยงานนี้
ที่น่าประทับใจมากคือ ศ.ดร.จีระ ได้มีโอกาสเข้าไปเปิดโลกทัศน์ ชี้ประเด็นสำคัญ เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ เกี่ยวกับแนวทางในการสร้างนวตกรรมทางการศึกษา ด้วยทฤษฎี 4L’s ทฤษฎีนี้ จะเป็นการสร้างนวตกรรมทางการสอนของครู เป็นยุทธ์ศาสตร์การพัฒนาครูผู้สอนได้และยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาสติปัญญาได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นนวตกรรมในการสอน การพัฒนาครูผู้สอนเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะมองข้ามไม่ได้
”วันจันทร์หลังจากผมประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมเสร็จ ก็นั่งรถไปกับคุณสมควรและทีมงานผม คุณพลภัทร พรคุณานุภาพ ไปพูดให้ผู้อำนวยการโรงเรียนในฝันกว่า 600 คนเรื่องโรงเรียนในฝันให้ทันโลก
ปรากฎว่าเป็นบรรยากาศที่ดีมาก มีการนำเอาความรู้ใหม่ ๆที่สดและทันเหตุการณ์ไปแบ่งปันให้ผู้อำนวยการโรงเรียนฟังและนำไปใช้ต่อให้เกิดประโยชน์ ให้มีโลกทัศน์กว้างขึ้น สร้างความเข้าใจอย่างดีห้องประชุมนี้ใหญ่มาก แต่ความสนใจของทั้ง 600 คน มีสูง ตั้งใจฟัง และคิดต่อยอดมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้นผู้อำนวยการโรงเรียนหลายท่านได้ออกมาเล่าว่า ได้ทำไปแล้วหลายอย่าง จะทำอีกมีโรงเรียนแห่งหนึ่งบอกว่า เด็กทุกคนต้องมี Laptop แล้วและทุกคนบริหารงานแบบแหวกวงล้อม เป็นแบบ paradigm shift จึงอยากให้กำลังใจผู้อำนวยการโรงเรียนในฝันทุกท่าน”
ชื่นชมคุณสมควร ที่รู้จักใช้ทุนทางสังคม ให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม แบ่งบันทุนสังคมนี้ให้กับผู้อำนวยการโรงเรียนในฝันทั้ง 600 แห่ง ชื่นชม ศ.ดร.จีระ ที่อุทิศกายใจ ทำงานเพื่อส่วนรวม เพื่อสังคมประเทศชาติ มีอุดมการณ์การทำงานเพื่อบ้านเมืองและยังคงรักษาความดีมีคุณธรรม เป็นกลาง สมกับคำว่า “คนของแผ่นดิน” ที่ลูกศิษย์ขอมอบคำนี้และจะยึดเป็นแบบอย่างที่ดี ในการทำงานต่อไป
ศ.ดร.จีระ ยังมีรายการโทรทัศน์ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา14.00-15.00 น. และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่2 ของเดือนเวลา14.00-15.00 น.และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระทาง UBC 7 อาทิตย์ที่1,3 และ5 ของเดือนเวลา13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุอสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า5 หรือทางhttp://www.chiraacademy.com/ เชิญท่านติดตามศึกษาหาความรู้จากผลงานของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ในBlog นี้ครับ
ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน
โรงเรียนในฝันให้ทันโลก[1]
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ข่าวการเมืองร้อน ๆข่าวการโยกย้ายทหาร ข่าวการเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้งยังเดินหน้าอยู่แต่ประเทศไทยต้องอยู่รอดและยั่งยืนในระยะยาวต่อไปผมจะเขียนบทความเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านต่อไป
คงจะช่วยให้หลายท่านนำไปใช้เป็นประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อยนอกจากนี้ยังอ่านได้จาก website ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า www.naewna.com ทุกวันเสาร์สัปดาห์ที่แล้ว คุณหมอจากโรงพยาบาลภูมิพลท่านหนึ่งอ่านจากแนวหน้าและขอ website ของผม คือ www.chiraacademy.com ผมดีใจที่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานความคิดต่อไป
วันนี้ผมมี 3 เรื่องจะเล่าให้ฟัง
เรื่องแรกคือ หน้าปกของ Newsweek เล่มล่าสุด เป็นการมองการศึกษาเป็นแบบ Global มากขึ้นปัจจุบันเขาจัดอันดับมหาวิทยาลัยว่า ไม่ใช่เก่งในประเทศเท่านั้นจะจัดอันดับมหาวิทยาลัยเป็นระดับ Global University ผู้บริหารของไทยและผู้บริหารระดับกระทรวง ควรจะให้เด็กไทยศึกษา เพื่อไปสู่สังคมโลกให้ได้และไม่ได้หมายความว่าจะเห็นด้วยกับโลกาภิวัตน์ทั้งหมดแต่จะเป็นการจัดการให้มีความรู้ ความเข้าใจในสังคมโลก หรือทันโลก
เป็นที่น่าสังเกตว่า ระดับ TOP 25 ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ตามด้วยอังกฤษ ญี่ปุ่นสวิตเซอร์แลนด์เล็กน้อย หากดูในระดับ TOP 50 จะเห็นมีมหาวิทยาลัยในเอเชีย 2-3 แห่งคือที่ญี่ปุ่นและสิงคโปร์ รัฐบาลไทยควรจะเอาจริงให้มหาวิทยาลัยหนึ่งแห่งในประเทศไทยเป็นที่ยอมรับของโลกบ้าง หากโลกยอมรับเราจะได้ปัญญาจากโลกมาแลกเปลี่ยนกับเราผมคิดว่ามหาวิทยาลัยที่น่าจะเป็นไปได้ในไทยมี :
- สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ ( จุฬาฯ )
- ABAC
- มหิดล
- ขอนแก่น
- เชียงใหม่
- ธรรมศาสตร์
- หอการค้า
- ธุรกิจบัณฑิตย์
- NIDA
โลกในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงเร็วและไม่มีอะไรแน่นอน การมีความรู้ที่สดทันเหตุการณ์ จะช่วยประเทศของเราได้มากเพราะเราจะได้ฉกฉวยโอกาสและหลีกเลี่ยงจากการถูกคุกคาม
สิ่งที่น่าคิดคือถึงเวลาแล้วที่ตะวันออกต้องสอนหรือแบ่งปันความรู้ให้ตะวันตกบ้างเพราะความรู้จะต้องกระจายไปตามความเจริญของโลก
เป็นที่น่าสังเกตว่าในระดับ TOP 25 ของมหาวิทยาลัยของโลก มหาวิทยาลัยของจีน อินเดีย ยังไม่ติดอันดับเลยทั้งที่คนในโลกจะศึกษาเกี่ยวกับอินเดียหรือจีนมากขึ้นและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสองประเทศนี้สูงขึ้นด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากนำมาเล่าต่อ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้ coach ผู้บริหารของสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา กว่า 40 ท่าน 2 วันเต็มเรื่องนวัตกรรมกับการศึกษา สำเร็จเรียบร้อยแล้ว
นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ดีคือ เราจะไม่บรรยาย ( Lecture ) เท่านั้นแต่จะแบ่งปันความรู้กัน โต้ตอบ และสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกัน ผมได้เปิด Blog ให้หลายท่านแสดงความเห็นร่วมกันด้วย
สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษามีหน้าที่หลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องนวัตกรรมทางด้านการศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งหวังว่าประชาชนคนไทยทั่วไป จะให้กำลังใจการทำงานของสำนักแห่งนี้ซึ่งมีผลงานที่น่าสนใจ เช่น
- การสอนภาษาอังกฤษแบบ ICT
- การสอนคณิตศาสตร์แบบให้เด็กสนุกและคิดสร้างสรรค์
- การเน้นให้เด็กกล้าแสดงออก มีภาวะผู้นำ
- การให้เด็กได้มี Creativity และอาจจะมี Innovation ตามมา
- การเน้นคุณธรรม จริยธรรมแบบวิถีพุทธในโรงเรียน
- การเรียนหนังสือเพื่อสร้างความสมานฉันท์และสันติภาพให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียน 3 จังหวัดภาคใต้
ผมรู้สึกโชคดีที่ได้รับเชิญเข้ามาทำงาน ใกล้ชิดกับข้าราชการที่เสียสละกว่า 40 ท่าน มีความเป็นกันเอง และให้ความเคารพผมซึ่งเป็นคนข้างนอกจึงขอชมเชยผู้อำนวยการ ดร.ศรีสมร พุ่มสะอาด และทีมงานของท่าน โดยเฉพาะคุณสมควรวรสันต์ ซึ่งเป็นคนที่เร็วและไว มี sense ของผู้ประกอบการทางการศึกษา คือเห็นโอกาสและการทำงานนอกกรอบ วันอาทิตย์ได้โทรมาบอกว่าจะมีการประชุมผู้อำนวยการโรงเรียนในฝันระดับมัธยมศึกษา ที่โรงแรม Ambassador city จอมเทียน ในวันจันทร์หากอาจารย์จีระสนใจที่จะไปพูดให้ผู้บริหารโรงเรียนฟัง
วันจันทร์หลังจากผมประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมเสร็จ ก็นั่งรถไปกับคุณสมควรและทีมงานผม คุณพลภัทร พรคุณานุภาพ ไปพูดให้ผู้อำนวยการโรงเรียนในฝันกว่า 600 คนเรื่องโรงเรียนในฝันให้ทันโลก
ปรากฎว่าเป็นบรรยากาศที่ดีมาก มีการนำเอาความรู้ใหม่ ๆที่สดและทันเหตุการณ์ไปแบ่งปันให้ผู้อำนวยการโรงเรียนฟังและนำไปใช้ต่อให้เกิดประโยชน์ ให้มีโลกทัศน์กว้างขึ้น สร้างความเข้าใจอย่างดีห้องประชุมนี้ใหญ่มาก แต่ความสนใจของทั้ง 600 คน มีสูง ตั้งใจฟัง และคิดต่อยอดมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้นผู้อำนวยการโรงเรียนหลายท่านได้ออกมาเล่าว่า ได้ทำไปแล้วหลายอย่าง จะทำอีกมีโรงเรียนแห่งหนึ่งบอกว่า เด็กทุกคนต้องมี Laptop แล้วและทุกคนบริหารงานแบบแหวกวงล้อม เป็นแบบ paradigm shift จึงอยากให้กำลังใจผู้อำนวยการโรงเรียนในฝันทุกท่าน
ผู้อ่านบทความนี้ถ้าสนใจอยากได้ speech ของผม สามารถขอได้ครับ
ผมเน้นว่านวัตกรรมการศึกษาสำคัญ เพราะถ้าการศึกษาดี ประเทศไทยอยู่รอดสามารถจัดการโลกาภิวัตน์ที่น่ากลัวได้ หากเด็กไทยคิดเป็น วิเคราะห์เป็นใฝ่หาความรู้และปัญญา ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบเท่านั้น
สุดท้ายนี้ผมขอแสดงความเสียใจต่อชาวไทยในจังหวัดทางภาคเหนือที่ประสบภัยธรรมชาติขอให้รัฐบาลดูแลอย่างใกล้ชิด</p> จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181 <div>
<hr>
</div>
สรุปการทำ Workshop ในการบรรยายให้บุคลากรระดับ Head Officeของโรงแรมโอเรียลเต็ลในเรื่อง Leadership คุณสมบัติของผู้นำของโรงแรมโอเรียลเต็ล <ol style="margin-top: 0cm">
</ol> ทำอย่างไรจะให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ <ol style="margin-top: 0cm">
</ol>
เรียน ท่าน ศ.ดร. จีระและทุกท่านที่เคารพ
เมื่อเช้านี้ ผมได้อ่านหนังสือพิมพ์เจอคำว่า "Employee Branding" หมายถึง การที่บุคคลคนหนึ่งนำหลักการประชาสัมพันธ์และหลักการตลาดมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์และเอกลักษณ์ของตนเองให้โดดเด่นจนกลายเป็น "แบรนด์" ซึ่งพอสรุปได้ว่า เป็นกระบวนการสร้างคุณค่าของตัวพนักงาน ด้วยความรู้ ความสามารถอย่างมีเอกลักษณ์ของตัวเอง อันประกอบด้วยหลัก 4 ประการคือ
รายละเอียดเพิ่มเติมและตัวอย่างจะสืบค้น เสาะหามาฝากต่อไปครับ
ด้วยความเคารพ
ประจวบ/DPA3UBU
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ /ผู้บริหารโรงแรมโอเรียลเต็ลและท่านผู้อ่านทุกท่าน
ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้บ้านเมือง สังคม และองค์กร ต่างก็เผชิญปัญหา ในการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้นำ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 3 ก.ย. ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มธ. จัดปาฐกถาสาธารณะ“ส่งที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ควรทำ” และเสวนา“ทางออกเพื่อปฏิรูปการเมืองไทย” ศ.น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปควรทำมี 10 ประการ[1] สรุปโดยย่อได้ว่ามี ดัง่นี้1. นายกรัฐมนตรีต้องมีต่อมจริยธรรมสูง2. ปฏิรูปการเมือง ปรับระบบราชการ ชุมชนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง3. มีความจริงใจและจริงจัง ในการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชั่น4. สร้างเศรษฐกิจพอเพียง สัมมาชีพเต็มพื้นที่ อนุรักษ์และใช้ทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน และมีดัชนีวัดความสุข5. ปลดปล่อยคนทั้งประเทศไปสู่เกียรติ ศักดิ์ศรี ศักยภาพและความสุข6. ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นทั้งประเทศ ปัจจุบันคนดีมีมาก แต่ไม่เป็นข่าว แต่คนชั่วได้ลงฟรี คนดีต้องเสียเงิน เพราะสภาพปัจจุบันมีการบริโภควัตถุนิยม ทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ทอดทิ้งกัน7. แก้ไขความขัดแย้งรุนแรง และปรับปรุงอย่างอหิงสา ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ช่วงที่ผ่านมา คนไทยมีความแตกแยกอย่างไม่เคยมีมาก่อน8. ปฏิรูประบบกฎหมายเพื่อความยุติธรรมในบริบทใหม่ของสังคม เพราะสังคมสมัยใหม่มีความซับซ้อน และมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว9. สร้างดุลยภาพ และศักดิ์ศรีของคนไทยในโลกสากล เพราะขณะนี้โลกทั้งโลกใกล้ชิดกัน ถ้าเราไม่เก่งจะเสียดุลทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม และอาจถูกครอบงำได้ง่าย10. เร่งสร้างสมรรถนะของชาติ โดยขณะนี้ระบบการศึกษายึดติดแต่การท่องจำ คนอยากได้แต่ปริญญา แต่ไม่ได้เน้นอยากเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมีความสามารถด้านการวิจัยน้อย หรือเกือบไม่มีเลยทั้ง 10 ประการดังกล่าว ท่านผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียดได้ที่ http://www.reporter.co.th/หรือhttp://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=1233ประเด็นดังกล่าวทำให้ผมคิดว่า ถ้านายกฯ ท่านใหม่ จะทำได้ทั้ง 10 ข้อ หรือ ผู้บริหารในองค์การ จะสามารถฝ่าวิกฤตองค์การไปได้ ผู้บริหาร ผู้นำองค์กร ผู้นำพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายค้าน รวมทั้งผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ คนต่อไปต้องมีคุณสมบัติผู้นำ ดังนี้1. ต้องมีทศพิศราชธรรม2. ต้องมีทุนตามทฤษฎี 8K’s[2] ของ ศ.ดร.จีระ3. ต้องมีทุนทรัพย์ที่ได้มาด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้4. ต้องมีทุนแห่งศรัทธา5. ต้องทันโลก ทันเหตุการณ์ บริหารการเปลี่ยนแปลง และบริหารความขัดแย้ง ให้ไปด้วยกันได้ดีI. ต้องมีทศพิศราชธรรม เจริญรอยตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทศพิธราชธรรม ๑๐ คือธรรมในการใช้พระราชอำนาจและการบำเพ็ญประโยชน์ต่ออาณาประชาราษฎร์ มีดังนี้ 1. การให้ ซึ่งต้องคำนึงถึงความยั่งยืน ให้เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง การจะมีตรงนี้ได้ ผู้นำต้องมีทุนมนุษย์ ทุนความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข2. การบริจาค เมื่อมีก็ควรเผื่อแผ่ไปยังประชาราษฎร ช่วยเหลือด้วยความ บริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผล สิ่งใดตอบแทน ซึ่งผู้นำจะมีข้อนี้ได้ต้องมีทุนมนุษย์สูง มีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืน 3. ความประพฤติดีงาม โดยมีหลักธรรมทางศาสนา คุณธรรม จริยธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เรียกได้ว่าต้องมีทุนทางจริยธรรมมากเพียงพอ4. ความซื่อตรง ต่อการปฏิบัติหน้าที่ เป็นแบบอย่างที่ดี แก่คนทั่วไป การที่ผู้นำจะมีตรงนี้ได้ท่านต้องมีทุนมนุษย์สูง มีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืน 5. ความอ่อนโยน ไม่ถือตน เป็นผู้นำที่ไม่ยึดมั่นในตำแหน่ง ละอัตตา ลดละความเป็นของตัวเอง ละทิฐิ ดื้อรั้น ไม่หลงตัวเอง ซึ่งต้องมีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข ทุนทางสังคม6. ความทรงเดช มีอำนาจ ผู้นำจะมีตรงนี้ได้ต้องรู้จักสร้าง ใช้และรักษาอำนาจตามหลักรัฐศาสนศาสตร์ อำนาจสร้างได้ด้วยการให้ อำนาจสร้างด้วยการเป็นผู้รอบรู้มากกว่า อำนาจสร้างได้ด้วยนิติกรรม การได้รับการแต่งตั้ง ตำแหน่งให้สามรถทำงานได้เต็มที่ อำนาจอ้างอิง ผู้มีอำนาจเหนือกว่า อำนาจสร้างได้ด้วยการติ ซึ่งจะต้องมีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืน ประกอบไปด้วย7. ความไม่โกรธ ผู้นำที่ไม่โกรธ เพราะมีเมตตา กรุณาผู้นำจึงต้องมี ความดี มีหลักธรรม มีทุนทางจริยธรรมคุณงามความดี ปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์8. ความไม่เบียดเบียน ผู้นำที่ไม่เบียดเบียน ย่อมรู้จักบริจาค และมีความประพฤติดี มีทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข9. ความอดทน ผู้นำที่มีความอดทน เพราะมีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืน10. ความไม่คลาดเคลื่อนในธรรม ความยึดมั่นในอุดมการณ์เรื่องธรรม ความมีคุณธรรม ซึ่งต้องอาศัยทุนทางจริยธรรมสูง และมีทุน ทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืนประกอบไปด้วยโดยรวมแล้วการที่ผู้นำจะมีทศพิศราชธรรม ได้ต้องมีพื้นฐานทุนตามทฤษฎี 8 K’s ของ ศ.