ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ของจีนแล้ว จีนไม่ต้องให้กองกำลังสหรัฐฯ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่จีนถือว่าเป็นหลังบ้านของตน

สหรัฐอเมริกากับการต่อต้านการก่อการร้ายในเอเชียกลาง

หลังจากเกิดเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมขึ้นที่ตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ในกรุงนิวยอร์ค และอาคารเพนตากอนในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ทำให้สหรัฐฯ ตัดสินใจที่จะโจมตีอัฟกานิสถานเพื่อโค่นล้มรัฐบาลทาลีบัน ซึ่งในขณะนั้น ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) แห่งสหรัฐฯ เชื่อมั่นว่า ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์การก่อวินาศกรรมครั้งนั้น คือ เครือข่ายของขบวนการ “อัลกออิดะห์” (al-Qaeda) ของโอซามะ บิน ลาเดน (Usama bin Laden) และอัฟกานิสถานตกอยู่ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนและให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้าย ดังนั้น สหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องทำสงครามกับอัฟกานิสถานเพื่อไล่ล่าขบวนการก่อการร้ายกลุ่มนี้

สหรัฐฯ จึงเริ่มต้นใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อทำสงครามกับอัฟกานิสถานในวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 2001 ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีประเทศอื่นด้วยสมรรถนะทางทหารอย่างรุนแรง เพื่อหวังทำลายโครงสร้างพื้นฐานและสมาชิกของกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย และยังโค่นล้มรัฐบาลที่ช่วยเหลือให้ที่พักพิงแก่กลุ่มดังกล่าว  เหตุการณ์นี้นับเป็นจุดเปลี่ยนเชิงนโยบายที่สำคัญทีเดียว เพราะก่อนหน้านี้สหรัฐฯ รับมือกับการก่อการร้ายที่กระทบต่อผลประโยชน์ของตน โดยสิทธิอำนาจตามกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อจับกุมและส่งผู้ร้ายข้ามแดนเท่านั้น[61]

การทำสงครามกับอัฟกานิสถาน ทำให้เกิดความจำเป็นที่สหรัฐฯ จะต้องหาพื้นที่ส่วนหน้าในการวางกำลังและยุทโธปกรณ์ให้มีความใกล้เคียงทางภูมิศาสตร์กับอัฟกานิสถาน แต่เนื่องด้วยอัฟกานิสถานเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (คือเป็น “Landlocked Country” ในทางภูมิศาสตร์) ทำให้เกิดปัญหาในการส่งกำลังบำรุง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อวางกำลัง เพราะมิเช่นนั้นแล้ว สหรัฐฯจะต้องพึ่งการโจมตีทางอากาศโดยใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล (Long-range Bombers) เพียงอย่างเดียว แต่การจะพึ่งพากำลังทางอากาศเพียงอย่างเดียวในลักษณะเช่นนั้น อาจส่งผลให้ปฏิบัติการทางบกของสหรัฐฯ เกิดปัญหาได้ง่าย เพราะไม่มีฐานสนับสนุนและส่งกำลังบำรุงอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งสภาพเช่นนี้ทำให้สหรัฐฯ จำเป็นต้องเปิดการเจรจากับผู้นำประเทศที่อยู่ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถานทั้ง 3 ประเทศ คือ อุซเบกิสถาน ทาจิกิสถาน และคีร์กิซสถาน เพื่อนำเอากำลังบางส่วนของตนเข้าไปวางไว้ในประเทศเหล่านี้[62]

สมาชิกของ SCO ทั้ง 3 ประเทศข้างต้น ได้ตอบรับการนำกำลังของสหรัฐฯ เข้าตั้งไว้ในประเทศของตนในทันที โดยการลงนามในความตกลงเกี่ยวกับการใช้ฐานทัพในเอเชียกลาง ทำให้สหรัฐฯ นำกองกำลังของตนเข้ามาจัดตั้งฐานทัพอากาศขึ้น 2 แห่ง แห่งหนึ่งอยู่ที่กรุงการ์ชี-คานาบัด (Karshi-Khanabad) ในอุซเบกิสถาน หรือที่สหรัฐฯ เรียกกันในชื่อ K-2  และอีกแห่งอยู่ที่เมืองมานาส (Manas) ในคีร์กิซสถาน นอกจากกองกำลังของสหรัฐฯ แล้ว ยังมีกองกำลังของ NATO ซึ่งนำโดยสหรัฐฯ ประจำการอยู่ที่เมืองเตอร์เมซ (Termez) ของอุซเบกิสถาน และในทาจิกิสถานอีก 2 แห่ง คือ เมืองดูชานเบ (Dushanbe) และเมืองคูลอบ (Kulob)[63]

ประเทศเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่เอื้ออำนวยให้กองกำลังของสหรัฐฯ เข้าร่วมกับกองกำลังของ “พันธมิตรฝ่ายเหนือ”* (Northern Alliances) ในปฏิบัติการต่อต้านรัฐบาลทาลีบันได้โดยง่าย การใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ มีความมุ่งหมายที่ไม่ใช่แค่เพียงการทำสงครามโค่นล้มรัฐบาลทาลีบันเท่านั้น หากยังครอบคลุมไปถึงปฏิบัติการในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งกำลังกลายเป็น “ระเบียบโลกใหม่” โดยการผลักดันของสหรัฐฯ เพื่อกำหนดวาระของความมั่นคงของโลกในอนาคต[64]

สำหรับรัสเซียโดยการนำของประธานาธิบดีปูติน ซึ่งมีแนวนโยบายต่างประเทศที่นิยมตะวันตก มองว่า การที่สหรัฐฯ เข้ามาทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับรัสเซียในการที่จะยุติการเผชิญหน้า และสถาปนาความสัมพันธ์ใหม่กับสหรัฐฯ ปูตินเป็นผู้นำต่างประเทศคนแรกที่แสดงเจตนารมย์ของตนว่าจะอยู่เคียงข้างสหรัฐฯ และช่วยต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย แต่กลุ่มอนุรักษ์นิยมในรัสเซียซึ่งมองว่าเอเชียกลางมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่เป็นเสมือน “ประตูหลังบ้าน” และกล่าวว่า “รัสเซียไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ จะเข้ามาตั้งฐานทัพถาวรในเอเชียกลาง”[65]   

อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาของปฏิบัติการโค่นล้มรัฐบาลทาลิบันในอัฟกานิสถาน รัสเซียได้ให้การสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไขแก่สหรัฐฯ ด้วยการจัดหาข้อมูลข่าวสารที่สำคัญของรัฐบาลทาลิบันและกลุ่มอัลกออิดะห์ รวมทั้งสนับสนุนอาวุธและยุทโธปกรณ์ทันสมัยจำนวนมากให้กับ “พันธมิตรฝ่ายเหนือ” ของอัฟกานิสถานเพื่อทำสงครามต่อต้านรัฐบาลทาลิบัน นอกจากนี้ รัสเซียยังยินยอมให้ทหารสหรัฐฯ เข้ามาในเขตอิทธิพลดั้งเดิมของตนในเอเชียกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครคาดคิดก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน  นอกจากรัสเซียจะยอมเพื่อที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ แลัว รัสเซียยังยอมให้กับสหรัฐฯ ในประเด็นสำคัญบางประเด็น เช่น การยินยอมโดยดีให้กับสหรัฐฯ ในการถอนตัวออกจาก “สนธิสัญญาต่อต้านขีปนาวุธนำวิถี” (Anti-Ballistic Missile Treaty หรือ ABM) ที่ทั้งสองฝ่ายลงนามกันใน ค.ศ. 1972 และยอมยกเลิกการกำหนดขอบเขตการขยายตัวไปทางตะวันออกของ NATO ซึ่งเป็นการขจัดอุปสรรคของการรับสมาชิกอดีตสหภาพโซเวียตในเขตบอลติก 3 ประเทศเข้าร่วมใน NATO[66]

