หอมกลิ่นข้าวจี่ คุณค่าวัฒนธรรม เรียนรู้จากธรรมชาติ.....สงบใจ เป็นหนึ่งเดียว

หมานอนบนลานหิน  ขนาดหมาเจ้าถิ่นยังหนาว  ขดตัวปรับจนเข้ากับสภาพแวดล้อม 
เราก็ต้องหาไออุ่น

คุยกันไปมา  มีข้าวเหนียวเหลือพอในกระติบข้าวแบบสวย  ฝีมือคุณตาคุณยายบ้านเราเอง
ห่างพาแลงมา 2 - 3  ชั่วโมงแล้ว  ท้องเริ่มว่าง
เกลือก็มีติดครัว  ปั้นข้าวเหนียว  เสียบไม้ไผ่  กด ๆ ทาเกลือให้ทั่ว  จี่ไฟพอให้ข้าวแห้ง  พลิกกลับด้านไปมา  ตีไข่ใส่ถ้วย  จุ่มข้าวในไข่  ทีละชั้น ๆ สลับจี่ไฟ  ไข่พอกหนาขึ้น ๆ
คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้  เล่าความฮาของเพื่อน ๆ เมื่อกลางวัน  แลกเปลี่ยนความประทับใจพาแลงเมื่อตอนเย็น  จนข้าวและไข่ได้ที่พอกิน
กลิ่นหอมโชยชาย  ดึงดูดพี่น้องให้ลงมาจากเฮือน (บ้าน)
เพิ่มจำนวนคนมากขึ้น  จี่ไป  กลิ่นหอมไป...กินไป  คุยไป  พักนึง  ก็นอนบนแคร่  แหงนหน้าดูดาว 
ท้องฟ้ามืด  ดาวชัดมาก  สว่างกระจาย  กระจุก  เป็นจุด ๆ เต็มไปหมด
ไม่บ่อยที่จะเห็นฟ้าเต็มตา  ดาวเต็มใจแบบนี้
ภาพบน  ไม่ใช่ดาว  เป็นโคมไฟสะท้อนในน้ำ  แห้งกว่าหน้าฝน  แต่ด้านบนเหนือขึ้นไปเป็นฝาย  เก็บกักน้ำไว้ใช้  และยังพอมีน้ำไหลริน  ตกกระทบโขดหิน 
ยิ่งดึก  ยิ่งเงียบ  ยิ่งดัง  เหนือฝายขึ้นไปยิ่งน่าจะเงียบกว่านี้....ลำน้ำทอน
ตื่นเช้าอีกวัน  ยังมีข้าวจี่แบบกลม  พี่แม่ครัวปั้นให้  แถมสาธิตปิ้งข้าวโป่ง  ของโปรดพี่ฝนทั้งนั้น   ปิ้งข้าวจี่เอง...มือจี่  กินไปจี่ไป
ถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้น้องชิงชิงจี่เป็น 
จี่เป็นแล้ว  ไปดีกว่า 
เดินสำรวจความงามเหนือสายน้ำทอน  เป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน "วังน้ำมอก"
ชีวิตสงบงาม  เมื่อใช้ใจเข้าถึงธรรมชาติ  เรียนรู้และเป็นหนึ่งเดียวกับโลกใบนี้