ดร.จีระ เป็นพื้นฐาน จะทำให้มีความเป็นทศพิศราชธรรมมากขึ้น และยั่งยืนII. ต้องมีทุน ผู้นำยุคใหม่นี้ ต้องมี ความรู้และมีทุนตามทฤษฎี 8K’s[3] ของ ศ.ดร.จีระ ได้แก่ 1. Human Capital หรือ ทุนมนุษย์ คือ ทุนที่ได้มาจากความรู้ขั้นพื้นฐานของการศึกษาเล่าเรียนในสถาบันการศึกษาซึ่งถือว่าเป็นทุนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องมี2. Intellectual Capital หรือ ทุนทางปัญญา คือ ความสามารถในการคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และการนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม บุคคลที่จบปริญญามี Human Capital ใช่ว่าจะมีทุนทางปัญญาหรือ Intellectual Capital เสมอไป คนที่มีการศึกษาไม่สูงแต่สามารถมีทุนทางปัญญาได้ถ้ารู้จักในการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถที่จะนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับมาสร้างมูลค่าเพิ่ม 3. Ethical Capitalหรือ ทุนทางจริยธรรม บุคคลที่มีความรู้ดี สติปัญญาดี แต่ถ้าไม่มีคุณธรรม ก็ไม่สามารถพัฒนาองค์กรหรือประเทศได้อย่างดี ยิ่งถ้านำเอาความรู้ ความสามารถที่ได้รับไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ย่อมสร้างปัญหาให้กับสังคมมากยิ่งขึ้น ฉะนั้น ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงควรให้การปลูกฝัง ทุนทางจริยธรรม ไว้ตั้งแต่เบื้องแรก หรือแทรกเข้าไปในเนื้อหาเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่ง 4. Happiness Capital หรือ ทุนแห่งความสุข มนุษย์ทุกคนนี้ล้วนมีความปรารถนาจะทำในสิ่งที่ตนทำแล้วมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นสุขกาย หรือ สุขใจ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะคิด หรือทำสิ่งใดก็ตามก็จะต้องคำนึงถึงความสุขกับสิ่งที่ทำด้วยจึงจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น 5. Social Capital หรือ ทุนทางสังคม ทุนทางสังคม หรือ Social Capital หมายถึงการรู้จักเข้าสังคม การรู้จักวางตัว หน้าที่และบทบาทของตนเองต่อสังคมซึ่งก็จะเป็นการสร้างให้เกิดยอมรับในสังคม6. Sustainability Capital หรือ ทุนแห่งความยั่งยืน ทุนแห่งความยั่งยืนเป็นทุนที่สำคัญของทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ เพราะเนื่องจากว่าการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วมาก หากเราไม่พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนแล้วนั้นเราก็จะไม่สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในโลกยุคไร้พรมแดน7. Digital Capital หรือ ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศลกยุคปัจจุบันเป็นโลกยุคข่าวสาร และเทคโนโลยี เป็นโลกาภิวัตน์ ฉะนั้น ในการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ สามารถที่จะพัฒนาและแข่งขันกับนานาอารยประเทศ จึงจำเป็นที่จะพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 8. Talented Capital หรือ ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ ทุนที่สำคัญและขาดไม่ได้สำหรับทรัพยากรมนุษย์ในยุคนี้ก็คือ ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ การมีความรู้ ทักษะ และทัศนคติ (Mindset) ที่ถูกต้องในการทำงาน III. ต้องมีทุนทรัพย์ที่ได้มาด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ที่ได้มาด้วยความสามารถของตน ด้วยความสามารถในการบริหารทุนมนุษย์ในตน จนมีทุนทรัพย์ขึ้นมา และเป็นที่ทราบดีในสังคมว่าทรัพย์ที่ได้มานั้น ถูกต้องได้มาด้วยความรู้ความสามารถและคุณธรรมการจะมีตรงนี้ได้ด้วยเพราะอาศัยการพึ่งพาตนเอง เป็นหลัก ได้ทรัพย์มาอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และบริหารทรัพย์สิน ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ส่วนรวม มากกว่าตนเองและพวกพ้อง IV. ต้องมีทุนแห่งศรัทธา ที่ผมเพิ่มเติมจากทฤษฎีทุน 8 K’s ของ ศ.ดร.จีระ ทุนแห่งศรัทธา ในที่นี้หมายถึง ตามประพฤติตนในทศพิศราชธรรมและการรู้จักบริหารทุนต่าง ๆ ตามทฤษฎี 8 K’s อย่างต่อเนื่องอย่างยั่งยืน จนเป็นที่รักและเคารพของผู้คนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ทั้งในและนอกองค์การ ผู้นำยุคนี้ ต้องมีเป็นที่ศรัทธาแก่ผู้คนทั้งในและนอกองค์กร การจะมีทุนแห่งศรัทธาได้นั้น ผุ้นำต้องรู้จักบริหารอำนาจ รู้จักใช้และรู้จักรักษาอำนาจ สะสมเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอำนาจบารมี สะสมมาก ๆ เข้าจะกลายเป็นแรงศรัทธา ที่เกิดขึ้นแก่คนทั่วไป V. ต้องทันโลก ทันเหตุการณ์ และบริหารตนเอง บริหารองค์การ สังคม ชุมชนที่เกี่ยวข้อง ให้อยู่ดีมีสุข ผู้นำจึงต้องรู้จักบริหารการเปลี่ยนแปลง และบริหารความขัดแย้ง ให้ไปด้วยกันได้ดี ต้อง มีความสามารถในการสื่อสารและเก่งเรื่อง คน(Communication and people skills) ไม่พูดอะไรแบบไม่คิดและบางครั้งอาจจะต้องใช้ความสงบนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ก็ต้องใช้ ต้องมีความสามารถในการตัดสินใจ กล้านำในสิ่งที่ถูกต้อง(Decisiveness) ที่ผมคิดต่อไว้ว่า การตัดสินใจของผู้ ต้องถูก เหมาะ และควร กับเวลา สถานที่ และบุคคล ไม่ตัดสินใจแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งแล้วมีปัญหาอื่นตามมา โดยไม่คิดแผนรองรับไว้ <p>สวัสดีครับ</p><p>ยม</p><div>
<hr><div id="ftn1"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText">[1] http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=1233</p></div>
[2] http://www.chiraacademy.com/chiratheory.html
[3] http://www.chiraacademy.com/chiratheory.html
</div>
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ /ผู้บริหารโรงแรมโอเรียลเต็ลและท่านผู้อ่านทุกท่าน
ทั้ง 10 ประการดังกล่าว ท่านผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียดได้ที่ http://www.reporter.co.th/หรือhttp://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=1233
ประเด็นดังกล่าวผมคิดว่า ถ้านายกฯ ท่านใหม่ จะทำได้ทั้ง 10 ข้อ หรือ ผู้บริหารในองค์การ จะสามารถฝ่าวิกฤตองค์การไปได้ ผู้บริหาร ผู้นำองค์กร ผู้นำพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายรัฐ ฝ่ายค้าน รวมทั้งผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ คนต่อไปต้องมีคุณสมบัติผู้นำ ดังนี้
1. ต้องมีทศพิศราชธรรม
2. ต้องมีทุนตามทฤษฎี 8K’s[2] ของ ศ.ดร.จีระ
3. ต้องมีทุนทรัพย์ที่ได้มาด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้
4. ต้องมีทุนแห่งศรัทธา
5. ต้องทันโลก ทันเหตุการณ์ บริหารการเปลี่ยนแปลง และบริหารความขัดแย้ง ให้ไปด้วยกันได้ดี
I. ต้องมีทศพิศราชธรรม เจริญรอยตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทศพิธราชธรรม ๑๐ คือธรรมในการใช้พระราชอำนาจและการบำเพ็ญประโยชน์ต่ออาณาประชาราษฎร์ มีดังนี้
1. การให้ ซึ่งต้องคำนึงถึงความยั่งยืน ให้เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึง การจะมีตรงนี้ได้ ผู้นำต้องมีทุนมนุษย์ ทุนความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข
2. การบริจาค เมื่อมีก็ควรเผื่อแผ่ไปยังประชาราษฎร ช่วยเหลือด้วยความ บริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผล สิ่งใดตอบแทน ซึ่งผู้นำจะมีข้อนี้ได้ต้องมีทุนมนุษย์สูง มีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืน
3. ความประพฤติดีงาม โดยมีหลักธรรมทางศาสนา คุณธรรม จริยธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เรียกได้ว่าต้องมีทุนทางจริยธรรมมากเพียงพอ
4. ความซื่อตรง ต่อการปฏิบัติหน้าที่ เป็นแบบอย่างที่ดี แก่คนทั่วไป การที่ผู้นำจะมีตรงนี้ได้ท่านต้องมีทุนมนุษย์สูง มีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืน
5. ความอ่อนโยน ไม่ถือตน เป็นผู้นำที่ไม่ยึดมั่นในตำแหน่ง ละอัตตา ลดละความเป็นของตัวเอง ละทิฐิ ดื้อรั้น ไม่หลงตัวเอง ซึ่งต้องมีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข ทุนทางสังคม
6. ความทรงเดช มีอำนาจ ผู้นำจะมีตรงนี้ได้ต้องรู้จักสร้าง ใช้และรักษาอำนาจตามหลักรัฐศาสนศาสตร์ อำนาจสร้างได้ด้วยการให้ อำนาจสร้างด้วยการเป็นผู้รอบรู้มากกว่า อำนาจสร้างได้ด้วยนิติกรรม การได้รับการแต่งตั้ง ตำแหน่งให้สามรถทำงานได้เต็มที่ อำนาจอ้างอิง ผู้มีอำนาจเหนือกว่า อำนาจสร้างได้ด้วยการติ ซึ่งจะต้องมีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืน ประกอบไปด้วย
7. ความไม่โกรธ ผู้นำที่ไม่โกรธ เพราะมีเมตตา กรุณาผู้นำจึงต้องมี ความดี มีหลักธรรม มีทุนทางจริยธรรมคุณงามความดี ปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
8. ความไม่เบียดเบียน ผู้นำที่ไม่เบียดเบียน ย่อมรู้จักบริจาค และมีความประพฤติดี มีทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข
9. ความอดทน ผู้นำที่มีความอดทน เพราะมีทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนทางความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืน
10. ความไม่คลาดเคลื่อนในธรรม ความยึดมั่นในอุดมการณ์เรื่องธรรม ความมีคุณธรรม ซึ่งต้องอาศัยทุนทางจริยธรรมสูง และมีทุน ทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา ทุนทางความสุข ทุนทางสังคม ทุนแห่งความยั่งยืนประกอบไปด้วย
โดยรวมแล้วการที่ผู้นำจะมีทศพิศราชธรรม ได้ต้องมีพื้นฐานทุนตามทฤษฎี 8 K’s ของ ศ.ดร.จีระ เป็นพื้นฐาน จะทำให้มีความเป็นทศพิศราชธรรมมากขึ้น และยั่งยืน
II. ต้องมีทุน ผู้นำยุคใหม่นี้ ต้องมี ความรู้และมีทุนตามทฤษฎี 8K’s[3] ของ ศ.ดร.จีระ ได้แก่
1. Human Capital หรือ ทุนมนุษย์ คือ ทุนที่ได้มาจากความรู้ขั้นพื้นฐานของการศึกษาเล่าเรียนในสถาบันการศึกษาซึ่งถือว่าเป็นทุนขั้นพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องมี
2. Intellectual Capital หรือ ทุนทางปัญญา คือ ความสามารถในการคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และการนำไปสร้างมูลค่าเพิ่ม บุคคลที่จบปริญญามี Human Capital ใช่ว่าจะมีทุนทางปัญญาหรือ Intellectual Capital เสมอไป คนที่มีการศึกษาไม่สูงแต่สามารถมีทุนทางปัญญาได้ถ้ารู้จักในการแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถที่จะนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับมาสร้างมูลค่าเพิ่ม
3. Ethical Capitalหรือ ทุนทางจริยธรรม บุคคลที่มีความรู้ดี สติปัญญาดี แต่ถ้าไม่มีคุณธรรม ก็ไม่สามารถพัฒนาองค์กรหรือประเทศได้อย่างดี ยิ่งถ้านำเอาความรู้ ความสามารถที่ได้รับไปใช้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็ย่อมสร้างปัญหาให้กับสังคมมากยิ่งขึ้น ฉะนั้น ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จึงควรให้การปลูกฝัง ทุนทางจริยธรรม ไว้ตั้งแต่เบื้องแรก หรือแทรกเข้าไปในเนื้อหาเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่ง
4. Happiness Capital หรือ ทุนแห่งความสุข มนุษย์ทุกคนนี้ล้วนมีความปรารถนาจะทำในสิ่งที่ตนทำแล้วมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นสุขกาย หรือ สุขใจ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะคิด หรือทำสิ่งใดก็ตามก็จะต้องคำนึงถึงความสุขกับสิ่งที่ทำด้วยจึงจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
5. Social Capital หรือ ทุนทางสังคม ทุนทางสังคม หรือ Social Capital หมายถึงการรู้จักเข้าสังคม การรู้จักวางตัว หน้าที่และบทบาทของตนเองต่อสังคมซึ่งก็จะเป็นการสร้างให้เกิดยอมรับในสังคม
6. Sustainability Capital หรือ ทุนแห่งความยั่งยืน ทุนแห่งความยั่งยืนเป็นทุนที่สำคัญของทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์ เพราะเนื่องจากว่าการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันนั้นเกิดขึ้นรวดเร็วมาก หากเราไม่พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนแล้วนั้นเราก็จะไม่สามารถอยู่รอดและแข่งขันได้ในโลกยุคไร้พรมแดน
7. Digital Capital หรือ ทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศลกยุคปัจจุบันเป็นโลกยุคข่าวสาร และเทคโนโลยี เป็นโลกาภิวัตน์ ฉะนั้น ในการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ สามารถที่จะพัฒนาและแข่งขันกับนานาอารยประเทศ จึงจำเป็นที่จะพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
8. Talented Capital หรือ ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ ทุนที่สำคัญและขาดไม่ได้สำหรับทรัพยากรมนุษย์ในยุคนี้ก็คือ ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ การมีความรู้ ทักษะ และทัศนคติ (Mindset) ที่ถูกต้องในการทำงาน
III. ต้องมีทุนทรัพย์ที่ได้มาด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นทุนทรัพย์ที่ได้มาด้วยความสามารถของตน ด้วยความสามารถในการบริหารทุนมนุษย์ในตน จนมีทุนทรัพย์ขึ้นมา และเป็นที่ทราบดีในสังคมว่าทรัพย์ที่ได้มานั้น ถูกต้องได้มาด้วยความรู้ความสามารถและคุณธรรมการจะมีตรงนี้ได้ด้วยเพราะอาศัยการพึ่งพาตนเอง เป็นหลัก ได้ทรัพย์มาอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม และบริหารทรัพย์สิน ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ส่วนรวม มากกว่าตนเองและพวกพ้อง
IV. ต้องมีทุนแห่งศรัทธา ที่ผมเพิ่มเติมจากทฤษฎีทุน 8 K’s ของ ศ.ดร.จีระ ทุนแห่งศรัทธา ในที่นี้หมายถึง ตามประพฤติตนในทศพิศราชธรรมและการรู้จักบริหารทุนต่าง ๆ ตามทฤษฎี 8 K’s อย่างต่อเนื่องอย่างยั่งยืน จนเป็นที่รักและเคารพของผู้คนทั่วไปอย่างกว้างขวาง ทั้งในและนอกองค์การ ผู้นำยุคนี้ ต้องมีเป็นที่ศรัทธาแก่ผู้คนทั้งในและนอกองค์กร การจะมีทุนแห่งศรัทธาได้นั้น ผุ้นำต้องรู้จักบริหารอำนาจ รู้จักใช้และรู้จักรักษาอำนาจ สะสมเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดอำนาจบารมี สะสมมาก ๆ เข้าจะกลายเป็นแรงศรัทธา ที่เกิดขึ้นแก่คนทั่วไป
V. ต้องทันโลก ทันเหตุการณ์ และบริหารตนเอง บริหารองค์การ สังคม ชุมชนที่เกี่ยวข้อง ให้อยู่ดีมีสุข ผู้นำจึงต้องรู้จักบริหารการเปลี่ยนแปลง และบริหารความขัดแย้ง ให้ไปด้วยกันได้ดี ต้อง มีความสามารถในการสื่อสารและเก่งเรื่อง คน(Communication and people skills) ไม่พูดอะไรแบบไม่คิดและบางครั้งอาจจะต้องใช้ความสงบนิ่งสยบความเคลื่อนไหว ก็ต้องใช้ ต้องมีความสามารถในการตัดสินใจ กล้านำในสิ่งที่ถูกต้อง(Decisiveness) ที่ผมคิดต่อไว้ว่า การตัดสินใจของผู้ ต้องถูก เหมาะ และควร กับเวลา สถานที่ และบุคคล ไม่ตัดสินใจแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งแล้วมีปัญหาอื่นตามมา โดยไม่คิดแผนรองรับไว้
สวัสดีครับ
ยม
[1] http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=1233
[2] http://www.chiraacademy.com/chiratheory.html
[3] http://www.chiraacademy.com/chiratheory.html
เรียน ท่านอาจารย์จีระและชุมชนชาวบล็อกทุกท่าน
ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์จีระ และขอขอบคุณคุณยม และคณะผู้บริหารระดับกลางของโรงแรมโอเรียลเต็ล เมื่อวันพฤหัสที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมาเป็นอย่างสูงที่ให้โอกาสผมได้ร่วมแสดงความเห็นในการบรรยายหลักสูตร "Management for Tomorrow " โดยท่านอาจารย์จีระ ซึ่งพอสรุปคุณสมบัติของผู้นำเป็นคำช่วยจำได้ดังนี้
Manager must......
