สองสามวันมานี้อากาศที่เชียงใหม่เปลี่ยนจากหนาวเย็นเป็นร้อนชื้นมัวซัวอย่างปุบปับราวกับเป็นการปิดเครื่องปรับอากาศปรับอุณหภูมิในห้องให้เปลี่ยนไปในชั่วอึดใจ มีสภาพครึ้มฟ้าครึ้มฝน รวมทั้งมีฝนตกและเสียงกบเขียดร้องระงมเหมือนเข้าสู่ฤดูฝน แต่ก็นั่งทำงานและเดินไปมาสบายกว่าช่วงอากาศเย็น
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน อากาศหนาวเย็นมากสำหรับผม ผมต้องหาวิธีทำความอบอุ่นให้ตัวเองสารพัด กลางคืนต้องสวมถุงเท้าและสวมเสื้อผ้า ๓-๔ ชั้นจนกลมเหมือนมัมมี่แล้วก็นอนห่มผ้านวมอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งทำให้ไม่สะดวกต่อการทำงานหรือนั่งคุยกับผู้คนที่แวะเวียนมาเยือน นั่งอ่านหนังสือก็ไม่ม่วน นอนก็ไม่อยากหลับ ครั้นถึงตอนกลางวัน ก็หาวิธีทำร่างกายให้อุ่นโดยออกไปขุดดิน ตัดหญ้า ถางไม้ไร่ที่รกเรื้อทั้งในบ้านและตามถนนสาธารณะของชุมชนรอบบ้าน ก็ทำให้ร่างกายอุ่น ใช้แรงกายทำงานได้นาน และเป็นโอกาสดีที่จะได้ปรับแต่งรอบๆบ้านเอาไว้ให้เป็นสภาพแวดล้อมสำหรับใช้บ้านเป็นแหล่งทำงานกับเครือข่ายที่ทำงานต่างๆด้วยกันไปด้วย
แต่พอทำมากๆก็เจ็บกล้ามเนื้อและคันคายตามเนื้อตัว ยิ่งไปกว่านั้น ก็ผสมโรงเข้ากับอาการคัดจมูกเหมือนกับเป็นหวัดแพ้อากาศ จึงกลายเป็นปวดเจ็บตามเนื้อตามตัวและมึนทึบในหัว หากไปทำงานกลางแจ้ง ขุดดิน ถางหญ้า ก็จะไม่ค่อยรู้สึกเกิดความรำคาญ แต่เมื่อนั่งทำงานบนโต๊ะ ก็จะรู้สึกไม่สบายตัว พอตกกลางคืนก็หนาว
วันหนึ่งผมจึงรู้สึกว่าหากจะยอมให้อาการอย่างนี้เกาะกุมผมไปจนกว่าจะหมดหน้าหนาวละก็ ผมคงไม่เป็นอันทำอะไรเป็นแน่ ผมนึกถึงวิธีสู้กับความหนาวหรืออาการไม่สบายเนื้อตัวอย่างที่เคยได้ปฏิบัติกันแถวบ้านผมที่หนองบัวนครสวรรค์อย่างหนึ่งง่ายๆคือ อย่ายอมเดินตามความสบาย เช่น หากรู้สึกหนาว แทนที่จะไปผิงไฟหรือเข้าไปนอนห่มผ้า ก็ถอดเสื้อและนุ่งผ้าขาวม้าเดินไปลงข่ายในคลอง หรือเดินออกไปทำนาแต่เช้าตรู่ สวนทางความหนาวเหน็บไปเลย
แถวบ้านนอกนั้น มีคติว่าคนที่สังคมชาวบ้านที่ยอมให้กับความหนาวร้อนนั้นมักอยู่ในฐานะของผู้อ่อนแอและต้องได้รับการดูแล เช่น เด็กเล็ก คนแก่ คนป่วย คนไม่รู้ความ ส่วนพวกผู้ชาย พ่อบ้าน แม่บ้านแม่เรือน คนหนุ่มคนสาว และเด็กๆที่กำลังเติบโตนั้น มักปลูกฝังกันว่าต้องไม่รักการผิงไฟ ไม่รักการห่มผ้านอนในที่สบาย หรือนั่งทอดหุ่ยแบบสบายในร่ม ต้องออกไปอยู่กลางลมหนาว ฟ้าฝน และเปลวแดด
