เมื่อสังคมไทยรู้จัก KM ชัดเจนขึ้น     รู้จักในมิติของการปฏิบัติ    ไม่ใช่รู้จักเชิงทฤษฎีที่จำคำพูดหรือตำรามาแบบนกแก้วนกขุนทอง     เราควรขยายไปทำความเข้าใจการประยุกต์ใช้หลักการและวิธีการ KM ให้มากขึ้น

          ฟ้าประทานเภสัชกรนพดล เหลืองภิรมย์ ผู้ลุ่มหลงสังคมศาสตร์ มาให้คุยกับผม      ฟ้าในที่นี้คือ รศ. ดร. กำจัด มงคลกุล ผู้ที่ผมเคารพนับถือในความเป็นคนดี คนมีสายตายาวไกล     ใช้สายตายาวไกลเพื่อประโยชน์บ้านเมือง     และเคยรับหน้าที่ริเริ่มจัดระบบการจัดการโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ของ สกว. ได้ผลในระดับ "สร้างนวัตกรรม" มาแล้ว

         เรานัดพบกันเย็นวันที่ ๑๘ สค. ๔๙ ที่ห้องประชุมคณบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี     หลังจากผมประชุมกับสภาวิชาการเสร็จแล้ว     คุณนพดล กำลังทำดุษฎีนิพนธ์ปริญญาเอก เรื่อง "การจัดการนวัตกรรม : การพัฒนาตัวแบบความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมของนักวิจัย"      ตอนแรกผมก็ไม่อยากคุยกับคุณนพดล     เพราะเบื่อ นศ. ปริญญาเอกของหลักสูตรที่ผมมองว่าด้อยคุณภาพ      คือเป็นหลักสูตรที่หน่วยงานผู้รับผิดชอบไม่มีองค์ความรู้ด้านนั้นอยู่เลย     ซ้ำร้ายยังไม่ได้สนใจสร้างความรู้ (วิจัย) ด้านนั้นๆ ด้วย     เป็นหลักสูตรจับเสือมือเปล่า เอาสตางค์เป็นเป้าหมาย     ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสั่งสมและสร้างสรรค์องค์ความรู้

        แต่กรณีคุณนพดลเป็นข้อยกเว้น    พอคุยกันไปได้หน่อยผมก็ได้กลิ่นความเอาจริงเอาจังในลักษณะ "นักวิชาการนอกสถาบัน"        แต่ "หมัดน็อค" ที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจอยากคุย ก็ตรงที่โมเดลการวิจัยเน้นที่ สินทรัพย์ที่มองไม่เห็น (intangible assets) หรือทุนทางสังคม (social capital)     ที่วัดได้ด้วย การวิเคราะห์เครือข่ายทางสังคม (Social Network Analysis)     แถมคุณนพดลคุยว่ามี ซอฟท์แวร์ ที่วัดเครือข่ายนี้ได้และยินดีมาเล่าให้ฟังหรือลองวิเคราะห์ให้ดู  ผมก็ตาลุกซีครับ 

        คุณนพดล ส่ง อีเมล์ บทความเรื่อง Innovation  Management : The new proposal of  researcher’s  innovative capacity  enhancement model มาให้อ่าน     ผมก็ยิ่งตาลุก    เพราะเป็นการเสนอให้เห็นว่าการจัดการนวัตกรรมในโมเดลเก่า ละเลยความสำคัญของความรู้ในคน (tacit knowledge)    ละเลยความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างคน  (มีต่อ)

วิจารณ์ พานิช
๒๐ สค. ๔๙