เนื้อหาทั้งหมดเป็นการสรุปด้วยตนเอง ซึ่งอาจไม่ครบถ้วนและครอบคลุม ขาดตกบกพร่องใด ๆ ต้องกราบขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย
ขอขอบพระคุณอย่างสูง
ประจวบ
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ / ผู้บริหาร/ผู้นำ ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล และท่านผู้อ่านทุกท่าน เมื่อวานนี้ (7 ก.ย. 2549) ผมได้มีโอกาสไปร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมเสวนา เกี่ยวกับ ผู้จัดการในอนาคต การเป็นผู้นำ ผมต้องขอขอบคุณ ศ.ดร.จีระ ที่เปิดโอกาสให้ได้มีประสบการณ์ที่สูงค่าเช่นนี้ ผมประทับใจการต้อนรับของพนักงานที่โรงแรมโอเรียนเต็ล โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ฝึกอบรม หน่วยงานฝึกอบรม ทำหน้าที่ได้ดี สังเกตตั้งแต่การเตรียมสถานที่ ห้องอบรม อุปกรณ์การอบรม การลงทะเบียน การต้อนรับวิทยากร ทำได้ดี สมกับเป็นโรงแรมชั้นหนึ่ง ของโลก ขอชื่นชม การเตรียมการอบรม การต้อนรับ ที่ทำได้ประทับใจมาก ที่ประทับใจมากอีกเรื่องหนึ่งคือ ความสนใจ ใส่ใจ และเอาใจใส่กับการเรียนรู้ของผู้ข้าร่วมเสวนา ทุกคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของโรงแรมโอเรียนเต็ล มีสูง แสดงให้เห็นว่าเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ ผ่านการคัดเลือกสรร มาอย่างดี กล่าวได้ว่า พวกเขาคือ Talent group ก็ว่าได้ เป็นสิ่งท้าทายสำหรับผู้บริหารที่เกี่ยวข้องว่าจะดึงเอาศักยภาพของเขาเหล่านี้ออกมาใช้ได้อย่างไร แน่นอนที่สุดว่า การฝึกอบรมและพัฒนาอย่างถูกต้อง ต่อเนื่องและเป็นระบบ จะช่วยให้เขามีศักยภาพมากขึ้น ให้สามารถพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัตน์ได้ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผมขอฝากไว้กับฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ หน่วยงานฝึกอบรม ว่า พวกเขาเปรียบเสมือนมีด ที่ยิ่งลับ (อบรมและพัฒนา) จะยิ่งคม ชัด ลึก (มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น) การพัฒนาฝึกอบรม ขอให้ทำต่อไปในหลักสูตรอื่น ๆ แค่ Mini MBA อย่างเดียว คงไม่เพียงพอ กับสถานการณ์ผันผวนของปัจจัยภายในและภายนอกองค์การที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จากการสังเกตทีมงานที่โรงแรมโอเรียนเต็ล พบว่า ทรัพยากรมนุษย์ที่นี่ ใฝ่รู้ และพร้อมรับการพัฒนา ก็ควรเร่งรีบ่เติม องค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดการ จาก Macro สู่ Micro ทำอย่างไรให้เขานำความรู้มาบูรณาการและสามารนำไปใช้บริหารทีมงานได้ดีมีประสิทธิภาพ ทำอย่างไรให้เขารู้จักบริหารและพัฒนาตนเองได้ดี ทำอย่างไรให้เขามีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้สึกรับผิดชอบที่สูงส่งต่อตนเอง ต่อทีมงาน ต่อองค์การ การตั้งคำถามที่ดี จะได้คำตอบที่ดี มาสู่การปฏิบัติที่ดีต่อไป นอกจากการเสวนา แลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งมี ศ.ดร.จีระ เป็นผู้นำการเสวนาแล้ว ศ.ดร.จีระ ได้เปิดโอกาสให้ ตัวแทนของผู้เข้ารับการอบรมแต่ละกลุ่ม ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกัน ในรอบแรก แต่ละกลุ่มออกมาพูดว่า เวลาผ่านไปสองชั่วโมง เขาได้อะไรบ้าง กลุ่มที่ 1 แสดงความคิดเห็นว่า บรรยากาศในการเรียนดีมาก การจัดที่นั่งเป็นโต๊ะกลม การเปิดโอกาสให้ทุกคนได้หารือกัน และส่งตัวแทนออกมาพูด เป็นสิ่งที่ไม่เคยพบมาก่อน บรรยากาศการแบบนี้ ทำให้เขาไม่ง่วงเลย ถึงแม้จะเป็นช่วงบ่าย นอกจากนี้ พวกเขาจับประเด็นได้ว่า การเป็นผู้นำที่ดี ควรต้องเป็นผู้มีความคิดดี คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์สถานการณ์ได้ถูกต้อง ซึ่งต้องอาศัยการอ่าน การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง กลุ่มที่ 2 ส่งตัวแทน คุณธีรเดช ออกมาเล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกของการสัมมนานี้ ได้ความรู้ เกี่ยวกับผู้นำ และการเป็นผู้นำที่ดีหลายประการ ประเด็นทีขอย้ำก็คือ เป็นผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ มองโลกกว้าง สนใจการเรียนรู้นำมาสู่การพัฒนา เรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นผู้นำ ต้องให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม ให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน ยกย่องคน เก่งคน กลุ่มที่ 3 ส่งตัวแทนจากห้องอาหารจีนมาเล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้ต้องเร่งทำงาน อยู่กับงานทั้งวัน ไม่ค่อยได้มีโอกาสเรียนรู้มากนัก ยังไม่มีวัฒนธรรมใหม่ ๆ ที่เข้มแข็ง การเรียนในวันนี้ดีได้ประโยชน์ และได้ข้อคิดว่า การเป็นผู้นำ ต้องบริหารการอ่านหนังสือให้ดี กลุ่ม 4 ส่งคุณเดชอนันต์ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น คุณเดชอนันต์เล่าให้ฟังว่า หลังจากฟัง ศ.ดร.จีระ พูดเกี่ยวกับผุ้นำแล้ว รู้สึกว่าตัวเองต้องทบทวนและพัฒนาตนเองให้มากขึ้น การเป็นผู้นำต้องรู้จุดอ่อน จุดแข็งของตน วิเคราะห์ตนเองเป็น และนำจุดอ่อนมาพัฒนาให้ดีขึ้น ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ศ.ดร.จีระ สอนให้รู้จักคำว่า “ฟังผู้อื่นบ้าง” แล้วนำข้อมูลที่ได้มาคิดวิเคราะห์เพื่อเรียนรู้+พัฒนา กลุ่ม 5 ส่งตัวแทนที่มาจากเชียงใหม่ เป็นโรงแรมในสาขาของโรงแรมโอเรียนเต็ล และกล่าวว่า การเรียนในวันนี้ ได้ประโยชน์ ศ.ดร.จีระ ใช้คำพูดที่เรียบง่าย ตรงประเด็น ไม่อ้อมไปมา นำเสียงมีจังหวะ เร้าใจ ฟังแล้วเข้าใจง่าย เป็นการบรรยายที่กระตุ้นให้ผู้ฟังติดตามตั้งคำถามไว้ว่า ถ้าจะใช้น้ำเสียง ลีลาแบบนี้ไปใช้ในการทำงาน ในการสอนลูกน้อง จะเหมาะสมหรือไม่ ซึ่ง ศ.ดร.จีระ ได้แนะนำให้รู้จักบูรณาการใช้ให้เหมาะสม จะได้ประโยชน์ ก่อนหน้าที่ทั้ง 5 กลุ่ม จะออกมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ศ.ดร.จีระ ได้ให้ผม Comment เพิ่มเติม ผมได้ Comment ไปว่า · การเรียนกับ ศ.ดร.จีระ ต้องเรียนรู้แบบคนมีบุญ ตามปรัชญาท่านพุทธทาส คำว่า บุญ= สนใจ+ใส่ใจ+เอาใจใส่ ท่านมีบุญพอที่จะเรียนกับ ศ.ดร.จีระ หรือไม่ ท่านต้องตอบเอง แต่ถ้าท่าน ต้องการให้มีบุญในการเรียนรู้ครั้งนี้ ท่านต้องมีความสนใจ ใส่ใจ และเอาใจใส่ อย่างต่อเนื่อง จึงจะได้ประโยชน์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 63pt; tab-stops: list 81.0pt" class="MsoNormal">· ประการต่อมา ศ.ดร.จีระ เวลาสอนเรื่องการเป็นผู้นำ ท่านจะฝึกการเป็นผู้นำและสังเกตไปด้วยว่าพวกท่านมีศักยภาพเป็นผู้นำได้มากน้อยแค่ไหน ศ.ดร.จีระ เดินวนไปมาสลับการพูดด้วยน้ำเสียงเร้าใจ และมีประเด็นที่ทั้งเปิดเผยและซ้อนเร้นที่ ผู้ที่มีบุญพอเท่านั้นจึงจะ get การที่ท่านเดินวนไปมา เปรียบเสมือนโลกที่หมุนเร็ว กระแสโลกเร็ว ยุคโลกาภิวัตน์เป็นแบบนี้ ผมเห็นผู้ฟังบางคนติดตามกระแสโลกได้ดี บางคนติดตามได้แค่เว็ปเดียวก็หลุดออกนอกวงโคจรของกระแสโลก การเป็นผู้นำ ต้องไม่หลุดออกจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 63pt; tab-stops: list 81.0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ช่วงที่ ศ.ดร.จีระ เดินวนไปมาเหมือนกระแสโลกที่หมุนเวียนไปมานั้น ท่านได้อธิบายหลักการเป็นผู้นำหลายประเด็น เปรียบเสมือนกระแสโลกที่หมุนเปลี่ยนแปลงเร็วนั้น แฝงไปด้วยข้อมูลข่าวสารการเปลี่ยนแปลงที่ผลต่อการบริหารจัดการ </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>การเป็นผู้นำ ท่านต้องจับประเด็นให้ได้ ต้องจับประเด็นให้ได้ว่า ศ.ดร.จีระ พูดว่าอะไร จับเป็นประเด็น ๆ และคิดวิเคราะห์ นำข้อมูลมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ บนกระแสโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้ได้เปรียบในการแข่งขันคือผู้ที่ทันกระแสโลก และรู้ทันข้อมูลข่าวสาร จับประเด็นได้ และบริหารตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ได้มา ผู้นำจึงต้องตื่นตัว อยู่เสมอ · สิ่งที่ผม Comment ต่อมา คือ การเป็นผู้นำ ต้องคิดว่า “สูงสุดคือสามัญ” ผมเคยได้เรียนจากผู้บริหารชาวญี่ปุ่น ได้สอนผมตอนผมเป็นหัวหน้างาน ผู้บริหารชาวญี่ปุ่นสอนว่า “เมื่อเป็นหัวหน้างานจงทำงานอย่างผู้จัดการ หัวหน้าที่เป็นเลิศต้องเรียนแบบ เรียนรู้และทำงานให้ได้อย่างผู้จัดการ ต้องพัฒนาตนเองให้เป็นเช่นนั้นให้ได้ และสักวันเมื่อได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้จัดการจงทำงานอย่างกรรมการ มีความรัก ทีมงาน รักองค์การ รับผิดชอบสูง และหากได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ จงอย่าลืมตน ว่าเคยเป็นพนักงานมาก่อน จงดูแลพนักงานให้ดี ทำงานใกล้ชิดพนักงานให้มาก” ผู้นำที่ดีจึงทำตนสามัญ ธรรมดา แต่มุ่งมั่น ทำงานที่ยิ่งใหญ่ ให้เป็นเลิศ จากนั้น ได้มีการพักดื่มกาแฟ และเข้ารับการอบรมต่อในช่วงที่สอง ในช่วงท้ายของรายการ หลังจากที่ ศ.ดร.จีระ ได้ฉายภาพยนตร์จากซีดี เกี่ยวกับ กลยุทธ์เหนือผู้นำอย่าง JACK WELTH: ซึ่งมีการกล่าวถึง แนวทางการเป็นผู้นำ สี่ประการได้แก่1. ผู้นำต้องมีพลัง มีไฟ2. ผู้นำต้องกระตุ้นให้ทีมงานมีพลัง มีไฟ ตามไปด้วย3. ผู้นำต้องมีความกล้า กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ4. ผู้นำ ต้องทำงานให้บรรลุความสำเร็จ ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt" class="MsoNormal">จากนั้น ศ.ดร.จีระ ได้เปิดโอกาสให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่ว่า ผู้นำควรมีคุณสมบัติอย่างไร ในความเห็นของแต่ละกลุ่ม</p> กลุ่มที่ 1 ส่งตัวแทนออกมาบอกว่า จากที่ได้เรียนรู้ คิดว่า คุณสมบัติของผู้นำที่ดี นั้น เก่งคน รู้จักประสานพลังร่วม ทำงานเป็นทีม ผู้นำต้องเก่งคิด ต้องกล้าตัดสินใจ รู้จักสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดี ให้ลูกน้องมีความสุขกับการทำงาน กระตุ้นให้ทีมงานเกิดการเรียนรู้ ด้วยการให้โอกาส ให้ความรู้ทีมงาน กลุ่มที่ 2 ส่งตัวแทนออกมาบอกว่าจากที่ได้เรียนวันนี้ คิดว่า ผู้นำที่ดีนั้นต้องเป็นคนกล้า กล้าคิด กล้าทำ กล้านำในสิ่งที่ดี เป็นคนทันสมัย และยอมรับความคิดเห็นของลูกน้อง การจะเป็นเช่นนั้นได้ ผู้นำต้องสนใจใฝ่เรียนรู้ มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล มีคุณธรรม กลุ่มที่ 3 ส่งตัวแทนออกมาบอกว่า จากที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้ การจะเป็นผู้นำที่ดีได้ต้อง เป็นคนที่มีความรู้ ความสามรถ และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การจะเป็นเช่นนั้นได้ ผู้นำต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ กลุ่มที่ 4 ส่งตัวแทนออกมาบอกว่าจากที่ได้เรียนวันนี้ คิดว่า ผู้นำที่ดีนั้นต้องเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ดี มีความมั่นใจในตัวเอง รู้จักตนเอง และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การจะเป็นเช่นนั้นได้ผู้นำต้องฝึกฝนตนเอง พัฒนาตนเองอยู่เสมอ มีความอดทนต่อปัญหาทั้งหลาย มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี สร้างความรู้สึกประทับใจกับทีมงาน กลุ่มที่ 5 ส่งตัวแทนออกมาบอกว่า จากที่ได้เรียนรู้ครั้งนี้ พบว่าผู้นำที่ดีต้อง มีวิสัยทัศน์ ต้องมีจริยธรรม คุณธรรม การจะมีเช่นนั้นได้ ผู้นำต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ กระจายอำนาจ สร้างความเชื่อมันให้เกิดในทีมงาน จากนั้น ศ.ดร.จีระ ได้ให้คุณประจวบฯ นักศึกษา ป.เอก รุ่น 3 มาจาก ซีพี 7 Eleven ได้ comment ซึ่งคุณประจวบ ได้ comment แชร์ความรู้ประสบการณ์ เกี่ยวกับการเป็นผู้นำ โดยนำเอา คุณค่าหลักขององค์กร ที่ 7 Eleven มาเล่าให้ฟัง รายละเอียด มีอย่างไร คุณประจวบคงจะ เขียนมาใน Blog ต่อไป <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt" class="MsoNormal">สุดท้าย ศ.ดร.จีระ ให้ผม comment ผมได้อธิบายว่า จากการสังเกตแต่ละกลุ่ม ออกมาพูดถึงคุณสมบัติของผู้นำ มีประเด็นหนึ่งที่ตรงกัน คือ การทำอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับของทีมงาน ของลูกน้อง เช่น ผู้นำต้อง มีจิตวิทยา มีจริยธรรม มีความรู้ ความสามารถ ฯลฯ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถ้าผู้นำมีจะได้รับการยอมรับนับถือจากทีมงาน ด้วย ผมได้สรุปว่า ผู้นำ ต้อง “มีทุนแห่งศรัทธา” สร้างความเชื่อถือ เชื่อมั่นให้เกิดแก่ทีมงาน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt" class="MsoNormal">การจะมีทุนแห่งศรัทธา ผู้นำ ต้องสร้าง ต้องใช้ ต้องรักษา อำนาจในทางที่ต้อง การสร้างอำนาจของผู้นำ มี 5 ประการ คือ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 72pt; tab-stops: list 90.0pt" class="MsoNormal">1. อำนาจสร้างได้ด้วยการให้ หมายถึง การให้โอกาส ให้ความรู้ ให้อภัย ให้ความรัก ความเมตตา กรุณา ความช่วยเหลือ เอื้ออาทร จะทำให้ลูกน้อง เกิดความรัก ความภักดี ความยกย่องนับถือ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 72pt; tab-stops: list 99.0pt" class="MsoNormal">2. อำนาจสร้างได้ด้วยการติ หมายถึง การติ เมื่อลูกน้องทำผิด ผู้นำเมื่อลูกน้องทำผิดต้องติ ถ้าปล่อยปะละเลยเมื่อลูกน้องทำผิด เท่ากับผู้นำไม่ได้ทำหน้าที่การเป็นผู้นำ การติเมื่อถึงเวลาอันควร จะทำให้เป็นที่เกรงใจ เกรงขาม เป็นการป้องกันไม่ให้ลูกน้องหลงผิด ทำผิด ได้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 72pt; tab-stops: list 90.0pt" class="MsoNormal">3. อำนาจสร้างได้ด้วยการเป็นผู้รู้มากกว่า หมายถึง การแสดงตนเป็นผู้รู้ ในสิ่งที่ลูกน้องไม่รู้ แสดงได้ด้วยการสอน การแนะนำ การเป็นพี่เลี้ยง การอบรม การช่วยงานลูกน้อง การทำงาน ผู้นำ ต้องแสดงให้ลูกน้องเห็นถึงความสามารถในบ้างเรื่อง เมื่อลูกน้องเห็นเช่นนั้น จะกล่าวขวัญถึงความเก่งกาจ สามรรถของเจ้านาย รู้สึกเคารพ เกรงใจ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 72pt" class="MsoNormal">4. อำนาจสร้างได้ด้วยการมีอำนาจทางนิติกรรม หมายถึง อำนาจที่องค์การมอบหมายให้ ดำรงดำแหน่งที่มีอำนาจในตัว เช่นตำแหน่งหัวหน้า ผู้จัดการ ผู้บังคับบัญชา ผู้นำ เมื่อได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญดังกล่าว ก็ต้อง ทำตนให้สมกับตำแหน่ง ลูกน้องจะเกรงใจ </p> 5. อำนาจอ้างอิง หมายถึง การอ้างประกาศ คำสั่ง นโยบาย ข้อกำหนดกฎหมาย คำสั่งที่รับมอบหมายมาจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง การได้มีโอกาสใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับสูง จะได้อำนาจอ้างอิงติดตัวมาด้วย ซึ่งต้องรู้จักใช้ให้เหมาะสมกับเวลา สถานที่และบุคคล ให้ถูก ให้เหมาะ ให้ควร คนเป็นผู้นำ ในหนึ่งวันทำงาน หรือในแปดชั่วโมงทำงาน ต้องรู้จักสร้าง รักษาและใช้อำนาจเหล่านี้ ในรอบสัปดาห์ หนึ่งเดือน ควรใช้ให้ครบถ้วน ใช้อย่างเป็นระบบ ต่อเนื่องและมีคุณธรรม จะเกิดบารมีในตัว และแปรผันเป็นความศรัทธาในที่สุด การเสวนา “ผู้นำ”ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล จบลงด้วยดี ด้วยการนำของ ศ.ดร.จีระ ด้วยเวลาจำกัด ผมขอสรุปไว้เพียงแค่นี้ก่อน ครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt" class="MsoNormal">ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน โชคดี สวัสดีครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt" class="MsoNormal">ยม </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt" class="MsoNormal">นักศึกษา ปริญญาเอก </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt" class="MsoNormal">รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต</p>