ดังนั้น เช้าตรู่วันหนึ่งที่อากาศยังคงหนาวเย็นตามเคย ประมาณดูแล้วก็คงจะอยู่ในช่วง ๑๐-๑๒ องศาเหมือนกับวันอื่นๆ ผมก็ลุกขึ้นและถอดถุงเท้ารองเท้าออก แล้วก็ออกไปเดินย่ำน้ำค้างบนพื้นหญ้าริมสระบัวในบ้าน ผมใช้หลักการเจริญสติและกำหนดความรู้ตัวทั่วพร้อมเหมือนกับการอยู่กับตนเองเมื่อเดินจงกรม ทำให้การเดินย่ำน้ำค้างเป็นการสื่อกับความตื่นตัวและสะท้อนการรู้สึกผ่านโสตสัมผัสทุกทิศทุกทาง
แรกเริ่มก็พอยังมีความรู้สึกได้ถึงเรียวใบหญ้าและความหนาวเย็นทั้งจากน้ำค้างและอากาศยามเช้า แต่สักครู่หนึ่ง ก็หนาวและปวดเหมือนยืนอยู่บนน้ำแข็ง ผมรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังประสบระหว่างได้ตามเข้าไปรับรู้และรู้สึกให้ทั่วต่อสิ่งที่กำลังโต้ตอบและสื่อสารออกมาจากภายใน เท้าผมปวด ชา ชาจนไม่สามารถรู้สึกถึงความละเอียดอ่อนของเรียวใบหญ้าที่กำลังเดินอยู่เหมือนกับเมื่อตอนเริ่มลงไปเดิน
แต่ขณะเดียวกัน อาการปวดเจ็บตามเนื้อตัว อาการมึนทึบในหัว อาการคัดจมูกและไม่โปร่งโล่ง ที่แต่เดิมให้รู้สึกรำคาญจนทำให้ต้องหาวิธีแก้และที่สุดก็ทำให้ได้ออกมาเดินนั้น เมื่อเจอเข้ากับความหนาวเย็นจนปวดชามากกว่าที่ปลายเท้า อาการต่างๆทั่วร่างกายที่เคยเป็นก่อนหน้านั้นก็กลายเป็นสิ่งเล็กน้อยอย่างเทียบไม่ได้
เมื่อกำหนดรู้ตามลงไป ก็เหมือนกับความไม่สบายตามส่วนอื่นๆของร่างกาย ได้ค่อยๆไหลไปรวมอยู่ที่เท้าเปลือยเปล่าทั้งสองข้าง ผมเดินไปมาเพื่อสดับประสบการณ์ภายในในห้วงเวลานั้นกำลังให้การเรียนรู้และสื่อสะท้อนความรู้สึกให้ตรงๆแก่ผม จากนั้น ก็ทำกายบริหารเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและกระชับกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย รู้สึกได้ว่าก้มเงย เอี้ยวตัว และยืดเหยียดแขนขาได้ดีขึ้นมาก
ผมทำอย่างเดียวกันอีกสองวัน ก็ได้ผลที่ดีแก่ตนเองแบบเดียวกัน ผมจึงมีวิธีฟื้นฟูตนเองสำหรับใช้ในสถานการณ์อย่างนี้เพิ่มขึ้นอีกวิธีหนึ่ง ผมเก็บประสบการณ์นี้ไว้ใช้กับตนเอง ไม่นึกว่าจะได้แบ่งปันกับคนอื่นด้วย
แต่อีกไม่กี่วันต่อมา ผมก็ได้มีโอกาสต้อนรับกลุ่มผู้เป็นที่เคารพนับถือรุ่นอาวุโสกว่าผมกลุ่มหนึ่งซึ่งพากันไปทำงานที่เชียงใหม่และแวะไปนั่งคุยกันและนอนกับผมคืนหนึ่ง อันที่จริงนั้น พี่ๆกลุ่มนี้เเป็นกลุ่มคนที่มีหน้าที่การงานต่อสิ่งที่มีความสำคัญมากของสังคม แต่กลับให้ความเรียบง่ายและพูดคุยกันสารพันเรื่องราวได้อย่างสนุกสนาน กระทั่งแทนที่จะได้นั่งต้อนรับกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในที่ซึ่งเตรียมไว้อย่างเป็นสัดเป็นส่วนตามอัตภาพของผม ก็กลายเป็นพากันนั่งกระจายไปตามสนามหญ้า โคนมะพร้าว แล้วก็พากันไปนั่งบนบันไดเรียงสลอนหน้าห้องทำงานเอนกประสงค์ของผม เราจึงไม่มีกำแพงระหว่างกัน สามารถคุยและใส่ใจกันได้อย่างคนกันเองในหลายเรื่อง
