ผมมีลูก ๔ คน      ๔ คนก็ ๔ สไตล์    แต่ละคนมีวิญญาณอิสระของตนเอง

        ลูกคนที่ ๒ พี่สาวภรรยาเอามาเลี้ยงเหมือนลูก     เพราะพี่ไม่มีลูก     พี่รักเขามาก ส่งให้เรียนหนังสือในโรงเรียนที่ดีที่สุด     ซึ่งก็ขึ้นกับความสามารถของตัวลูกด้วย      คือสอบเข้าเรียนได้ที่ สาธิตจุฬาฯ ชั้นประถม    ชั้น ม. ต้นที่สาธิตปทุมวัน    ม. ปลายที่ รร. เตรียมอุดมศึกษา     ได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นไปเรียนวิศวะคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยโอซาก้า     แล้วไปต่อปริญญาโท Computer Science ที่ฮาร์วาร์ด โดยป้าส่งเสียทั้งหมด      ที่จริงถ้าจะเรียนปริญญาเอกคงได้ไม่ยาก แต่เขาบอกว่าขอเรียนแค่นี้

       ลูกเขาบอกว่ายกลูกไปให้คนอื่นเลี้ยงไม่ดี     เขาเสียใจมาก    แต่ก็คงยกโทษให้แล้วเพราะตอนนี้ก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว      แต่ก็เป็นบทเรียนสำหรับผมอย่างมาก

        หลังจากจบปริญญาโท เขาไปทำงานเป็นวิศวกรวิจัยเขียน software ด้าน AI (Artificial Intelligence) ที่บริษัท Matsushita (Panasonic) ที่โอซาก้าอยู่ ๓ ปี     ระหว่างนั้นบอกว่ายังหาตัวเองไม่พบ     งานที่ทำอยู่นี้ยังไม่ใช่ตัวเอง     งานที่ทำนี้ให้เงินเดือนและสวัสดิการงามมาก     ขนเงินกลับบ้านปีละประมาณล้านบาท

         ระหว่างนั้นเขาเข้าไปร่วมงานกับพวก NGO ญี่ปุ่น และกลับมาเมืองไทยทุกปี     มาเป็นล่ามในค่ายอาสาสมัครที่มาช่วยสร้างอาคารให้แก่โรงเรียนในจังหวัดภาคอีสาน

         ทำงานได้ ๓ ปีเขาก็กลับบ้าน  เกษียณอายุงาน     กลับมาทำงานอาสาสมัครเต็มตัวโดยไม่รับเงินเดือน     เมื่ออายุ ๒๘ ปี     ทำได้ปีหนึ่งก็ตั้งมูลนิธิพูนพลัง สำหรับทำงานช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่กำพร้าหรือยากจน     และทำงานอาสาสมัครมาได้ ๔ ปีแล้ว     อ่าน บล็อกของเธอได้ที่ http://gotoknow.org/poonpalang   และเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของมูลนิธิพูนพลังได้ที่ www.geocities.com/poonpalang

         ท่านที่มีลูกแบบนี้จะทำอย่างไร   รู้สึกอย่างไร  

          ที่เล่านี้อย่างย่อนะครับ     ไม่ได้เล่าความรู้สึก และการปรับทุกข์กันระหว่างภรรยากับผม เมื่อเขาบอกว่าจะกลับเมืองไทย     และบอกว่าจะไม่ทำงานหาเงิน     จะทำงานเต็มเวลาให้แก่มูลนิธิ C. A. N. H. E. L. P. Thailand โดยไม่รับเงินเดือน     ตอนนั้นความคิดอย่างหนึ่งของผมก็คือ     ก็ให้เขาลองชีวิตเอง     เราเป็นพ่อแม่ก็มีหน้าที่ให้การสนับสนุนทางใจ     และให้คำแนะนำเท่าที่เรามีความสามารถที่จะทำได้

         เราก็งงๆ นะครับ ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร     แต่นี่ก็อยู่มาได้ดีตั้ง ๔ ปีแล้ว     แถมแวดวงของเขาก็ขยายตัวงอกงาม     เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ     คือแม้จะไม่สะสมทุนที่เป็นเงิน แต่ก็สะสมทุนทางสังคมไว้มากมาย     คือรวยเหมือนกัน แต่รวยคนละแบบ

        ตอนแรกผมก็สงสัยนะครับ ว่าเมื่อพ่อแม่ตายไปแล้วเขาจะอยู่อย่างไร     แต่ดูๆ ไปก็คงจะอยู่ได้   และน่าจะอยู่ได้ดีด้วย     เพราะเขาอยู่แบบง่ายๆ ไม่แพง     เวลาไปเยี่ยมเด็กนักเรียนที่ได้รับทุนก็นั่งรถทัวร์ไป    ไปเชียงใหม่ก็นั่งเครื่องบินราคาถูกไป     เขาชอบชีวิตง่ายๆ และชอบสมาคมกับคนเล็กคนน้อย     เป็นชีวิตที่พอเพียงไปอีกรูปแบบ     ที่อยู่อย่างง่าย  เป็นอยู่อย่างง่าย ยิ่งกว่าผม

       ลูกคนนี้สอนผมว่าความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน    และสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จในชีวิต ก็ไม่เหมือนกัน     เขามีความสุขเมื่อได้ช่วยเหลือคนอื่น ทำเพื่อผู้อื่น   น่าจะเป็นผู้มีบุญมาเกิด

        กิจกรรมอาสาสมัครของเขาก็ช่วยให้ผมได้รับรู้และเรียนรู้ความเคลื่อนไหว     ความคิด    และวิถีชีวิตของคนแบบนี้ไปด้วย      ทำให้ผมซึ่งเป็นคนแคบ บ้างาน บ้าความสำเร็จ ได้มีมุมมองต่อโลก ต่อชีวิต ที่กว้างขึ้น

        เขาเป็น "คนขวางโลก" หรือ "มีรางชีวิตของตนเอง" ยิ่งกว่าผม     ตอนผมทำงานเริ่มตั้งตัวในการงาน ภรรยาก็บอกว่าผมเป็นคนคิดไม่เหมือนคนอื่น     เป็นคนที่จะอยู่ในสังคมยาก     ซึ่งก็เป็นจริงในช่วงอายุ ๓๐ - ๕๐ ปี      แล้วค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ     ยิ่งแก่ยิ่งดี     เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าเราทำแหวกแนวเพื่อสังคม เพื่อบ้านเมือง     ไม่ใช่เพื่อตนเอง      ลูกเขามีโอกาสฉีกแนวไปอีกแบบ   และด้วยประสบการณ์ชีวิตของผมเอง     จึงคิดว่าน่าจะดีสำหรับสังคม ที่มีคนแปลกๆ แบบนี้บ้าง

        ลูกเกิดมาเป็นครู

วิจารณ์ พานิช
๒๒ กค. ๔๙