ช่วงที่ ศ.ดร.จีระ เดินวนไปมาเหมือนกระแสโลกที่หมุนเวียนไปมานั้น ท่านได้อธิบายหลักการเป็นผู้นำหลายประเด็น เปรียบเสมือนกระแสโลกที่หมุนเปลี่ยนแปลงเร็วนั้น แฝงไปด้วยข้อมูลข่าวสารการเปลี่ยนแปลงที่ผลต่อการบริหารจัดการ
จากนั้น ศ.ดร.จีระ ได้เปิดโอกาสให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นที่ว่า ผู้นำควรมีคุณสมบัติอย่างไร ในความเห็นของแต่ละกลุ่ม
คนเป็นผู้นำ ในหนึ่งวันทำงาน หรือในแปดชั่วโมงทำงาน ต้องรู้จักสร้าง รักษาและใช้อำนาจเหล่านี้ ในรอบสัปดาห์ หนึ่งเดือน ควรใช้ให้ครบถ้วน ใช้อย่างเป็นระบบ ต่อเนื่องและมีคุณธรรม จะเกิดบารมีและศรัทธาไปในตัว
นอกจากทุนทางศรัทธา ที่ผู้นำต้องมีแล้ว ผู้นำที่เป็นเลิศยังต้องมีทุนตามทฤษฎี 8K's ของ ศ.ดร.จีระ ก็จะเกิดทุนทางศรัทธาอย่างยั่งยืน รายละเอียดของทุน 8K's มีอย่างไร เชิญท่านผู้ติดตามอ่านได้ใน http://www.chiraacademy.com/chiratheory.htmlและแปรผันเป็นความศรัทธาในที่สุด การเสวนา “ผู้นำ”ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล จบลงด้วยดี ด้วยการนำของ ศ.ดร.จีระ ด้วยเวลาจำกัด ผมขอสรุปไว้เพียงแค่นี้ก่อน ครับ
ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน โชคดี สวัสดีครับ
ยม
นักศึกษา ปริญญาเอก
รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ / ผู้บริหารผู้เข้าร่วมสัมมนาที่โรงแรมโอเรียนเต็ล และท่านผู้อ่านทุกท่าน
ต่อเนื่องจากการเสวนา เกี่ยวกับผู้นำ ที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ทั้งวันที่ 1 และวันที่ 7 กันยายน ผมขอสุรปว่า ผู้จัดการหรือผู้นำในอนาคต ควรมีเทคนิคหรือเคล็ดในการเป็นผู้นำแห่งยุค หรือผู้นำที่ดี ดังนี้ ครับ 1. มีความรู้ดี มีปัญญาดี ซึ่งจะได้จากการศึกษาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และการถ่ายทอดความรู้นั้นออกมาเป็นผลงานและสร้างทีมงาน 2. มีความทันสมัย ทันโลก ทันเหตุการณ์ ติดตามข่าวสาร อยู่เสมอ ข่าวสารด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และด้านเทคโนโลยีฯ ข่าวสารด้านธุรกิจ ด้านทรัพยากรมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อองค์การและการทำงาน ต้องรู้ทัน 3. มีวิสัยทัศน์ สามารถมองและคาดการณ์ในอนาคตใกล้ไกลได้เป็นอย่างดี สามารถพยากรณ์ได้ว่า ในอนาคตจะเกิดการสถานการณ์อะไร และจะต้องปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาคนและระบบการทำงานอย่างไร การจะมีวิสัยทัศน์ได้ต้องมีความรู้ด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์ ความรู้เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ ความรู้เกี่ยวกับนวตกรรม เป็นต้น 4. มีมนุษย์สัมพันธ์ดี อัธยาศัยไมตรีดี มีน้ำใจ เอื้ออาทร นิยมชมชอบการออกสมาคม เพื่อสานสร้างสัมพันธ์ที่ดีแก่ผู้คน ยิ่งรู้จักคนมาก โอกาสความสำเร็จยิ่งมีมาก 5. มีไหวพริบดี มีความรอบคอบมองอะไร ใช่สมองสองซีกมองสถานการณ์และปัญหา คือไม่มองลบแต่ท่าเดียว ให้มองเป็นบวก ไม่ใช้อารมณ์มองและตัดสินใจบนพื้นฐานอารมณ์ การตัดสินใจเน้นบนพื้นฐานของข้อมูลและการยอมรับของคนส่วนใหญ่ ความถูกต้องและยุติธรรม 6. มีความอึด อดทนได้มากกว่าคนทั่วไป นิ่ง สุขุม หนักแน่น ไม่หวั่นไหวต่อคำสรรเสริญและคำนินทา ไม่ย่อท้อต่องานหนัก ไม่หนีปัญหา ไม่ละล้มเลิกงานจนกว่าจะทำให้สำเร็จ 7. มีคุณธรรม จริยธรรมสูง มีความยุติธรรม เป็นกลางสมกับเป็นผู้นำ ไม่เห็นแก่ตนและพวกพ้อง หาประโยชน์ใส่ตน ไม่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม และเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องนี้ 8. อ่อนน้อมถ่อมตน ยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ มองปัญหาเป็นหน้าที่ ความรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไข เป็นสิ่งที่ท้าทาย มากกว่าเป็นปัญหา 9. รักษาสุขภาพกาย สุขภาพใจให้ดีอยู่เสมอหากสุขภาพกายใจ ไม่แข็งแรง เมื่อเผชิญปัญหา จะทำให้ไม่มีพลังเพียงพอในการต่อสู้กับปัญหาอุปสรรค ผู้นำที่ดี ควรที่จะมีการออกกำลงกายเป็นประจำ มีการฝึกจิต สมาธิ ดูแลเรื่องอาหารการกินและการพักผ่อนอย่างเพียงพอและถูกต้อง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">10. มีความกล้า กล้าคิด กล้าทำ กล้านำในสิ่งที่ถูกที่ควร มีความเด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง ด้วยหลักการและเหตุผล ด้วยความรู้และข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่สร้างปัญหาอื่นตามมาบนความกล้าตัดสินใจ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 54pt" class="MsoNormal">ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน โชคดี สวัสดีครับ</p>
ยม
นักศึกษา ปริญญาเอก
รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
</span>
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
ผมคิดว่า ภาคเมืองต้องเข้าใจภาคชนบท ภาคชนบทต้องเข้าใจภาคเมืองเช่นกัน และหาทางอยู่ร่วมกัน มองประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียว จะทำได้หรือไม่ ยังไม่มีใครทราบ สำหรับงานของผมได้ทำทั้งภาคเหนือ ภาคชนบท คือ เราเป็นคนกรุงเทพฯ ต้องสร้างโอกาสให้ภาคชนบท ได้รับทราบข่าวสารที่ถูกต้อง
ผมเห็นด้วยกับ ศ.ดร.จีระ ประโยคที่ว่า ภาคเมืองต้องเข้าใจภาคชนบท เพราะคนส่วนใหญ่ของประเทศ อยู่ในชนบท เมื่อครั้งที่ผมได้มีโอกาสเรียนในหลักสูตร บัณฑิตอาสาสมัคร ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่ง หลักสุตรหรือโครงการนี้ ผู้ริเริ่มคือ ศ.ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ผมศรัทธาท่าน ศ.ดร.ป๋วย จึงได้เข้ามาสอบเรียนต่อในสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งสมัยนั้นขึ้นอยู่กับคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้ทุนการศึกษาจากห้ากระทรวงหลัก เมื่อนักศึกษาเรียนภาคทฤษฎีเข้มข้น ก่อนส่งออกไปใช้ชีวิตในชนบท นักศึกษาต้องผ่านการทดสอบว่ามีทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม ทุนทางจริยธรรม ผ่านการทดสอบสารพัดลึก แล้วจะได้รับโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ ให้นักศึกษาบัณฑิตอาสาสมัคร เข้าเฝ้าเพื่อรับฟังพระบรมราโชวาทก่อนออกภาคสนาม ซึ่งน่าจะเป็นแนวคิดของ ศ.ดร.ป๋วย
“ผมโชคดีที่ได้ทำงานในทุกภาคส่วน และทุกสาขา เช่น การให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม ได้แสดงออก จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างที่ Peter F. Drucker พูดไว้เสมอว่า ทุก ๆ วันที่ผ่านไป เขา " เรียนรู้จากผู้ฟัง "
ยม
นักศึกษา ปริญญาเอก
รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
ผมคิดว่า ภาคเมืองต้องเข้าใจภาคชนบท ภาคชนบทต้องเข้าใจภาคเมืองเช่นกัน และหาทางอยู่ร่วมกัน มองประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียว จะทำได้หรือไม่ ยังไม่มีใครทราบ สำหรับงานของผมได้ทำทั้งภาคเหนือ ภาคชนบท คือ เราเป็นคนกรุงเทพฯ ต้องสร้างโอกาสให้ภาคชนบท ได้รับทราบข่าวสารที่ถูกต้อง
ปัญหาในปัจจุบันคือ ความคิดของคนในเมืองหรือกรุงเทพฯ กระจุกตัวกันเฉพาะคนที่มีความคิดคล้ายกัน เราต้องสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นทั้ง 2 ภาค
ตัวที่เชื่อมโยงกันจริง ๆ คือ รุ่นลูกของชาวชนบท ปัจจุบันได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้นมาก และอาจจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดกันมากขึ้น จึงควรจะสร้างระบบการเรียนรู้มากขึ้นในต่างจังหวัด
อุปสรรคที่สำคัญคือ สื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อวิทยุ ในระบบ FM ซึ่งช่องที่ผมทำอยู่ เช่น FM 96.5 MHz ไม่สามารถกระจายไปต่างจังหวัดได้ ผู้ฟังยังเป็นกลุ่มเดิม ประเทศไทยจึงยังไม่มีความคิดที่หลากหลายนัก คงต้องค่อย ๆ แก้ไขต่อไป
ประเทศเม็กซิโก คล้าย ๆ กับเรา คนชั้นกลางชอบแนวคิดแบบหนึ่ง ถูกคนชั้นล่างฝ่ายผู้ใช้แรงงาน คิดอีกแบบหนึ่งไม่เห็นด้วย โดยผ่านการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของเขา ต้องเรียนรู้ต่อไป
ผมโชคดีที่ได้ทำงานในทุกภาคส่วน และทุกสาขา เช่น การให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม ได้แสดงออก จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างที่ Peter F. Drucker พูดไว้เสมอว่า ทุก ๆ วันที่ผ่านไป เขา " เรียนรู้จากผู้ฟัง "
เมื่อวันพุธที่ 5 สิงหาคม ผมได้รับเกียรติจากอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ ( Humanity ) มองนักเศรษฐศาสตร์ที่สนใจ Human capital อย่างผม ไปบรรยายให้นักศึกษากว่า 300 คนฟัง ที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในหัวข้อ "การบูรณาการแนวคิด ไปสู่มนุษย์ที่มีคุณค่า" นับเป็นความภาคภูมิใจของผมอย่างยิ่ง
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจ เพราะมีหลายอย่างคล้ายทฤษฎี 4 L's โดยเฉพาะการสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจัง
หัวข้อที่คณะมนุษยศาสตร์ให้ผมพูดคือ มองมนุษย์อย่างมีคุณค่า ซึ่งประกอบไปด้วย มนุษย์มูลค่าเพิ่ม คือ ทุน 8 K's ต่าง ๆ แต่เพิ่มคุณธรรม จริยธรรม การมีวัฒนธรรมที่งดงาม การมีประวัติศาสตร์ที่ควรหวงแหน และการมองมนุษย์ในมิติต่าง ๆ เช่น สันติภาพ และศาสนาด้วย
ผมได้ยกตัวอย่าง มนุษย์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าหลายท่าน ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น
- รัชกาลที่ 9
- ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตฺโต)
- ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
- ศ.น.พ.เกษม วัฒนชัย
- ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
- คุณอานันท์ ปันยารชุน
- หมอประเวศ วะสี
ในต่างประเทศ เช่น
- Mother Teresa
- Mohandas Karamchand Gandhi หรือ Mahatma Gandhi
จะเห็นว่า มนุษย์มีคุณค่า ไม่ได้เกิดมาแต่ตัวเขา หรือมัวเมาในอำนาจหรือเงิน หากแต่มีความหวังที่จะทำโลกให้ดีขึ้น ประชากรที่ยากจนดีขึ้น หรือทิ้งมรดกดี ๆ ไว้ให้คนรุ่นหลัง
ผมมาร่วมงานครั้งนี้ จึงได้มองอะไรที่กว้างขึ้นกว่าเดิม และทำให้คนที่ทำงานในองค์กรที่เป็นลูกค้าผม ส่วนใหญ่ได้ดูมนุษย์อย่างครบวงจร แบบที่ผมเน้นทฤษฎี HRDS คือ
• Happiness มีความสุข
• Respect ยกย่องให้เกียรติ
• Dignity มีศักดิ์ศรี
• Sustainability มีความยั่งยืน
นับได้ว่าเป็นสัปดาห์ที่ได้ทำงานทางวิชาการครบถ้วน จึงขอขอบคุณคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะเดียวกัน นักศึกษามนุษยศาสตร์ ได้เติมเต็ม 8 K's เรื่องทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางความสุข ทุนทางด้าน Networking โดยเฉพาะทุนทางปัญญาเป็นสิ่งสำคัญมาก
มีคำพูดคำหนึ่งที่อยากให้เข้าไปในสมองของเด็กกว่า 300 คนที่ผมได้พูดคือ ฟังวันนี้แล้ว ลองนึกว่า เมื่อนักศึกษาอายุ 40 ปี ไม่ว่าท่านจะเป็นอะไร จะต้องปรับตัวเองตลอดเวลา มีทั้งปัญญา คุณธรรมและการเรียนรู้ตลอดชีวิต รักษาสังคมมนุษย์ให้อยู่รอดต่อ ๆ ไป
ปัจจุบันสิ่งหนึ่งที่เป็นคือ นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชอบคิดและอยากคิด แต่การเรียนยังไม่ได้ให้เขามีส่วนคิดได้เต็มที่ การเรียนแบบเดิมยังเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ปรากฏว่าผมพูดเพียง 1 ชั่วโมง มีการโต้ตอบกันกว่า 45 นาที
ผมขอรายงานให้ทราบว่า ผมกับปลัดกระทรวงวัฒนธรรม คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ จะมีหนังสือ pocket book เล่มใหม่ร่วมกัน ซึ่งจะเปรียบเทียบทฤษฎี 8 H กับ 8 K ในการทำงานของเรา 2 คน