ระหว่างที่ได้คุยกัน ก็มีพี่สองคนในกลุ่ม ได้พูดถึงการดูแลสุขภาพของตนเองเมื่อเริ่มเป็นผู้สูงวัย ท่านหนึ่งบอกว่าร่างกายเคลื่อนไหวได้ไม่คล่อง มึนทึบ และไม่ปลอดโปร่ง อีกท่านหนึ่งบอกว่ารู้สึกจิตใจไม่นิ่ง ผมเลยชวนทั้งสองท่านให้ตื่นแต่เช้าและออกไปเปลือยเท้าเดินย่ำน้ำค้างด้วยกัน
ถึงตอนเช้าก็มีเพียงท่านเดียวที่ออกไปเดินพร้อมกับผม แต่อีกท่านหนึ่งปรากฏว่านั่งคุยกันถึงตีสี่เลยยังไม่อยากลุก แต่เมื่อผมกับพี่ท่านหนึ่งเดินไปได้สักพัก พี่ท่านที่เดินกับผมก็บอกว่ารู้สึกได้ผลดีมาก เลยไปชักชวนอีกท่านหนึ่งให้เดินด้วยกัน หลังจากเดินแล้วก็ออกปากเหมือนกันว่ารู้สึกดีขึ้นมาก โดยเฉพาะได้ลองก้มเงยและบิดร่างกายสลับกับการเดิน ทำให้สามารถก้มเงยได้อย่างยืดหยุ่น ไม่มึนหัวและไม่ปวดเมื่อยอย่างที่มักเป็นอยู่ประจำ
การเรียนรู้ที่จะสู้กับตนเองและหาวิธีดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน ก็เลยเป็นประสบการณ์ดีๆที่ได้ใช้แบ่งปันให้กับผู้คนรอบข้างที่รักและนับถือกัน ให้ได้สร้างสุขและสร้างคุณภาพชีวิตให้กับตนเองได้ด้วย.
เทคนิคการเปลือยเท้าเดินย่ำน้ำค้าง พร้อมๆ กับเจริญสติ ช่วยเยียวยาภาวะปวดเมื่อยได้อย่างน่าสนใจคะ
ที่บ้าน ติดปัญหาว่ากลัวเหยียบไมยราพ เลยยังไม่ได้ทดลองคะ
สมัยนี้ตื่นกันไม่ค่อยทันน้ำค้างนะครับ
นึกเห็นภาพหนามเต็มไปหมดของไมยราพ กับเวลาโดนตำตอนเดินตัดหญ้าแล้ว ก็ให้รู้สึกแหยงเลยนะครับ หากคุณหมอเดินได้นี่ต้องเป็นโยคีทำทุกขกริยาเลย
เดี๋ยวนี้นอกจากตื่นไม่ค่อยทันน้ำค้างอย่างที่ท่านอาจารย์โสภณว่าแล้ว
คนก็ไม่ชอบน้ำค้างที่ลงมาเกาะตามรถและกระจกอีกด้วยนะครับ
ดีจังเลยนะครับอานารย์
รักษาสุขถาพก้วยนะครับ:-) พ ะ
หากมีโอกาสคุณแสงแห่งความดีลองดูสิ ปรกติเดินเปลือยเท้าย่ำดินนี่ก็เคยได้ยินว่าดีอยู่เหมือนกันนะครับ อย่างพระเวลาเดินบิณฑบาตรนั้น เคยได้ยินครูอาจารย์บางท่านว่าไว้เหมือนกันว่าเป็นการเจริญสติและรักษาสุขภาพแบบองค์รวมอย่างดีไปด้วย
ขอบคุณอาจารย์นะครับ
ราตรีสวัสดิ์ครับ ข ต
...
เมื่อสองเท้า ก้าวย่ำ ลงสู่ดิน
เหมือนดั่งจิต โบกบิน ไปทุกหน
แล้วจึงบิน กลับมา ที่จิตตน
ท่องนะโม สามหน จึงหลับไป
อ้าวที่หลับ เพราะแกล้ง ทำเป็นหลับ
แล้วขยับ สองเท้า เริ่มก้าวได้
ก้าวที่สาม ที่สี่ เริ่มสุขใจ
คิดได้แล้ว จึงกลับไป นอนต่อเอย
...