ทางฝ่ายจีนที่มีปัญหากับสหรัฐฯ มาโดยตลอด ก็ยอมให้กับสหรัฐฯ เช่นกัน เพื่อที่จะให้สหรัฐฯ ยอมประกาศขึ้นบัญชีขบวนการ ETIM ให้เป็นหนึ่งในองค์การก่อการร้าย หลังจากที่สหรัฐฯ เคยปฏิเสธมาแล้วตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ค.ศ. 2001 โดยนายพลแฟรงค์ เทย์เลอร์ (General Frank Taylor) ผู้แทนพิเศษด้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ กล่าวกับทางการจีนว่า “ปัญหานี้เป็นประเด็นทางกฎหมาย จึงควรที่จะแก้ด้วยวิธีทางการเมือง มากกว่าวิธีการต่อต้านการก่อการร้าย”  อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2002 นายริชาร์ด แอล. อาร์มิเทจ (Richard L. Armitage) รองเลขานุการของรัฐบาลบุชก็ประกาศให้ขบวนการ ETIM ในซินเจียงของจีนเป็นองค์การก่อการร้าย ทำให้รัฐบาลจีนพอใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่ประกันได้ว่าจีนจะไม่เจอกับเหตุการณ์อย่างเช่นกรณีของโคโซโวในเวลาอันใกล้นี้[67]

การที่ทั้งจีนและรัสเซียซึ่งถือว่าเป็นมหาอำนาจสำคัญของภูมิภาคยอมให้สหรัฐฯ ในหลายประเด็น อีกทั้งยังยินยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในเรื่องของดุลแห่งอำนาจในภูมิภาคนี้  สาเหตุสำคัญนั้น เนื่องมาจากมหาอำนาจและประเทศต่างๆ ในเอเชียกลางไม่มีจุดยืนในการสร้างความมั่นคงให้กับภูมิภาค ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นเหตุให้ความสำคัญของ SCO ค่อยๆ เลือนหายไป ปัญหาจึงถูกยกขึ้นมาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ SCO ที่มีอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการที่สหรัฐฯ เข้ามาแสดงบทบาทความเป็นผู้นำในการต่อต้านการก่อการร้ายในเอเชียกลางแล้ว จะพบว่า สหรัฐฯ สามารถแก้ปัญหาได้มากกว่า ดังความเห็นของนักวิจารณ์คนหนึ่งที่ได้ให้ความเห็นว่า “การใช้กำลังทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเพียง 5 เดือน สามารถประสบความสำเร็จมากกว่าความพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมายของ SCO ที่ทำมากว่า 5 ปี ย่อมแสดงให้สมาชิกของ SCO ตระหนักว่า แรงขับเคลื่อนแห่งความสำเร็จในการต่อต้านรัฐบาลทาลีบัน กลุ่มอัลกออิดะห์ ขบวนการอิสลามแห่งอุซเบกิสถาน (Islamic Movement of Uzbekistan: IMU) และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ ซึ่งกำลังคุกคามความมั่นคงในภูมิภาคนั้น เกิดมาจากกำลังทางทหารที่เข้มแข็งของสหรัฐฯ เป็นสำคัญ”[68]

การแสดงอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชียกลาง

การเจรจา เพื่อให้ได้มาซึ่งพันธมิตรในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะเป็นการปฏิบัติในลักษณะสองมาตรฐาน ดังจะเห็นได้จากการขอให้ “พันธมิตรฝ่ายเหนือ” เข้าร่วมในการต่อต้านรัฐบาลทาลิบันของอัฟกานิสถานภายใต้การบังคับบัญชาของสหรัฐฯ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า “พันธมิตรฝ่ายเหนือ” ตระหนักถึงกฎหมายระหว่างประเทศน้อยกว่ากองกำลังนานาชาติ ในช่วงยุทธการที่ไปสู่การยึดครองกรุงคาบูลจากฝ่ายทาลิบัน พวก “พันธมิตรฝ่ายเหนือ” ได้สังหารชาวอัฟกานิสถานและชาวต่างชาติจำนวนมากในระหว่างการสู้รบ และอีกจำนวนไม่น้อยถูกจับเป็นเชลย มีหลายกรณีที่กองกำลังของ “พันธมิตรฝ่ายเหนือ” ถูกกล่าวหาว่าทำทารุณกรรมและปฏิบัติอย่างเลวร้ายต่อเชลยศึก แต่ไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น[69] การปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังนอกรูปแบบในลักษณะเช่นนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า การปฏิบัติการจะต้องอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม ในกรณีนี้สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำในเรื่องสิทธิมนุษยชนเพื่อใช้เป็น “ระเบียบโลกใหม่” แต่กลับเป็นผู้ละเมิดเสียเอง ผลก็คือ ดังที่ซาบีล เราะห์มาน (Sabeel Rahman) ได้กล่าวไว้ว่า