ผมคิดว่า คนไทยยุคใหม่จะต้องมีปรัชญา ทฤษฎีของตัวเอง และได้ฟัง 8 H ของปลัดในการสัมมนาหลายครั้ง ท่านมีแนวคิดที่เป็นแบบไทย ๆ ซึ่งหากผสมกันระหว่าง 8 K's และ 8 H's จะไปได้ดี คือ 8 H มองศักยภาพของมนุษย์แบบครบวงจร อย่าง Head ของท่าน คือ ทุนทางปัญญาไม่พอ ต้องมีความรู้สึกที่เกี่ยวกับจิตใจด้วย Spiritual จึงจำเป็น และ Hand ของท่านคือ คนเก่งต้องทำงานเองได้ ไม่ใช่สั่งอย่างเดียว หรือลูกน้องทำให้ มีความคิดไม่พอต้องทำเป็นด้วย ซึ่งทำให้ผมนึกถึง Jack welch เขาได้เน้น Execution และผมชอบทฤษฎี Get thing done ผมว่าคนไทยไม่ค่อยจะ Get thing done มักรอให้นายสั่งมากกว่า
ส่วนคุณหมอประเวศได้ออกบัญญัติ 10 ประการ สำหรับคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ซึ่งมีหลายเรื่องเป็นเรื่องทุนมนุษย์ และมนุษย์ศาสตร์ เช่น ข้อที่ 10 เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต คิดเป็น วิเคราะห์เป็น คือ Head ของท่านปลัด และทุนทางปัญญาของผม
อีกเรื่องหนึ่งคือ Happiness ซึ่งทั้งผมและท่านปลัดมี คุณหมอประเวศก็มี และที่สำคัญคือ การยกย่องคนที่เสียเปรียบทางสังคม Respect และการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นจุดสำคัญ และสุดท้ายต้องเน้นทุนทางจริยธรรม
คนไทยยุคนี้คิดอะไรคล้าย ๆ กัน ซึ่งหากดูทฤษฎี H+(plus) ของ Edward De Bono ก็มีอะไรคล้ายของเรา และมาทางตะวันออกมากขึ้นด้วย เช่น มีเรื่อง Happiness , Health แต่เขาเพิ่มเรื่อง Humour ขึ้นมาคือ ชีวิตต้องมีอารมณ์ขันด้วย สุดท้ายคือ Hope ผมยังหวังว่า ประเทศไทยจะรอดจากวิกฤติต่าง ๆ อย่างราบรื่น
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97
เช้าวันนี้ ผมแสวงหาอาหารทางสมอง เช่นเคย ด้วยการค้นหาข้อมูลข่าวสารจาก Internet รายการแรกที่ผมอ่านในเช้าวันเสาร์ก็คือ บทเรียนจากความจริง ของ ศ.ดร.จีระจาก เว็บของ น.ส.พ.แนวหน้าhttp://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97อาจารย์เขียน เกี่ยวกับ บทเรียนจากความจริง เรื่อง9/11 ผลกระทบต่อโลก ในบทความนี้ ศ.ดร.จีระเขียนบทเรียนจากความเป็นจริงได้น่าสนใจ ข้อความข้างล่างแถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียนส่วนสีดำเป็นความเห็นของผมซึ่งมีดังนี้ ครับ
ประโยคนี้ ทำให้ผู้อ่าน นักเรียน ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับกับ ยุคโลกาภิวัตน์ นี่คือยุคโลกาภิวัตน์ (globalization) ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศ อันแสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี และวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหว่างปัจเจกบุคคล ชุมชน หน่วยธุรกิจ และรัฐบาล ทั่วทั้งโลกโลกาภิวัตน์เกิดจากสี่รูปแบบพื้นฐานของการเคลื่อนทุนในเศรษฐกิจโลก โดยสี่การเคลื่อนย้ายของทุนที่สำคัญคือ: · ทุนมนุษย์ (เช่น การอพยพเข้าเมือง การย้ายถิ่น การอพยพจากถิ่นฐาน การเนรเทศ ฯลฯ) · ทุนการเงิน (เช่น เงินช่วยเหลือ หุ้น หนี้ สินเชื่อและการกู้ยืม ฯลฯ) · ทุนทรัพยากร (เช่น พลังงาน โลหะ สินแร่ ไม้ ฯลฯ) · ทุนอำนาจ (เช่น กองกำลังความมั่นคง พันธมิตร กองกำลังติดอาวุธ ฯลฯ)
ผลกระทบเกิดที่เกิดขึ้นในยุคโลกาภิวัตน์ ย่อมส่งทั้งผลดีและผลเสีย ต่อปัจเจกบุคคล ชุมชน หน่วยธุรกิจ และรัฐบาล ทั่วทั้งโลก อย่างหลีกหนีไม่พ้น สังคม องค์กรที่ชาญฉลาดจึงเร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
ผลกระทบด้านไม่ดี คืออาจจะสร้างปัญหาได้ในระยะยาว อย่าเช่น กรณีเหตุการณ์ 9/11 ที่ผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินถล่มตึก World trade ในอเมริกา และกระจายผลกระทบด้านลบ ไปทั่วโลก และมีทีท่าว่าจะเกิดสงครามยืดเยื้อ เรียกว่า ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน เมื่อมีความไม่ดียั่งยืน ก็ควรทดแทนด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้รู้จัก หนทางแก้ปัญหา แสวงหาความสงบสุขแบบหาความยั่งยืน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหนทางหนึ่ง แต่ในทางพุทธศาสนา ยังมีอีกหลายแนวความคิด ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ ซึ่งต้องเริ่มที่สถาบันย่อยของสังคม ต้องมีความรู้เรื่องความยั่งยืนเหล่านี้ว่าจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร
- ขาดความน่าเชื่อถือ (Trust) จากสมาชิกของโลก
- ขาดคุณธรรม จริยธรรมที่สังคมโลกปรารถนา
- ขาดการมองที่โยงไปสู่ความยั่งยืน (Sustainability)
- ปัญหาโลกร้อน
- ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำของประชากรโลก
- ปัญหาประชากรสูงอายุจำนวนมาก และปัญหาแรงงานอพยพ
- ปัญหาการสร้างสังคมการเรียนรู้ของโลก
- ปัญหาการขาดแคลนพลังงานของโลก
- อื่น ๆ
ผมได้รับเกียรติจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ช่วยฝึกภาวะผู้นำของผู้บริหารระดับกลางของโรงแรม Oriental 2 รุ่นได้สร้างสังคมการเรียนรู้ให้ผู้บริหารระดับกลางซึ่งเปี่ยมไปด้วยความสามารถมากที่โรงแรมชั้นหนึ่งของคนไทย
<div class="content">
ประโยคนี้ ผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย คือได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมนี้ด้วย ต้องขอขอบคุณ ศ.ดร.จีระ ที่ให้โอกาสอันมีค่านี้ และได้ให้ร่วมแชร์ความรู้ประสบการณ์กับพี่น้องผู้นำที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ประทับใจผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคนที่เป็นผู้นำของโรงแรมฯ เห็นความตั้งใจ ความมุ่งมั่น พลังความคิด สะท้อนให้เห็นว่ามีทุนมนุษย์สูง ที่น่าประทับใจแต่ไม่มีโอกาสได้พบตัว คือผู้บริหารระดับสูงของโรงแรม ที่มีวิสัยทัศน์ เปิดหลักสูตรนี้ ให้ทีมงานที่โรงแรมฯ ไดมีโอกาสได้รับความรู้ ผมเชื่อว่าการทำดีดังกล่าว จะทำให้โรงแรมนี้ คงความเป็นผู้นำไว้ได้อย่างดี อีกงานหนึ่งที่ ศ.ดร.อาจจะไม่มีเนื้อที่พอที่จะเขียน และผมอดที่จะชี่นชมไม่ได้คือ การที่ ศ.ดร.จีระ ได้มอบหมายให้ นักศึกษา ป.โท เทคโนโลยี่เกษตร ลาดกระบังฯ ไปศึกษาดูงานที่ บริษัท ไทย คิว พี หรือ อสร. ที่ราชบุรี และ ไปเผยแพร่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมฯ ที่โรงเรียนท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งมีนักเรียน โรงเรียนเทพศิรินร์ ที่กาญจนบุรี มาร่วมฟังด้วย งานนี้นอกจาก ศ.ดร.จีระ จะปลูกฝังแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ให้มีอยู่ในหัวของ นักศึกษา ป.โท ที่ลาดกระบังแล้ว ศ.ดร.จีระ ยังฝึกการบริหารจัดการ การเป็นผู้นำ ให้นักศึกษาได้ออกไปเผยแพร่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้กับนักเรียนดังที่กล่าวมา นับว่าได้คุณค่าถึงสามประการ </div><div class="content"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: 180.0pt" class="MsoNormal">ประการที่หนึ่ง คือ ตัวนักศึกษา ป.โท ได้ความรู้ประสบการณ์ ในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: 180.0pt" class="MsoNormal">ประการที่สอง คือ ตัวนักเรียนมัธยมฯ ได้หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปด้วย</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; tab-stops: 180.0pt" class="MsoNormal">ประการที่สาม คือ เปิดโอกาสให้นักศึกษา ป.โท ได้ทำบุญ ให้วิทยาทาน แก่ผู้อื่น เป็นการทำบุญไปในตัวด้วย </p>
ขอชื่นชมนักศึกษา ป.โท ที่ลาดกระบัง ที่ไปร่วมกิจกรรมนี้ ทำได้ดี ได้ทำประโยชน์ให้กับสังคม และได้ความรู้ไปด้วย ควรจดจำไว้บูรณาการสานต่อความดีนี้ และชื่นชมทีมงานของ ศ.ดร.จีระ ที่ผมสั้งเกตเห็นว่ามีความตั้งใจทำงานได้ดีมาก ถ้าพวกเขามีบุญพอ คือสนใจ ใส่ใจ เอาใจใส่ในแนวคิดของ ศ.ดร.จีระ อย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง ด้วยปรารถนาอย่างแรงกล้า จะเป็นบุคลากรที่สำคัญของประเทศในอนาคตได้อีกด้วย
</span></div> <div class="content"> ศ.ดร.จีระ มีรายการที่น่าสนใจหลายรายการ เช่นรายการโทรทัศน์ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน เวลา 14.00-15.00 น. และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น.และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระ ทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น. นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุอสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 และรายการเศรษฐกิจพอเพียงกับโลกาภิวัตน์ ทาง ททบ. 5 ทุกวันอังคารและวันพุธ เวลา 9.55 น. – 10.00 น. หรือทาง http://www.chiraacademy.com/ เชิญท่านติดตามศึกษาหาบทความ เรื่อง9/11 ผลกระทบต่อโลก[1] ของ ศ.ดร.จีระ และร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคม ใน Bloc นี้ ครับ </div><div class="content"> </div><div class="content"> ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน </div><div class="content">ยม</div>
9/11 ผลกระทบต่อโลก[1]
ทุกคนคงจำเหตุการณ์ 9/11 ได้ดี ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ลืมเหตุการณ์นี้แน่นอน เวลาผ่านไปแล้ว 5 ปีแม้ไม่ลืมก็ควรจะต้องใช้โอกาสนี้วิเคราะห์สถานการณ์นี้ไปด้วยหากเราเป็นสังคมการเรียนรู้ คิดเป็น วิเคราะห์เป็น จะเห็นว่าเหตุการณ์ 9/11 ไม่ใช่ธรรมดา และไม่ได้กระทบเฉพาะสหรัฐอเมริกา แต่กระทบทั่วโลกอาจจะกระทบในทางที่สร้างปัญหาระยะยาว หรือเป็นความยั่งยืนของโลก
ช่วงนี้ผมจะไม่ค่อยเขียนเรื่องเกี่ยวกับโลก ยิ่งมีวิกฤติการเมืองไทยเรื่องที่คนไทยไม่ใฝ่รู้ เขียนเรื่องระดับโลก คนไม่สนใจแต่วันนี้ไม่เขียนถึงคงไม่ได้
ข้อแรกคือปฏิกิริยาของโลกต่อสหรัฐอเมริกา ในระยะสัปดาห์แรก 3 เดือนแรก 6 เดือนแรกหลังเหตุการณ์ 9/11 เต็มไปด้วยความเห็นใจและเข้าใจมีความรู้สึกว่าสหรัฐอเมริกาถูกกระทำแต่สหรัฐอเมริกากลับมองปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นการลูบคมในบ้านของตัวเองมองลักษณะการต่อสู้เป็นการแก้แค้นผู้กระทำ ประกอบกับความเป็นชาตินิยมสูงทำให้ประธานาธิบดี Bush ได้รับคะแนนนิยมท่วมท้นจึงใช้คะแนนสนับสนุนจากกลุ่มเน้นการเมืองแบบขวาจัด ด้วยการจัดการกับอัฟกานิสถานและอิรัก รวมทั้งมองโลกในลักษณะแบ่งฝ่าย
เวลาผ่านไปแล้ว 5 ปีความสงสาร ความเห็นใจ ต่อสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันมีน้อยลงประเทศที่เคยช่วยเหลือสหรัฐอย่างเต็มที่ลดการสนับสนุนเหลือประเทศหลักคืออังกฤษเท่านั้น ประเทศในยุโรปอื่น ๆ เช่น เยอรมนี หรือฝรั่งเศสเริ่มมองสหรัฐอเมริกาแบบไม่ค่อยพอใจนัก เพราะสหรัฐอเมริกาดำเนินนโยบายล้างแค้นเพื่อเอาใจฝ่ายขวาจัดในประเทศของตัวเองมากกว่า
การล้างแค้นดังกล่าวได้ลุกลามไปถึงอัฟกานิสถานขยายวงไปยังอิรักและอาจจะไปถึงอิหร่านด้วย และดูเหมือนว่าสหรัฐอเมริกาจะใช้นโยบาย ZERO SUM GAME คือ มีผู้ชนะและผู้แพ้ ไม่ใช้นโยบาย WIN/WIN หรือสมานฉันท์ซึ่งวิธีการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ ต้องใช้การทูต การประนีประนอมมากขึ้น ซึ่ง Bush ไม่เลือกวิธีการสมานฉันท์ แต่เน้นการต่อสู้แบบรุนแรง
ความรุนแรง (Violence) เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสู้รบในวันนี้ ไม่รู้จะจบลงเมื่อไร ดูอิรักปัญหาของอัฟกานิสถาน ที่ปะทุขึ้นมาตลอดเวลา ไม่มีท่าทีว่าจะจบลงอย่างสันติ
การเป็นประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันจะเก่งด้านการทหารอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องอดทน อดกลั้น มีคุณธรรม จริยธรรมเพื่อให้สมาชิกของโลกยอมรับ
ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกาดูจะขาด 3 เรื่องใหญ่คือ
- ขาดความน่าเชื่อถือ (Trust) จากสมาชิกของโลก
- ขาดคุณธรรม จริยธรรมที่สังคมโลกปรารถนา
- ขาดการมองที่โยงไปสู่ความยั่งยืน (Sustainability)
ประเด็นสุดท้ายซึ่งผมจะเน้นเป็นพิเศษ คือการที่สหรัฐอเมริกาต้องดูแลเรื่องการก่อการร้าย และสงครามในหลายประเทศ จึงไม่มีเวลาไม่มีทรัพยากร ไม่มีปัญญาที่จะแก้ปัญหาของโลก ซึ่งมีหลายเรื่องที่อยู่ในขั้นวิกฤติต้องการความสามารถของผู้นำแบบสหรัฐอเมริกา ที่จะแก้ปัญหาของโลกได้ เช่น
- ปัญหาโลกร้อน
- ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำของประชากรโลก
- ปัญหาประชากรสูงอายุจำนวนมาก และปัญหาแรงงานอพยพ
- ปัญหาการสร้างสังคมการเรียนรู้ของโลก
- ปัญหาการขาดแคลนพลังงานของโลก
- อื่น ๆ
ผมจึงขอสรุปว่า เหตุการณ์ 9/11 สร้างความวุ่นวายให้แก่โลกในระยะยาว เพราะสหรัฐอเมริกาไม่สามารถตั้งสติใช้ปัญญาหรือความสามารถต่าง ๆ แก้ปัญหาหลายเรื่องของโลกได้
ดูเหมือนว่าผู้นำของสหรัฐอเมริกาจะมองปัญหาของตัวเองมากกว่าปัญหาของโลกจึงขอสรุปแนวคิดของผมให้ผู้อ่านได้นำไปคิดต่อไป ฉะนั้นปัจจุบันคนไทยต้องศึกษาปัญหาของโลกมากขึ้น และมีความเข้าใจมากขึ้นเพราะโลกจะพึ่งพามหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ประเทศเดียวที่จะแก้ปัญหาคงไม่ได้ประเทศหลาย ๆ ประเทศรวมทั้งไทยต้องมีบทบาทเพิ่มขึ้น
หันมาดูงานของผมในสัปดาห์ที่แล้ว
ผมได้รับเกียรติจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ช่วยฝึกภาวะผู้นำของผู้บริหารระดับกลางของโรงแรม Oriental 2 รุ่นได้สร้างสังคมการเรียนรู้ให้ผู้บริหารระดับกลางซึ่งเปี่ยมไปด้วยความสามารถมากที่โรงแรมชั้นหนึ่งของคนไทย
ได้มีโอกาสไปทำ workshop ให้แก่กลุ่มปริญญาเอกกว่า 50 คน ด้านวัฒนธรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ผมได้แสดงความเห็นเรื่องนวัตกรรมกับวัฒนธรรม ให้เห็นว่าทุนทางวัฒนธรรม Cultural capital จำเป็นที่จะต้องสร้างมูลค่า เพื่อให้โลกสนใจ ให้คุณค่าและในอนาคตจะเป็นการหารายได้ให้ประเทศอย่างมหาศาล