(ผมเขียนถึงตัวเองน่ะ ท่านพี่ ;)...
เลยได้ตื่นขึ้นมารับราตรีสวัสดิ์กับคุณแสงแห่งความดีเอาเมื่อเช้าของอีกวันเสียแล้วสิ
สมกับเป็นนักสาธารณสุขด้วยนะครับ เป็นสภาพแวดล้อมสื่อสารรักษ์สุขภาพให้กันอยู่เสมอ
สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีนี่ เป็นยาและหมอสร้างสุขภาพที่วิเศษอย่างหนึ่งเหมือนกันนะครับ
...
เมื่อสองเท้า ก้าวย่ำ ลงสู่ดิน
เหมือนดั่งจิต โบกบิน ไปทุกหน
แล้วจึงบิน กลับมา ที่จิตตน
ท่องนะโม สามหน จึงหลับไป
อ้าวที่หลับ เพราะแกล้ง ทำเป็นหลับ
แล้วขยับ สองเท้า เริ่มก้าวได้
ก้าวที่สาม ที่สี่ เริ่มสุขใจ
คิดได้แล้ว จึงกลับไป นอนต่อเอย
...
อ้าว อาจารย์ Wasawat
จะมาโดดกลับไปนอนอีกได้ไง....
พอลงเอย นอนหลับ กลับฝันว่าตื่น
ลุกขึ้นยืน ก้าวซ้าย-ขวา-ทั้งนอนเฉย
ฝันซ้อนฝัน ว่าดันเมื่อยขบ เป็นอย่างเคย
ตกเท้าซ้าย ได้ห้าสิบเลย รีบฝันว่านอน
ต่ออีกเอยก็แล้วกัน ฮ่าา....
ศุกร์อรุณสวัสดิ์ค่ะอาจารย์เซียนศิลป์
น้ำค้างยามเช้าฉ่ำใจหาใดปาน
เคยสัมผัสเนิ่นนานยังตราตรึง
เมื่อปีกลายผ่านมายังคนึง
แสนคิดถึงน้องน้ำค้างหว่างทางเอย
...
ต้องหาช่วงเหมาะไปจับน้ำค้างบ้างอีกแล้ว สุขสันต์และขอบคุณค่ะ
Insight out เร่งเราให้เกิดการพัฒนา ท่านพี่
...
น้ำค้างยามเช้าฉ่ำใจหาใดปาน
เคยสัมผัสเนิ่นนานยังตราตรึง
เมื่อปีกลายผ่านมายังคนึง
แสนคิดถึงน้องน้ำค้างหว่างทางเอย
...
แล้วใยปล่อยน้องน้ำค้าง หว่างทางเล่า
พอแดดผ่าวก็คืนหน เหือดระเหย
ทีหลังสะสมใส่ขวด อย่าผ่านเลย
จิบให้ชุ่มคอเฉยๆ จะเสียงใสดี
อย่างกับหยาดน้ำค้างยามเช้าเอย!!!
สวัสดีครับอาจารย์หมอ JJ ครับ
กำลังนึกอยู่พอดีครับว่าน่าจะมีใครช่วยชี้แนะแนวหาการอธิบายหรือหาความเข้าใจดีๆให้สักหน่อย ก็เลยได้จากอาจารย์เลยละครับ ขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์วิรัตน์
น้ำค้างบำบัด! น่่าสนใจจังค่ะ
สองวันนี้อาการไม่ค่อยดี ควันฟืนจากไม้ยูคาหรือเปล่าหนอ?
