ข้อความในหนังสือแปล “เปิดห้องเรียนแห่งความสุข” เขียนโดย ดร.ทาล เบน-ซาฮาร์(Tal Ben-Shahar) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า

ความลื่นไหลเป็นภาวะที่คนคนหนึ่ง กำลังง่วนอยู่กับการทำอะไรบางอย่าง ที่ให้รางวัลอันล้ำค่าในตัวของมันเอง ซึ่งเป็นภาวะที่เรารู้สึกว่า ตัวเราหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับประสบการณ์นั้น โดยที่ “การกระทำและความตระหนักรู้ เชื่อมประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน”

เราทุกคนคงคุ้นเคยกับความรู้สึกขณะกำลังง่วนอยู่กับการอ่านหนังสือหรือเขียนรายงาน จนไม่ได้ยินว่ามีคนเรียกชื่อเราอยู่ หรือขณะกำลังทำอาหาร คุยกับเพื่อน หรือเล่นบาสเกตบอลอยู่ในสวนสาธารณะใกล้บ้าน เราพบว่าเวลาหลายชั่วโมงที่ผ่านไปนั้น เหมือนเพิ่งผ่านไปไม่กี่นาทีเอง ประสบการณ์เหล่านี้นี่เองคือการสัมผัสได้ถึงความลื่นไหล

ตัวเองรู้สึกประทับใจความรู้ ที่ได้รับจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ โดยเฉพาะตอนที่กล่าวถึง “ความลื่นไหล” เพราะทำให้นึกถึงกิจกรรมบางอย่างที่ตัวเองชอบและทำอยู่เสมอ  

ผมตื่นแต่เช้าในวันหยุดวันหนึ่ง ทั้งที่ถ้าเป็นวันทำงานปกติจะตื่นสายกว่านี้(ฮา) หลังเปิดหน้าต่างบ้านพิจารณาฟ้าเมฆแล้ว ทำให้ตัดสินใจว่าจะไปเก็บภาพน้ำท่วมไว้เป็นที่ระลึก

มอเตอร์ไซด์คู่กาย คันเก่า ซึ่งอายุน้อยกว่าลูกสาวลูกชายไม่กี่ปี พาผมห้อตะบึงไปบนเส้นทางประจำ หรือเส้นทางไปกลับโรงเรียนนั่นเอง เคยมองไว้ แถบนี้ยามพระอาทิตย์ขึ้น แสงคงสาดลงกระทบผิวน้ำ ซึ่งขณะนี้แผ่ออกเป็นบริเวณกว้างสุดลูกหูลูกตา ทั้งนี้ก็ด้วยพิษของอุทกภัยครั้งรุนแรงในรอบหลายๆปีอย่างที่เรารู้

เมื่อถึงที่หมาย ชะลอรถเข้าข้างทาง แล้วขับเอื่อยไปเรื่อย สายตาจับเพ่งวัตถุต่างๆกลางท้องน้ำ เพื่อเลือกใช้เป็นองค์ประกอบภาพ แต่ดูแล้วก็เหมือนกันหมด มีต้นไม้ยืนต้นอยู่บ้าง มีห้างนากระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ฟ้าวันนี้ไม่ใส ขมุกขมัว เพราะเมฆหมอกมาก

เมื่อเลือกที่ทางได้แล้ว จึงหยุดรถ เปิดกระเป๋ากล้องออกมาจัดเตรียม สายตาเล็งในช่องมองภาพ เสียงชัตเตอร์ลั่นไม่ขาดระยะ เหตุการณ์ปัจจุบันกำลังทยอยกลายเป็นอดีต โดยหน่วยความจำเฝ้าบันทึกเก็บอย่างขมีขมัน ผมนิ่งงันอยู่ที่นั่นกว่าชั่วโมง เพลิน จนลืมเวลา

ประสบการณ์อย่างนี้กระมังที่เรียกว่า “ความลื่นไหล” ที่สำคัญอีกประโยคหนึ่งในหนังสือ ยังกล่าวด้วยว่า

การเข้าสู่ภาวะลื่นไหล จะทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น..