ปัจจุบันในยุคโลกาภิวัตน์สิ่งที่อยู่กับเราและติดตัวเราคือ อดีตที่เราสะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นหนัง ละครวรรณกรรม ศาสนา องค์ความรู้ แต่จะหวงแหนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสร้างนวัตกรรมขึ้นมานักเรียนปริญญาเอกหลายคน ต่างมีความเห็นว่า วัฒนธรรมพื้นบ้านหลายอย่างในภาคอีสานรวมทั้งการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นจุดที่น่าสนใจ น่าจะนำมาต่อยอดต่อไป
นอกจากนี้ ผมได้พัฒนาผู้นำของข้าราชการระดับ C8 กระทรวงวัฒนธรรม อีก 120 ท่าน ซึ่งเรียนกับผมรุ่นละ 60 ชั่วโมงจบไปแล้ว สัปดาห์นี้จะไปต่อยอดกันดูงานนิทรรศการวัฒนธรรมของไทยที่ฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้ชาวต่างประเทศทั้ง 2 ประเทศเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัฒนธรรมไทยในสังคมโลกต่อไป
จีระ หงส์ลดารมภ์[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
[1] http://www.naewna.com/gotocolumn.asp?ID=97
สวัสดีครับ ศ.ดร.จีระ และท่านผู้อ่านทุกท่าน
เช้านี้ ผมหาความรู้ ทาง internet และค้นหาอ่านบทความ “บทเรียนจากความจริง กับ ศ.ดร.จีระ” ซึ่งสัปดาห์นี้อาจารย์ใช้ชื่อเรื่องว่า ในที่สุด :วันนี้ก็มาถึง ในบทความนี้ ศ.ดร.จีระเขียนเล่าถึง 3 เรื่องสำคัญที่ท่านได้ทำ บทเรียนจากความเป็นจริงที่น่าสนใจผมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยใช้ข้อความข้างล่างนี้แถบสีน้ำเงินคือข้อความที่ผมคัดลอกมาบางส่วนจากบทความที่อาจารย์เขียนส่วนสีดำเป็นความเห็นของผมซึ่งมีดังนี้ ครับ
ก่อนหน้านี้ หลายคนบอกว่าปฏิวัติเป็นวิธีการที่เหมาะสม แต่จะทำได้หรือไม่ เพราะในระยะ 5 ปีอดีตนายกทักษิณได้วางกำลังทางทหารและตำรวจไว้อย่างแน่นหนาโดยเฉพาะเพื่อนเตรียมทหารร่วมรุ่น 10 จึงมองกันว่าหากปฏิวัติอาจจะต้องมีการต่อสู้ถึงขั้นนองเลือด
บทความของ ศ.ดร.จีระ สัปดาห์นี้ อาจารย์เขียนเกี่ยวการปฏิวัติที่เกิดขึ้นในบ้านเราได้ทันกาล น่าชวนติดตาม อย่างไรก็ตาม ผมตั้งข้อสังเกตว่า การที่อดีตนายกทักษิณฯ ได้วางกำลังทางทหารและตำรวจไว้อย่างแน่นหนา การที่อดีตนายกฯทักษิณฯทำเช่นนั้น เป็นการบริหารทรัพยากรมนุษย์แบบไทย ๆ สไตล์ท่านทักษิณฯ และการที่ไม่มีการนองเลือดนั้น ถือว่าเป็นส่วนดีของการบริหารทรัพยากรมนุษย์แบบไทย ๆ และที่สำคัญอาจจะเป็นเพราะการที่คนไทยทุกคนคิดถึงองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบารมีของท่าน ทำให้บรรดานายทหาร นายตำรวจทั้งหลาย ต่อสู้กันด้วยทุนทางปัญญา ทุนทางไอที ทุนทางจริยธรรม ทุนทางสังคม หารือกันมากกว่าที่จะต่อสู้ด้วยอาวุธ ซึ่งผมในฐานะคนไทยคนหนึ่งต้องขอขอบคุณนายทหาร นายตำรวจ พี่น้องชาวไทยที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ที่ไม่ทำให้เกิดการนองเลือดกันขึ้นมา ขอให้เราให้ดีที่สุด เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีของโลก
คืนวันอังคารที่ 19 กันยายนกว่าที่คณะปฏิรูปการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจะประกาศว่ายึดทุกอย่างได้อย่างเรียบร้อย ก็เกือบ 5 ทุ่มยังมีการต่อรองอย่างน่าสนใจ และอดีตนายกฯ ที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน ในช่วง 4 ทุ่มกว่าของคืนวันอังคาร แสดงถึงว่าการปฏิวัติครั้งนี้ไม่ง่ายหรือสะดวกอย่างที่คิดนัก
คืนนั้น ผมได้เห็นอดีตนายกทักษิณ ออกทีวีเพียงไม่กี่นาที ก็หายไป และไม่เห็นท่านให้สัมภาษณ์ หรือออกมาพูดทางทีวีอีก ตรงกันข้ามกับฝ่ายปฏิวัติ ก็เข้าใจว่าทางคณะปฏิรูประบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ยึดสื่อต่าง ๆ ได้แล้ว นั่นหมายถึงการยึดอำนาจได้แล้ว สื่อเป็นสิ่งสำคัญ นับว่าเป็นอาวุธอย่างหนึ่งหากรู้จักใช้ รู้จักควบคุมจะเกิดประโยชน์มหาศาลกับส่วนรวม สื่อต่าง ๆ ในประเทศไทย ควรต้องได้รับการบริหารจัดการให้ดีกว่าที่ผ่านมา ประเทศเรา อาจจะยังไม่พร้อมที่จะปล่อยให้สื่อทำได้แบบอเมริกา เพราะทุนทางทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเรายังมีไม่มากพอ ไม่เทียบเท่ากับประเทศที่เจริญแล้ว สื่อจึงควรได้รับการดูแล แต่ต้องอยู่ในระบอบประชาธิปไตย มาถึงวันนี้ สื่อต่าง ๆ ยังสามารถเสนอข่าวได้ แต่ข่าวที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง ความแตกแยก แบ่งฝักฝ่ายดูลดลงไป ด้วยการขอความร่วมมือจากคณะปฏิรูปฯ ซึ่งขอชื่นชมกับการขอร้องและ เมื่ออดีตนายกทักษิณฯ ไม่มีโอกาสออกอากาศ แถลงการณ์ใด ๆ ทางทีวี ทางคณะปฏิรูปน่าจะเข้มงวดไม่ให้คู่อริ อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล หรือฝ่ายที่ไม่ชอบอดีตนายกทักษิณ ออกอากาศ โจมตีอดีตนายกเพียงฝ่ายเดียว ตรงนี้ผมดูจะไม่เป็นผลดีต่อสายตาของประชาชน สื่อต่าง ๆ ควรยึดแนวพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และแนวพุทธศาสนา เป็นกรอบ เป็นแนวทางในการดำเนินกิจกรรม
สิ่งแรกที่พวกเราคนไทยจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบคือปฏิกิริยาจากต่างประเทศว่า การปฏิวัติครั้งนี้ ประชาคมโลกจะมองและคิดอย่างไรผมดูว่าสหรัฐอเมริกามีท่าทีกลาง ๆ มองว่าเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องดำเนินการจัดการและคณะปฏิรูปการปกครองฯ เข้ามาดูแลชั่วคราว หากสหรัฐอเมริกามีท่าทีเป็นลบอาจจะยกเหตุผล เช่น รัฐบาลของคุณทักษิณมาจากการเลือกตั้งหรือเน้นมาตรการสิทธิมนุษยชน อาจจะทำให้เกิดปัญหาความไม่พอใจของประชาคมโลกได้
ในเรื่องนี้ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครอง ฯได้แถลงให้คณะทูตานุทูตที่อยู่ในประเทศไทยรวมทั้งผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้รับทราบเมื่อบ่ายวันพุธที่ 20 กันยายน 2549 แล้ว
ผมคิดว่าการอธิบายข้อเท็จจริง โดยไม่ปิดบัง และทำทุกอย่างแบบโปร่งใส ให้ชาวต่างชาติเข้าใจเช่น ปัญหาที่คนชั้นกลางมีความเคลือบแคลงระบบประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ของรัฐบาลทักษิณ และที่สำคัญคือคณะปฏิรูปการปกครองฯจะเข้ามาแก้ปัญหาชั่วคราว เมื่อทำงานสำเร็จ จะคืนอำนาจให้แก่ประชาชนอย่างเร็วโดยมีการปฏิรูปการเมือง และมีการเลือกตั้งต่อไป
เรื่องผลกระทบจากการมีการปฏิวัติ ครั้งนี้คือปฏิกิริยาของชาวโลก ในแง่สิทธิเสริภาพของมนุษยชน ตามระบอบประชาธิปไตย เชื่อมั่นว่าต้องถูกจับตามองจากชาวโลกแน่นอน จากนี้ไปการดำเนินการปฏิรูปการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะเป็นที่สนใจของประเทศพันธมิตร ประเทศที่มาลงทุนในบ้านเรา ถ้าการดำเนินการปฏิรูปฯ ดำเนินไปด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส เป็นประชาธิปไตย โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นประมุข ได้ปรากฏต่อชาวโลกอย่างแท้จริง ทันกาล เป็นธรรม ก็จะเป็นผลดีต่อชาติทั้งระยะสั้นและระยะยาว การแถลงการณ์ต่อคณะทูตจากนานาประเทศ จะช่วยได้ระดับหนึ่ง
จากนี้ไปขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทำการปฏิรูปไป ชี้แจง ประชาสัมพันธ์ต่อคณะทูตเป็นระยะ ๆ ขณะนี้เป็นยุคโลกไร้พรมแดน จริง ๆ เมื่อมีคณะรัฐบาลชุดใหม่แล้ว ก่อนจะมีการเลือกตั้งในอนาคตอีก หกเดือนหรือ หนึ่งปีข้างหน้า การที่จะเชิญคณะทูตมาพบปะชี้แจง ตอบข้อซักถาม ก็จะเป็นผลดีต่อการบริหารกิจการบ้านเมืองในขณะนี้ และอนุญาตให้เผยแพร่ภาพถ่ายไปยังทั่วโลกได้ ทำให้ทั่วโลกเห็นว่าบ้านเมืองของเรามีเอกลักษณ์ ความเป็นประชาธิปไตยแบบไทย ๆ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
อีกประเด็นที่สำคัญคือคณะปฏิรูปการปกครองฯ จะเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ จะเป็นใครมาจากไหน ซึ่งต้องให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างแท้จริง มีคุณธรรม จริยธรรมมีความเป็นกลาง เป็นมืออาชีพที่ทำเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะการปฏิรูปแก้ปัญหาการเมืองให้สำเร็จอย่างรวดเร็ว คงจะช่วยให้ภาพลักษณ์ต่าง ๆดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกย่องข้าราชการประจำที่ทำงาน ขจัดข้าราชการที่ไม่มีคุณภาพออกไปสร้างขวัญ กำลังใจ ให้แก่คนดี ซึ่งผมขอเน้นว่า คณะรัฐมนตรีใหม่ จะต้องฟื้นฟูขวัญกำลังใจของข้าราชการที่ดี ๆ อย่างเร็ว
การจะเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ นั้น น่าจับตามอง ตรงนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงอนาคตประเทศไทยและวิสัยทัศน์ของคณะปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯได้ เป็นอย่างดี ตรงนี้ต้องใช้หลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เข้ามาช่วย ต้องพิจารณาถึงวิสัยทัศน์ประเทศไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ประเทศ เป็นอย่างไร จากนั้นจึงมากำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ และคุณสมบัติของผู้ที่จะมารับผิดชอบในหน้าที่คณะรัฐมนตรี
ผมติดตามข่าวเรื่องนี้ สัเกตเห็นว่าเราเน้นมากเรื่องผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ ผมขอฝากเรื่องการสรรหารัฐมนตรีที่จะมาประจำกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรมนุษย์ของชาติด้วย ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ๆ ไม่น้อยไปกว่าเรื่องเศรษฐกิจ คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ มีความสัมพันธ์กับคุณภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ในช่วงนี้จึงควรสรรหาคนที่ทำงานด้านพัฒนาการศึกษา ทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจัง ด้วยอุดมการณ์ ซึ่งผมขอแนะนำ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เพราะท่านทำงานด้านการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มาด้วยอุดมการณ์ มุ่งมั่นทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ มานาน ท่านเป็นคนดี มีคุณธรรมและมีความรู้
สุดท้ายที่ผมเป็นห่วง ก็คือพระพลานามัย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทำอะไรกันก็ขอให้คิดถึงเรื่องนี้ให้มากด้วย อย่าให้พระองค์ทรงหนักพระทัยมาก ช่วยกันรีบแก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยหลักธรรมมาภิบาล ทศพิศราชธรรม ให้บ้านเมืองสงบสุขเรียบร้อย เป็นที่ยอมรับของชาวโลกโดยเร็ว
ศ.ดร.จีระยังมีรายการโทรทัศน์ ”สู่ศตวรรษใหม่” ทาง ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์แรกของเดือนเวลา 14.00-15.00 น.และออกอากาศอีกทีทาง UBC 7 ทุกวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนเวลา 14.00-15.00 น.และรายการคิดเป็นก้าวเป็นกับดร.จีระทาง UBC 7 อาทิตย์ที่ 1,3 และ 5 ของเดือนเวลา 13.00-13.50 น.นอกจากนั้นยังมีรายการวิทยุ knowledge for people วันพุธ เวลา 19.30 - 20.30 น. ทางสถานีวิทยุอสมท. F.M. 96.5 MHz Hz คอลัมน์ “บทเรียนจากความจริงกับดร.จีระ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้าทุกวันเสาร์หน้า 5 หรือทางhttp://www.chiraacademy.com/ เชิญท่านติดตามศึกษาหาความรู้จากผลงานของ ศ.ดร.จีระและร่วมกันแสดงความคิดเห็น สะสมสร้างทุนทางความรู้ทุนทางปัญญา และทุนทางสังคมใน Blog นี้ครับ
ขอความสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน
ยม
นักศึกษา ปริญญาเอก
รัฐประศาสนศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต
บทความเรื่องนี้ผมเขียนในวันพุธ กองบรรณาธิการต้องการให้ส่งต้นฉบับวันพุธทันเหตุการณ์ "ปฏิวัติ" เมื่อคืนวันอังคารที่ 19 กันยายน ที่ยังสด ๆ ร้อน ๆคงเป็นช่วงที่คนไทยสนใจเบื้องหน้าเบื้องหลัง และยังต้องมองไปข้างหน้าอีก 6 เดือน - 1 ปี ว่าประเทศไทยจะเดินอย่างไร
ประเด็นแรกคือการแก้ปัญหาครั้งนี้เป็นไปตามที่หลายคนคาดคิดว่าประเทศไทยจะต้องมีการล้างไพ่กันใหม่ มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพราะถ้าไม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิม การแก้ปัญหาของชาติในอนาคตจะทำลำบากและติดขัดไปหมด เพราะระบบทักษิณเป็นระบบที่เข้มแข็งและฝังรากหยั่งลึกในประเทศไทย
ก่อนหน้านี้ หลายคนบอกว่าปฏิวัติเป็นวิธีการที่เหมาะสม แต่จะทำได้หรือไม่ เพราะในระยะ 5 ปีอดีตนายกทักษิณได้วางกำลังทางทหารและตำรวจไว้อย่างแน่นหนาโดยเฉพาะเพื่อนเตรียมทหารร่วมรุ่น 10 จึงมองกันว่าหากปฏิวัติอาจจะต้องมีการต่อสู้ถึงขั้นนองเลือด
คืนวันอังคารที่ 19 กันยายนกว่าที่คณะปฏิรูปการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจะประกาศว่ายึดทุกอย่างได้อย่างเรียบร้อย ก็เกือบ 5 ทุ่มยังมีการต่อรองอย่างน่าสนใจ และอดีตนายกฯ ที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน ในช่วง 4 ทุ่มกว่าของคืนวันอังคาร แสดงถึงว่าการปฏิวัติครั้งนี้ไม่ง่ายหรือสะดวกอย่างที่คิดนัก
ต้องยอมรับว่าเหตุผลของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ได้เป็นที่ประจักษ์ชัดต่อทุกฝ่ายว่าระบบทักษิณเป็นระบบที่ไม่เหมาะกับสังคมไทยเป็นระบบที่ใช้อำนาจทางการเมืองและอำนาจทางการเงิน ปกครองประเทศไทยโดยไม่ให้ประชาชนส่วนใหญ่มีส่วนร่วม แทรกแซงองค์กรอิสระ และสาเหตุอื่น ๆอีกมากดังที่ทราบกัน
สิ่งแรกที่พวกเราคนไทยจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบคือปฏิกิริยาจากต่างประเทศว่า การปฏิวัติครั้งนี้ ประชาคมโลกจะมองและคิดอย่างไรผมดูว่าสหรัฐอเมริกามีท่าทีกลาง ๆ มองว่าเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องดำเนินการจัดการและคณะปฏิรูปการปกครองฯ เข้ามาดูแลชั่วคราว หากสหรัฐอเมริกามีท่าทีเป็นลบอาจจะยกเหตุผล เช่น รัฐบาลของคุณทักษิณมาจากการเลือกตั้งหรือเน้นมาตรการสิทธิมนุษยชน อาจจะทำให้เกิดปัญหาความไม่พอใจของประชาคมโลกได้