พรุ่งนี้...จะลองไปทักทายคุณหมอ"ดอกหญ้ากะน้ำค้าง"ข้างทางดูสักเช้าค่ะ ^____^
ถ้าเดินเก็บใส่ขวดเหมือนลูกเห็บได้ คงจะดีนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีค่ะอ.วิรัตน์
อ่านเรื่องการย่ำน้ำค้างแล้ว น่าสนใจค่ะ จะหาโอกาสทดลองดูบ้างค่ะ
ขออนุญาตแบ่งปันความรู้ที่ได้รับและลองปฏิบัติมาของตัวเอง เป็นคนที่เป็นหวัดง่ายและบ่อยมาก ในอดีต เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เคยทำสถิติไว้ใน 1 ปีเป็นหวัด 13 ครั้งค่ะ
ต่อมาจึงใช้วิธีการสวมถุงเท้าก่อนนอน ทานโยเกิร์ต เพิ่มอาหารที่เป็นผักผลไม้ ออกกำลังกายบ่อยขึ้น อดอาหารล้างพิษช่วยร่างกายบ้างนาน ๆ ครั้ง สรุปผลได้ว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาเป็นหวัดเพียง 3 ครั้งค่ะ
ตามหลักของธรรมชาติบำบัดนั้น ร่างกายมีความสามารถในการเยียวยาตัวเอง การกินยา การพักผ่อน แม้แต่การกินยาต่างๆ เป็นเพียงตัวช่วยให้ร่างกายสามารถเยียวยาตนเองทั้งสิ้น ดังนั้นการดูแลให้ร่างกายอยู่ในสมดุลจะส่งผลให้เรามีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วยง่ายค่ะ
สวัสดีครับคุณตะวันเบิกฟ้าครับ
ไปลองมาแล้วได้เจออะไรบ้างก็อย่าลืมนำมาเล่าสู่กันนะครับ คุณหมอ'ดอกหญ้ากะน้ำค้าง'นี่ฟังดูดีมากเลยนะครับ ให้วิธีคิดต่อการน้อมตนต่อธรรมชาติดีอีกด้วย
เมื่อก่อนนี้ สมัยเป็นเด็กอยู่บ้านนอก ผมเห็นรูปหิมะ ก็ชอบคิดอย่างหนึ่งว่า หากได้ไปเมืองนอกเมืองหิมะ จะพกน้ำหวานเฮลล์บลูบอยกับนมข้นไปด้วย คิดเทียบกับตอนไม่ค่อยมีขนม และน้ำแข็งกับไอติมก็ยากที่จะได้กินน่ะครับ เลยคิดว่าจะต้องได้กอบก้อนหิมะใส่ถ้วยแล้วก็หยอดน้ำหวานกับใส่นมข้นกินให้หนำใจ แต่พอได้มีโอกาสไปจริงๆแล้ว ก็อยากกินชาร้อน น้ำซุป และกาแฟร้อนๆ เดินออกนอกอาคารและเจอหิมะก็ขยาดความหนาวไปหมด
สวัสดีครับคุณหยั่งราก ฝากใบครับ
ขอบพระคุณที่นำเอาประสบการณ์ในการปฏิบัติตนสู้กับการเป็นไข้หวัดมาแบ่งปันนะครับ
การได้บทเรียนบางอย่างจากการย่ำน้ำค้างยามเช้านี่ ทำให้ผมนึกไปถึงหลายอย่างที่อยู่ในวิถีชีวิตและการปฏิบัติต่างๆในสังคม เป็นต้นว่า การถอดรองเท้าและเดินบิณฑบาตรด้วยเท้าเปล่าในยามเช้าของพระภิกขุ การเดินเท้าเปล่าไปเหยียบซังข้าว ยอดหญ้า และน้ำค้าง ระหว่างการออกไปทำนาของชาวนา เหล่านี้ ไม่รู้ว่ามีกุศโลบายและตัวปัญญาที่แยบคายทางด้านสร้างเสริมการดูแลตนเองโดยธรรมชาติของชีวิต ผสมผสานอยู่ในนั้นด้วยหรือเปล่านะครับ
สวัสดีอีกครั้งค่ะอาจารย์
•ไปลองมาแล้วค่ะ แต่ไม่ได้เดินไกล ใช้วิธีหมอบสัมผัสดอกหญ้ากับน้ำค้างมาทั้งตัวแทนค่ะ ^____^
• เลยได้ภาพ ดอกหญ้ากะน้ำค้าง แถมดวงตะวัน มาฝากอาจารย์ค่ะ ^____^
• กอบหิมะใส่ถ้วยหยอดเฮลบลูบอยกับนมข้นเลยหรือคะ? :)
• พวกเราเก็บลูกเห็บใส่ปากกันเลยค่ะ และเก็บใส่ขวดให้ผู้ใหญ่ใช้เข้ายารักษาอะไรก็จำไม่ได้ค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับคุณตะวันดินครับ
เลยก็ได้วิธีดูแลตนเองที่ไม่ใช่เป็นการบำบัดรักษามิติเดียวเท่านั้น ไปด้วยเลยนะครับ
เป็นการเรียนรู้และสร้างความซาบซึ้งโลกรอบข้างในสิ่งเล็กๆ
ทำให้แก่ตนเองแล้วก็ยังสามารถนำมาแบ่งปันต่อๆกันไปได้อีก