“พันธมิตรทางการทหารมิใช่ทั้งการแสดงออกถึงการยึดมั่นในพหุภาคีนิยม (Multilateralism) และไม่ใช่การกลับสู่นโยบายเอกภาคีนิยม (Unilateralism) อันเคร่งครัดเช่นในช่วงสงครามเย็นด้วย แต่เป็นการผสมผสานทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกันอย่างน่ากลัว โดยสหรัฐฯ จะพยายามหาความสนับสนุนจากนานาชาติในรูปใดรูปหนึ่งให้กับการกระทำของตน ขณะเดียวกันก็จะเดินหน้าไปในแนวทางที่ตนเป็นผู้กำหนดไว้แล้ว โดยไม่สนใจว่าความสนับสนุนที่ได้รับนั้นเข้มแข็งหรือชอบธรรมแค่ไหน ผลก็คือ สหรัฐฯ จะได้รับการหนุนหลังจากนานาชาติเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตน แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้สหรัฐฯ ปลอดจากการถูกตรวจสอบทางการเมือง ความสนับสนุนน้อยนิดที่ได้รับจะไม่แข็งแกร่งหรือกว้างขวางพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความรู้สึกว่า นี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สหรัฐฯ พยายามมีอำนาจครอบงำเหนือชุมชนนานาชาติที่ไม่เต็มใจรับ”[70]

อีกกรณีหนึ่งคือ กรณีของอุซเบกิสถาน ซึ่งสหรัฐฯ ในสมัยของประธานาธิบดีบิล คลินตัน (Bill Clinton) ได้เคยประณามระบอบเผด็จการของประธานาธิบดีคาริมอฟว่า มีการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงต่อชาวมุสลิมในประเทศ และได้ปฏิเสธการเพิ่มความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่อุซเบกิสถาน จนเป็นแรงกดดันให้คาริมอฟต้องทำการนิรโทษกรรมนักโทษกว่าพันคนในวันครบรอบ 10 ปีของการประกาศเอกราช เมื่อวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2001 ซึ่งหลังจากนั้นเพียง 10 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน ทำให้ประธานาธิบดี บุช ต้องหันกลับมาสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับอุซเบกิสถาน ด้วยการถอนอุซเบกิสถานออกจากรายชื่อประเทศผู้เป็นภัยคุกคามต่อเสรีในการนับถือศาสนา และเพิ่มความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและทางทหารเป็น 4 เท่า เป็นเงินทั้งสิ้น 220 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2002  ทั้งนี้ ยังไม่รวมค่าเช่าฐานบินเมืองคานาบัด ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  สิ่งต่างๆ ที่สหรัฐฯ ให้อุซเบกิสถานนี้ ชี้ได้ชัดว่า รัฐบาลของบุชละเลยต่อประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของอุซเบกิสถาน จนเป็นเหตุให้รัฐบาลเผด็จการของคาริมอฟใช้การยอมรับของสหรัฐฯ เป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชนของตนเอง[71]

ถึงกระนั้น ประธานาธิบดีคาริมอฟของอุซเบกิสถาน ซึ่งกลายมาเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ ในการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ได้แสดงท่าทีว่ากำลังกลับมาสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีนและรัสเซีย ดังจะเห็นได้จากการเยี่ยมเยือนจีนและรัสเซียอย่างเป็นทางการหลายครั้งหลังเกิดเหตุการณ์การฆาตกรรมหมู่ที่เมืองอันดียัน (Andijan Massacres) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2005  เนื่องด้วยมีผู้ประท้วงราว 2,000 คน ทำการชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาลอุซเบกที่ได้จับกุมนักโทษ 23 คน ซึ่งทางการกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง และได้ยึดสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาทางด้านตะวันออกของเมืองอันดียอนเอาไว้ ในเหตุการณ์นี้กองกำลังฝ่ายความมั่นคงได้ยิงผู้ประท้วงเสียชีวิตกว่า 100 ศพ แต่ทางสื่อมวลชนอิสระรายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ระหว่าง 400 ถึง 600 ศพ และส่วนใหญ่เป็นพลเรือนแทบทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าทางการของอุซเบกจะออกมายืนยันยอดผู้เสียชีวิตว่ามีจำนวน 169 ศพ แต่ก็ถือว่าต่ำกว่าความเป็นจริงมาก[72]