ในเรื่องนี้ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครอง ฯได้แถลงให้คณะทูตานุทูตที่อยู่ในประเทศไทยรวมทั้งผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้รับทราบเมื่อบ่ายวันพุธที่ 20 กันยายน 2549 แล้ว
ผมคิดว่าการอธิบายข้อเท็จจริง โดยไม่ปิดบัง และทำทุกอย่างแบบโปร่งใส ให้ชาวต่างชาติเข้าใจเช่น ปัญหาที่คนชั้นกลางมีความเคลือบแคลงระบบประชาธิปไตยแบบรวมศูนย์ของรัฐบาลทักษิณ และที่สำคัญคือคณะปฏิรูปการปกครองฯจะเข้ามาแก้ปัญหาชั่วคราว เมื่อทำงานสำเร็จ จะคืนอำนาจให้แก่ประชาชนอย่างเร็วโดยมีการปฏิรูปการเมือง และมีการเลือกตั้งต่อไป
ประเด็นที่สองผลกระทบทางเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ปากท้องของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญข่าวในเช้าวันพุธที่ 20 กันยายนว่า ตัวแทนของธนาคารกสิกรไทยมองว่า เศรษฐกิจตลาดหุ้น การท่องเที่ยว อาจจะกระทบบ้างในระยะสั้นแต่ในระยะปานกลางและระยะยาวน่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะระบบเศรษฐกิจที่มีธุรกิจหลายกลุ่มเข้ามามีบทบาทอย่างแท้จริง แทนที่จะกระจุกตัวเป็นกลุ่มเดียวและทำธุรกิจแบบไม่โปร่งใส หากลดปัจจัยการใช้ประชานิยมในระยะสั้นไปได้บ้างอาจทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้เหมาะสมและยั่งยืนกว่านั่นคือใช้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น
อีกประเด็นที่สำคัญคือคณะปฏิรูปการปกครองฯ จะเลือกใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ จะเป็นใครมาจากไหน ซึ่งต้องให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างแท้จริง มีคุณธรรม จริยธรรมมีความเป็นกลาง เป็นมืออาชีพที่ทำเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะการปฏิรูปแก้ปัญหาการเมืองให้สำเร็จอย่างรวดเร็ว คงจะช่วยให้ภาพลักษณ์ต่าง ๆดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกย่องข้าราชการประจำที่ทำงาน ขจัดข้าราชการที่ไม่มีคุณภาพออกไปสร้างขวัญ กำลังใจ ให้แก่คนดี ซึ่งผมขอเน้นว่า คณะรัฐมนตรีใหม่ จะต้องฟื้นฟูขวัญกำลังใจของข้าราชการที่ดี ๆ อย่างเร็ว
ประการต่อมาจะทำอย่างไรให้ภาคเมืองกับชนบท มีความสามัคคี ร่วมกันอย่างแท้จริงทำอย่างไรจึงจะลดความแตกแยกของสังคมให้น้อยลง ผมยังมีความหวังว่า ปัญหาชายแดน 3 จังหวัดภาคใต้จะได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง
สุดท้ายจะต้องมีการใช้กฎหมาย หรือมีกรรมการกลางที่เป็นธรรม พิจารณาตรวจสอบการทำงานของอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างไร จะทำอย่างไรให้เหมาะสม เป็นธรรมและโปร่งใสที่สุด โดยไม่ให้สร้างความแตกแยกของประชาชนต่อไป
จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
เช้าวันเสาร์ที่ 30 ก.ย. ผมเดินทางมาวัดไร่ขิง ด้วยวัตถุประสงค์สองประการ ประการแรก มาทำบุญที่วัดไร่ขิง ประการที่สองเพื่อชมงานประกวดสุนัข ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอดแห่งประเทศไทย
การทำบุญที่วัดไร่ขิง มีการพัฒนาเป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะการถวายสังฆทานบริเวณข้างโบสถ์วัดไร่ขิง มีประชาชนจำนวนมากหมุนเวียนเข้ามาถวายสังฆทาน โดยทางวัดจัดให้มีจตุปัจจัยสำหรับถวายสังฆทานเตรียมไว้ และมีตู้รับบริจาค เปิดโอกาสให้คนที่ยากจนได้มีโอกาสทำบุญถวายสังฆทานได้ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อของอะไรไป เพราะทางวัดจัดไว้ให้ เพียงบริจาคเงินใส่ตู้รับบริจาคเท่าใดก็ได้ อีกมุมหนึ่งคือมีการรับบริจาคเงินเพื่อซื้อโรงศพให้สำหรับศพไม่มีญาติ หรือศพผู้ยากไร้ ก็มีประโยชน์สำหรับคนยากจน หรือศพไร้ญาติ ทางวัดก็มีเงินที่ได้รับบริจาคมาซื้อโรงศพให้ได้ ทึ่จริงทางวัดทั้งหลายน่าจะที่มีประชาชนไม่ทำบุญเป็นจำนวนมาก น่าจะมีการให้วิทยาทาน วัดน่าจะเป็นแหล่งสร้างทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนแห่งความยั่งยืนได้ดี น่าจะมีการจัดเผยแพร่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงฯ เผยแพร่ให้คนทั่วไปได้เรียนรู้ด้วย
อีกมุมหนึ่งที่เห็นแล้วน่าเป็นห่วงคือสุนัขในวัดมีจำนวนมาก หลายตัวมีอาการขี้เลื้อน ทางราชการควรเข้ามาช่วยเหลือวัดในการจัดการกับสุนัขจรจัด ให้เป็นระบบ และไม่สร้างภาระให้พระ ทำบุญเสร็จผมแวะไปดูงานประกวดสุนัข
งานประกวดสุนัขประจำปีของสมาคมผู้เลี้ยงสุนัขเยอรมันเช็พเพอด แห่งประเทศไทย ผมมักติดตามงานนี้ทุกปีถ้ามีโอกาส ปีนี้จัดที่วัดไร่ขิง บริเวณโรงเรียนวัดไร่ขิง
ผมเป็นคนชอบสุนัขตั้งแต่สมัยเป็นเด็กวัด พระท่านมอบหมายให้ผมดูแลสัตว์ในวัดทั้งหมด ไก่วัด หมาวัด ปลาหน้าวัด ผมได้รับมอบหมายให้เอาเศษอาหารที่เหลือจากพระและเด็กวัดแล้ว มาแจกสุนัขในวัด อยู่ระยะหนึ่ง เห็นว่าสุนัขแม้เป็นสัตว์แต่มีความรักและกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ได้บทเรียนจากสุนัขในวัดหลายเรื่อง
เมื่อครั้งผมบวชเป็นพระ ผมเคยใช้สุนัขเป็นครูสอนเด็กวัด ลูกศิษย์ก้นกุฏิ ที่เกเร และชอบหนีออกจากบ้านเพราะโกรธแม่ที่ชอบดุด่าประจำ ผู้เป็นแม่มาหาผมและขอร้องให้ผมช่วยสอนเด็กเกเรนี้ ผมเรียกเด็กมาสอน โดยใช้สุนัขเป็นครู ผมเรียกสุนัขที่เคยดูแลเป็นประจำมาหา และใช้หนังสือพิมพ์ม้วนและตีสุนัขตัวนั้นอย่างแรง สุนัขตกใจหนี เด็กเกเร อยู่ข้าง ๆ เห็นสุนัขถูกตีอย่างแรง แล้วสุนัขวิ่งหนีตกใจ วิ่งไปยืนอยู่ไกล แล้วมองมาด้วยความงง จากนั้นผมเรียกสุนัขเข้ามาหาอีกครั้ง สุนัขก็วิ่งเข้ามาหา พร้อมกระดิกหาง สุนัขเข้ามาโดยไม่โกรธ ผมได้สอนให้เด็กเกเร เห็นว่า แม้สุนัขยังไม่โกรธผู้มีพระคุณ แล้วเราเป็นมนุษย์ ทำไมจึงโกรธผู้เป็นแม่เพราะถูกว่าเท่านั้น เด็กถึงกับน้ำตาไหลด้วยความประทับใจ และบอกว่าต่อไปนี้จะไม่โกรธแม่จะขอกลับไปดูแลแม่ นี่เรียกว่า สุนัขเป็นครู เด็กคนนั้นขณะนี้บวชเป็นพระอยู่ที่วัดในจังหวัดเพรชบุรี กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ส่วนผู้เป็นแม่เมื่อลูกบวชได้ไม่นานได้เสียชีวิตไป ทั้งแม่ลูกครอบครัวนี้ เป็นครอบครัวคนที่มาจากอีสาน ซึ่งผมได้เคยช่วยอุปถัมภ์เด็กเกเร คนนั้นไว้ เด็กดังกล่าวได้ดีส่วนหนึ่งเพราะใช้สุนัขเป็นครู สุนัขจึงเป็นสัตว์เลี้ยงประจำตัวของผม ก็ว่าได้
ด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจของสุนัข ผมจึงเริ่มศึกษาเรื่องเกี่ยวกับสุนัขมากขึ้น พบว่า สุนัขที่ดีที่สุดในโลก มีไม่กี่สายพันธุ์ สายพันธุ์เยอรมันเช็พเพอด เป็นสายพันธุ์หนึ่งที่จัดว่าเป็นสายพันธ์ที่ได้รับการพัฒนาจากภูมิปัญญาชาวบ้านในเยอรมัน และนำมาใช้ในการทหาร ตำรวจ ในบ้านเรานิยมเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้มานาน จนมีสมาคมฯ และมีการนัดพบปะกันระหว่างผู้สนใจเป็นระยะ ๆ
การมาชมการประกวดครั้งนี้ก็เพื่อทำชีวิตให้ Balance วิชาการ การทำงาน ครอบครัว ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง บริหารให้เกิดความสุขกับชีวิตบ้างตามสมควรสะสมทุนทางความรู้ ทุนทางสังคมของคนรักสุนัข ระหว่างรอเวลาการประกวดสุนัข ผมได้นำ Note book มาเขียนบทความนี้ที่บริเวณสนามประกวดสุนัขด้วย ในโลกยุคใหม่การใช้ internet การหาความรู้ไม่มีขีดจำกัด ไม่กำหนดสถานที่ สามารถเคลื่อนย้ายได้ตลอดเวลา ได้บรรยากาศที่ร่มรื่นและแปลกใหม่ คิดถึงเมื่อสมัยเป็นเด็กวัด ตอนนั้นไม่มีอะไรเลย ขณะนี้มานั่งทึ่วัด มีคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก หาความรู้ และติดต่อได้ทั่วโลก ในเวลาชั่วไม่กี่นาที โลกมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก็ควรที่จะต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก
สิ่งที่ คณะปฏิรูปการปกครองฯ ทำอยู่ขณะนี้ เรียกได้ว่าเป็นการบริการการเปลี่ยนแปลง Change management กับระบบการปกครองของไทย คณะปฏิรูปการปกครองฉลาดทำ การบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ถูกต้อง เมื่อมีสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมก็ควรคงไว้ ส่วนที่เป็นจุดอ่อน เป็นปัญหาแก่ส่วนรวม ก็ขจัดออกไป นี่เป็นพื้นฐานของการบริหารการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเปลี่ยนแปลงทั้งระบบและคน ผมหวังว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ คณะปฏิรูปการปกครองฯ จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ชาติ ทำเพื่อชาติ จริง ๆ ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมขอให้คณะปฏิรูปการปกครองฯ ประสบความสำเร็จ เพื่อให้เกิดความผาสุกแก่ประชาชนโดยเร็ว
"คนไทยต้องศึกษาสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด อย่างรอบคอบ ใฝ่เรียนรู้ ทำใจเป็นกลางสมัครสมานสามัคคีกันให้มากที่สุด"
คุณสมบัติของคนไทยที่ ศ.ดร.จีระ กล่าวมาข้างต้น ถือได้ว่า เป็น Competency หรือสมรรถนะ ของคนทรัพยากรมนุษย์ของไทย ในปัจจุบันและอนาคต จึงอาจกล่าวได้ว่า จะบริหารทรัพยากรมนุษย์ในอนาคตได้อย่างไร คำตอบคือบริหารให้ทรัพยากรมนุษย์เกิดสิ่งเหล่านั้น และมีการวัดผล นำไปสู่การพัฒนาจุดอ่อน หรือสิ่งที่เขายังด้อยอยู่ให้เป็นจุดแข็งในอนาคต แบบมีตัวชี้วัดความสำเร็จว่าต้องให้จุดอ่อนกลายเป็นจุดแข็งในแต่ละประเด็นภายในกี่ปี แล้วนำมาสู่ยุทธ์ศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อสร้างองค์กร เพื่อสร้างชาติต่อไป
"นโยบายประชานิยมของอดีตนายกรัฐมนตรียังคงอยู่ ผมเชื่อว่าอนาคตข้างหน้าคงจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อให้นโยบายไปสู่ความยั่งยืนการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำทุกอย่าง อย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นการปฏิรูปที่เน้นสันติวิธีและการประนีประนอม"นโยบายประชานิยม ในความเห็นส่วนตัวของผม คิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ถ้าจะกำหนดยุทธ์ศาสตร์แบบให้เกิดทุนทางปัญญา ทุนทางความสุข ทุนทางจริยธรรมและทุนแห่งความยั่งยืน คนกำหนดนโยบายนี้ หนึ่งต้องคำนึงถึงลูกค้า(ประชาชน)เป็นหลัก สองต้องคำนึงถึงอนาคตของชาติเป็นหลักที่สอง และสามต้องคำนึงถึงผลเสียที่อาจจะตามมา และเตรียมมาตรการรองรับไว้ การปฏิรูปการปกครองฯครั้งนี้ ขอให้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการกำหนดนโยบายสาธารณะและปฏิรูปการปกครองฯ คือ ค่อยเป็นค่อยไป ในสิ่งที่เราถนัดมีทรัพยากรเพียงพอ กำหนดเป้าหมาย แผนงาน การวัดผล และเตรียมการรองรับไว้ กรณีที่เกิดปัญหา ต้องมีแผนอื่นรองรับไว้เสมอ และขอให้คิดคำนึงถึงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานให้ไว้หลายเรื่อง คณะปฏิรูปการปกครองฯ น่าจะตั้งคณะกรรมการในการศึกษาพระบรมราโชวาทของท่าน กำหนดขึ้นมาเป็นแบบตรวจสอบ Check list ในการบริหารการปฏิรูปการปกครองฯครั้งนี้ด้วย
"ผมชื่นชมคำสัมภาษณ์ของโฆษกที่เน้นงบประมาณที่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยอย่างจริงจัง เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะปัจจุบันเป็นโลกของความรู้ หรือสังคมฐานความรู้ เป็นนโยบายที่ทุกประเทศทำ และจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในยุคคุณทักษิณ เรื่องนโยบายระยะยาวอ่อนมาก เช่น เรื่องการศึกษา เรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่องพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชน พัฒนาสังคมฐานความรู้ เรื่องการปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูประบบการศึกษา ขาดการปฏิรูปพฤติกรรมในการทำงาน ยังทำงานแบบเดิม ไม่มี Innovation ไม่มี Paradigm shift หรือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์"
เรื่องที่ โฆษกคณะปฏิรูปการปกครองฯ ได้กล่าวถึงงบประมาณเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจัง ถือว่าเป็นสัญญานของความโชคดีของประเทศไทย ที่คณะปฏิรูปการปกครองฯ กล่าวถึงเรื่องนี้ น่าจะเป็นคณะปฏิรูปการปกครองฯคณะแรก ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ผมขอให้การให้สัมภาษณ์ดังกล่าว เกิดผลขึ้นจริงจัง ให้งบประมาณด้านการทรัพยากรมนุษย์ มีจำนวนมากพอ ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อชาติจริง ๆ ไม่ใช่ทำกันให้ผ่านไปแค่ปีต่อปี ได้ชื่อว่าทำ เท่านั้น
ประเทศไทยไม่มีระบอบทักษิณมา 7-8 วันแล้ว วันที่เขียนบทความนี้เป็นวันพุธ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เห็นได้ว่าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ดำเนินการแบบสันติ สิ่งใดที่รัฐบาลเดิมทำไว้ดี ก็คงไว้ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์จะทำเพิ่มเติมอย่างรอบคอบ หลายฝ่ายวิจารณ์การสนับสนุนอดีตรองนายกรัฐมนตรี ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ในฐานะผู้สมัครเป็นเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ หากแพ้ก็ไม่เป็นไร เพราะได้สู้อย่างเต็มที่ น่าชื่นชมคณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะสื่อโจมตีคณะปฏิรูปการปกครองฯว่า ไม่สมควรจะสนับสนุน
คนไทยต้องศึกษาสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด อย่างรอบคอบ ใฝ่เรียนรู้ ทำใจเป็นกลาง สมัครสมานสามัคคีกันให้มากที่สุด
นโยบายประชานิยมของอดีตนายกรัฐมนตรียังคงอยู่ ผมเชื่อว่า อนาคตข้างหน้าคงจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น เพื่อให้นโยบายไปสู่ความยั่งยืน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทำทุกอย่าง อย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นการปฏิรูปที่เน้นสันติวิธีและการประนีประนอม
การที่โฆษกคณะปฏิรูปการปกครองฯ พลโทพลางกูร กล้าหาญ พูดถึงการทำงบประมาณปี พ.ศ 2550 แบบขาดดุล และเร่งนำไปเบิกจ่ายได้ในเดือนมกราคม พ.ศ.2550 เป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะคณะที่ทำงบประมาณ ไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นข้าราชการประจำ ฝ่ายคณะปฏิรูปการปกครองฯ คงจะใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ระยะยาวได้ดี ผมชื่นชมคำสัมภาษณ์ของโฆษกที่เน้นงบประมาณที่พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยอย่างจริงจัง เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะปัจจุบันเป็นโลกของความรู้ หรือสังคมฐานความรู้ เป็นนโยบายที่ทุกประเทศทำ และจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งในยุคคุณทักษิณ เรื่องนโยบายระยะยาวอ่อนมาก เช่น เรื่องการศึกษา เรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน เรื่องพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชน พัฒนาสังคมฐานความรู้ เรื่องการปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูประบบการศึกษา ขาดการปฏิรูปพฤติกรรมในการทำงาน ยังทำงานแบบเดิม ไม่มี Innovation ไม่มี Paradigm shift หรือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์
เรื่องเหล่านี้ ผมขอเสนอไว้ 2 ประเด็นคือ
เรื่องแรก สมควรหรือไม่ที่จะมีการปฏิรูประบบการศึกษาอีกรอบ ที่ทำโดยผู้เชี่ยวชาญ และมองจากความจริง ไม่ใช่มองจากกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูก
หลายฝ่ายอยากเห็นระบบการอุดมศึกษา เป็นอิสระจากอิทธิพลของกระทรวงศึกษาฯ โดยจะเป็นองค์กรใหม่หรือกระทรวงใหม่ และจะรวมคำว่าวิจัยเข้าไปด้วย น่าจะดี
หรือการมองประถมศึกษาและมัธยมศึกษา อยู่ในแท่งเดียวกันต่อไปหรือไม่ และวัฒนธรรมของประถม เข้ามามีบทบาท มีอิทธิพลมากกว่ามัธยม จะสร้างปัญหาระยะยาวหรือไม่
การปฏิรูปการศึกษา คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของครู ผู้ปกครอง นักเรียน แบบที่ปฏิรูปโครงสร้าง ไม่ได้ผลอย่างแท้จริง
ดูประเทศที่เขาไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่เห็นคุณค่าและเอาจริงเรื่องทรัพยากรมนุษย์มากกว่าเรา เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง หรือเกาหลีใต้
ในกลุ่ม HRD ของ APEC ที่ผมเป็นประธานคณะทำงาน HRD อยู่ เห็นได้ชัดว่า ประเทศเหล่านั้น เขาเอาจริงกับเรื่องการสร้างทรัพยากรมนุษย์พันธุ์ใหม่ ให้จัดการกับโลกในอนาคตได้
ผู้บริหารโรงเรียน มหาวิทยาลัยของประเทศเหล่านี้ จะเป็นคนที่มีโลกทัศน์กว้าง มีภาวะผู้นำ ใฝ่รู้ มองอนาคตของเศรษฐกิจคู่ไปกับการศึกษา ในขณะที่การปฏิรูปการศึกษาของไทยเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่มีการลงทุนในการพัฒนาทัศนคติ ความรู้ใหม่อย่างจริงจัง เป็นสังคมการเรียนรู้ที่ไม่ต่อเนื่องและไม่ได้ผล
ผลงานของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ในการแต่งตั้งทหารและข้าราชการที่เป็นคนดี คนเก่ง และไม่รับใช้นักการเมืองอย่างเห็นได้ชัด ยกย่องให้ท่านเหล่านี้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ผมดีใจที่ข้าราชการประจำกลับมามีบทบาทที่เหมาะสมต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น การมีอิทธิพลของนักการเมืองในรัฐวิสาหกิจจะน้อยลง จึงเป็นจุดหักเหที่น่าสนใจ
งานของผมเป็นเช่นเดิม สังคมยังให้ความสนใจและหิวกระหายในเรื่องการเรียนรู้ของผมอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งที่มีปัญหาการเมืองที่เป็นอยู่
ผมได้ไปร่วมสร้างภาวะผู้นำ และสร้าง Teamwork ให้แก่กลุ่มบริษัท Softsquare เป็นบริษัทที่ให้การบริการด้าน Software ของคนไทย ซึ่งมีพนักงานเขียน Software อยู่กว่า 400 คน ผู้บริหารเห็นความสำคัญของการสร้างภาวะผู้นำ สร้างสังคมการเรียนรู้ และการสร้างความสุขในการทำงาน โดยเฉพาะให้ชีวิตกับงานไปด้วยกัน ปัจจุบันเรียกว่า work/life Balance
ผมได้ขึ้นเหนือไปเป็นแขกของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ดร.ทรงศักดิ์ ศรีบุญจิตต์ บรรยายให้นักศึกษาปริญญาโทกว่า 50 คนฟัง ในเรื่องโลกาภิวัตน์กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
การเรียนของเด็กในยุคนี้ ต้องให้เขาทำการบ้าน โดยทำ workshop มีส่วนร่วมมาก ๆ อย่าไปสอนแบบบรรยายข้างเดียว โดยให้นักศึกษาทำ workshop ว่า
- โลกาภิวัตน์คืออะไร
- มีประโยชน์ต่อประเทศอย่างไร
- มีโทษหรือการคุกคามอย่างไร
- จะแก้ปัญหาโดยใช้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างไร
กลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มสมาคมรองผู้อำนวยการสถานการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย ได้เชิญผมไปบรรยายแบบมีส่วนร่วมให้รองผู้อำนวยการในเขตกรุงเทพฯ และภาคตะวันออก ซึ่งผมได้ให้กำลังใจในการทำงาน และได้เน้นถึงการเป็นสังคมการเรียนรู้ ซึ่งเป็นทิศทางของการบริหารทรัพยากรบุคคลในทศวรรษหน้า ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จึงจะสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรง จะต้องสร้างศักยภาพตามทฤษฎี 8 K's และ 5 K's ให้เกิดขึ้นในเด็ก และผู้ร่วมงาน และต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมได้รับเชิญให้ไปทำงานต่อเนื่องแก่รองผู้อำนวยการโรงเรียนในภาคตะวันตกที่กาญจนบุรีในเดือนตุลาคมนี้ด้วย
ในวันพฤหัสบดีที่ 28 กันยายน 2549 ผมและมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานกงสุลไทยประจำโฮจิมินห์จะไปสร้างสังคมการเรียนรู้และการทูตภาคประชาชน (People to People Diplomacy : PPD) ที่เมืองโฮจิมินห์ เวียดนาม แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและโลกาภิวัตน์กับภาคเกษตร ให้แก่ข้าราชการและเกษตรกรในเวียดนามประมาณ 40 คน
เป็นการทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมเคยจัดที่กัมพูชา พม่า และจีนตอนใต้มาแล้ว สร้างให้เกิดสังคมการเรียนรู้ ซึ่งทางเวียดนามจะเล่าให้ผมฟังว่า เขามองเรื่องโลกาภิวัตน์ เรื่องภาคเกษตรอย่างไร เพราะเวียดนามจะเป็นสมาชิกของ WTO จึงต้องบริหารความเสี่ยงจากโลกาภิวัตน์มากขึ้น
จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181
ขอต้อนรับ :พลเอกสุรยุทธ์[1]
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ท่านที่ติดตามบทความของผมมาตลอด 7-8 ปี คงจะเห็นแล้วว่าแต่ละสัปดาห์ มีอะไรเกิดขึ้นและตัวเราวิเคราะห์ให้เป็น เราจะเป็นสังคมการเรียนรู้อย่างแท้จริง กระหายความรู้นำเอาความรู้ไปใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
สิ่งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 24
หลายฝ่ายอาจจะไม่เข้าใจประวัติความเป็นมาของท่าน ผมขอเรียนว่า ท่านเป็นทหารมืออาชีพและเป็นทหารประชาธิปไตย ซี่งดีกว่านักประชาธิปไตยแต่ในรูปแบบวันนี้ประเทศไทยทำงานแบบ Back to basics ที่เกิดขึ้นทั้งหมดคือความถูกต้องและความพอดี หรือหากจะเรียกว่าเป็นความพอเพียงทางการเมืองสังคมและวิถีชีวิตคนไทยคือเดินสายกลาง ไม่หลุดโลกไปทางใดทางหนึ่ง
มี 2 ประเด็นที่น่าจะเขียนถึงท่านนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 คือ
ท่านเป็นคนสมถะประหยัดและดำรงชีวิตแบบพอเพียงมาตลอดอุปนิสัยจะช่วยให้บทบาทของท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็นตัวอย่างที่ดี “ Role Model “ ของคนไทยคือ หลังจากรับตำแหน่ง ท่านได้ไปกราบสมเด็จพระสังฆราชและไปพบผู้ใหญ่ที่ท่านเคารพนับถือ คือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์
หนังสือพิมพ์ The Nation เขียนว่า ช่วงที่นายกฯทักษิณชนะการเลือกตั้ง ท่านไป ช็อปปิ้งที่ เอ็มโพเรียมและดื่มกาแฟที่ Starbucks เป็นการเปรียบเทียบวิถีชีวิตของท่านทั้งสองได้ดี
อีกเรื่องหนึ่งภาพของนายกฯ สุรยุทธ์ จะนำไปสู่ภาพของความพอเพียงและเป็นภาพที่สร้างความจริงของสังคมไทย คือจะเจริญทางด้านวัตถุไม่พอ ต้องมี
Heritage รากเหง้า
Head คิดเป็น
Heart มีคุณธรรม
Happiness มีความสุข ความสมดุลในชีวิต
ในช่วง 1 ปีนี้ที่สำคัญคือรูปแบบผู้นำของท่าน จะทำให้นิสัยของคนไทย ที่ฟุ้งเฟ้อ ลดน้อยลง สิ่งไม่ดีต่างๆ เช่นความอยากได้ทุกอย่างเร็วๆ นิยมตะวันตก นิยมวัตถุการไม่เคารพรากเหง้าหรือประวัติศาสตร์ของตัวเอง มองมนุษย์โดยไม่เน้นการเคารพ ( Respect ) และความมีศักดิ์ศรี ( Dignity ) อาจจะดีขึ้นบ้าง โดยเฉพาะหากท่านนายกฯคนใหม่เน้นเรื่องสังคมเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นวิถีชีวิตของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรมและมองสังคมแบบยั่งยืนเป็นหลัก
ประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะยุคคุณทักษิณ ไม่ใช่แค่ระบอบทักษิณแต่เป็นวัฒนธรรมการคิดแบบคุณทักษิณที่เน้นเงินและอำนาจ แบบทุนนิยมที่ไร้ขอบเขตไร้จิตวิญญาณเป็นหลัก ซึ่งในที่สุดแล้ว ไม่เหมาะกับสังคมไทยในระยะยาว จึงต้อง back to basics หลังจากเหตุการณ์รัฐประหารผ่านไป 2 สัปดาห์กว่าสิ่งหนึ่งที่ผมได้เขียนไปแล้วช่วงแรกคือ การสร้างความเข้าใจกับประชาคมโลกเพราะโลกาภิวัตน์ มีหลายเรื่องที่กระทบเรา เช่น
- Information Technology เทคโนโลยีสารสนเทศ และอื่นๆ เช่น Nanotechnology , Biotechnology
- เรื่องการค้าเสรี , WTO , FTA
- เรื่องการเงินเสรี อัตราแลกเปลี่ยน
- บทบาทของจีน อินเดียและลาตินอเมริกา
- เรื่องอิทธิพลของประชาธิปไตย และ human right
- เรื่อง Global warming , ภัยธรรมชาติ
- เรื่องสงคราม และการก่อการร้าย
- เรื่องน้ำมันหมดโลกและพลังงานทดแทน
- เรื่อง Bird Flu หรือไข้หวัดนก
เรื่องใหญ่คือเรื่องมาตรฐานประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชนของตะวันตก
จริงอยู่การศึกษากำหนดมาตรฐานต่างๆ ต้องเน้นทฤษฎี 2 R’s ของผมซี่งเน้นว่าจะวิเคราะห์อะไรต้องประกอบด้วย :
Reality ความจริง
Relevance ตรงประเด็น
ประชาธิปไตยภายใต้ระบอบทักษิณเป็นเรื่องไม่ปกติหากปกติคงจะไม่มีการขัดแย้ง ไม่มีคดียุบพรรค ไม่มีคดีฉ้อราษฎร์บังหลวงความแตกแยกในสังคมไทย ขาดคุณธรรม จริยธรรม
ดังนั้นคนไทยจะต้องอธิบายว่า ปฏิวัติเกิดขึ้นเพราะอะไร ความจริงคืออะไร และแสดงให้เห็นว่ามาแก้ไขเพื่อไปประชาธิปไตยที่ดีในอนาคต ไม่ใช่เห็นรถถังก็กลัว คล้ายว่าถอยหลัง 1 ก้าว เพื่อไปข้างหน้า 2 ก้าวอย่างมั่นคงและยั่งยืน
การอธิบายต่อสังคมโลกเป็นสิ่งสำคัญอย่าให้มาตรฐานของตะวันตกเป็นมาตรฐานโลกมากำหนดตัวเราเท่านั้นสหรัฐอเมริกายังไม่เห็นพูดถึงประชาธิปไตยในปากีสถาน บางครั้งอเมริกาก็มี Double Standard ด้วย จึงขอเรียนว่า อย่าตกใจไปกับข่าวทางลบของต่างประเทศมากเกินไปผมคิดว่าอธิบายได้ ผมเป็นคนหนึ่งที่อธิบายให้เพื่อนต่างประเทศทุกวัน
หวังว่าข่าวรัฐประหารจะค่อยๆ จางไป แต่จะขอฝากท่านนายกฯ คนใหม่คือเรื่องปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปให้คนไทยคิดเป็น เป็นสังคมการเรียนรู้ อยากรู้อยากมีทุนทางปัญญา ไม่ใช่เห็นแก่ใบปริญญาเท่านั้น โดยเฉพาะในภาคอีสานและภาคเหนือประชากรส่วนมาก รอให้รัฐบาลช่วยเหลือ จะทำอย่างไรให้เขาพึ่งตัวเองได้มากขึ้นเพราะงานของรัฐบาลชั่วคราวที่สำคัญ ต้องปรับอุปนิสัยแบมือขอที่รัฐบาลไทยรักไทยทำอย่างต่อเนื่องมา 6 ปีเต็ม อบต.หรือองค์กรปกครองท้องถิ่นต่างๆจะมองการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชาวชนบทอย่างไร การจะให้อะไรแบบประชานิยมก็ต้องแน่ใจว่าระยะยาวอยู่รอดและเข้มแข็งขึ้น
หนังสือพิมพ์ Herald Tribune เขียนว่าการทำให้ชาวบ้านพอใจนั้น พรรคไทยรักไทยเก่งมาก เขาเน้นการตลาดการคิดนอกกรอบ การมีนวัตกรรมทางนโยบาย การใช้พลังทุกอย่างซึ่งรัฐบาลชุดใหม่จะต้องมีความเข้าใจ และปรับนโยบายระยะยาวต้องพิจารณาประเด็นเหล่านี้ด้วย
ขอจบด้วยการเล่าถึงโครงการต่อเนื่องที่ผมทำอยู่ 2 โครงการคือ
โครงการ Learning Forum ที่ Ho Chi Minh ที่ได้จัดไปเมื่อวันศุกร์ที่ 29 กันยายน ซึ่งได้เห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีคุณค่าต่อผู้นำทางภาคเกษตรของเวียดนามมากเขาศึกษาอย่างละเอียด และมีบรรยากาศในการแลกเปลี่ยนความคิดที่น่าสนใจ ยิ่งกว่านั้นเวียดนามจะขอมาดูงานที่ประเทศไทยด้วย ต้องถือโอกาสขอบคุณท่านกงสุลใหญ่ คุณสมปองสงวนบรรพ์ และเจ้าหน้าที่ของสถานกงสุล คุณปาริฉัตร ลื้อไพบูลย์พันธ์ คุณพิมพ์พิรีไพรามาน การทูตภาคประชาชนต้องมีรัฐบาลมาเป็นแนวร่วมด้วย
กงสุลใหญ่ท่านเป็นคนใฝ่รู้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมของมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศมากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานกงสุลมานั่งฟังตลอดได้เห็นวิธีการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม
ผมได้กลับไปที่โรงเรียนบ้านแพง จังหวัดมหาสารคาม เป็นครั้งที่ 3 ในช่วง 3 ปีกลับไปสร้างสังคมการเรียนรู้กับเด็กนักเรียนกว่า 400 คน ผอ.วาสนา เลื่อมเงินเป็นลูกศิษย์ผม และเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่ทำงานนอกกรอบ สนใจการสร้างแนวร่วม Network ลูกศิษย์ก็กระตือรือร้น เช่น กลุ่มมัธยมศึกษา บอกว่า จะให้ผมและมูลนิธิฯช่วยสนับสนุนให้มาดูอุทยานวิทยาศาสตร์ในจังหวัดปทุมธานีการศึกษาในอนาคตไม่สามารถจะใช้แบบการบริหารในกล่อง รอให้รัฐบาลมาช่วยต้องกระโดดออกนอกกล่อง พึ่งตัวเอง และให้นักเรียนเป็นผู้ได้ประโยชน์ไม่ใช่ผู้อำนวยการโรงเรียนวิ่งหาตำแหน่ง เพื่อจะได้ C8 ตลอดเวลา</p>
</span> จีระ หงส์ลดารมภ์
[email protected]
โทร. 02-273-0180, 0-2619-0512-3
โทรสาร 0-2273-0181 <div>
<hr>
</div>