เหตุการณ์นี้นับเป็นเหตุการณ์ที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศซึ่งมีชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนับแต่สหภาพโซเวียตล่มสลาย คาริมอฟซึ่งถูกกลุ่มสิทธิมนุษยชนตะวันตกวิจารณ์เนื่องจากการจับกุมคุมขังชาวมุสลิมที่ต่อต้านรัฐบาลกล่าวว่า พวกกบฏที่ก่อเหตุนั้นมาจากกลุ่มนอกกฎหมายซึ่งมีแนวคิดนิยมสุดขั้ว คือ กลุ่มฮิซบุต ตอห์รี (Hizb ut-Tahrir)  อย่างไรก็ดี กลุ่มอิสลามดังกล่าวปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จากเหตุการณ์นี้ สหรัฐฯ จึงเรียกร้องให้คาริมอฟยอมให้คณะจากนานาชาติเข้าไปทำการสอบสวนเหตุการณ์การฆาตกรรมหมู่ดังกล่าว อีกทั้งยังระงับเงินช่วยเหลือจำนวน 11 ล้านเหรียญสหรัฐ จนกว่าอุซเบกิสถานจะยอมให้นานาชาติเข้าไปสอบสวน[73]  คาริมอฟมองว่า สหรัฐฯ กำลังเข้ามาแทรกแซงการเมืองภายในของตน ทำให้คาริมอฟต้องมองหาการสนับสนุนจากพันธมิตรเก่า นั้นก็คือ จีนและรัสเซีย

ในประเด็นของการแทรกแซงการเมืองภายในนี้ จีนและรัสเซียเองก็มีความเป็นห่วงอย่างมาก เนื่องจากในปี ค.ศ. 1999 NATO โดยการนำของสหรัฐฯ ได้ใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในโคโซโว ซึ่งสหรัฐฯ อ้างว่าประชาคมระหว่างประเทศมีสิทธิที่จะเข้าไปแทรกแซง ถ้ารัฐบาลของประเทศเหล่านั้นทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อประชาชนของตนเอง และถือเป็น “การแทรกแซงเพื่อมนุษยธรรม” (Humanitarian Intervention) จีนและรัสเซียจึงต่อต้านแนวความคิดนี้ เพราะทั้งสองประเทศเป็นห่วงว่า สหรัฐฯ จะใช้กรณีของโคโซโวเป็นแบบอย่างในการเข้ามาแทรกแซงต่อปัญหาการแบ่งแยกดินแดนในประเทศของตน[74] 

ประธานาธิบดีหูจิ่นเทาของจีนจึงแสดงท่าทีสนับสนุนคาริมอฟในเหตุการณ์ที่อันดิยัน โดยคัดค้านสหรัฐฯ และคำวิพากษ์วิจารณ์ของนานาชาติ ทำให้คาริมอฟตัดสินใจเดินทางไปเยือนจีนในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2005 ซึ่งจบลงด้วยการลงนามในสัญญาเกี่ยวกับการค้าน้ำมันมูลค่า 600 ล้านเหรียญสหรัฐ และการทำสนธิสัญญาฉบับใหม่ ซึ่งจีนกล่าวว่า จะกลายเป็นก้าวต่อไปของการเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ระหว่างกัน  ส่วนฝ่ายรัสเซียก็เดินหน้าสร้างความสัมพันธ์กับอุซเบกิซสถาน โดยสนับสนุนว่า เหตุการณ์สังหารหมู่นั้นเป็นเรื่องภายในไม่สมควรให้ต่างชาติเข้ามายุ่งเกี่ยว อีกทั้งยังลงนามในสนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กันในวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 2005[75]

SCO กับการเรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนฐานทัพออกจากเอเชียกลาง

การมีกองกำลังทหารของสหรัฐฯ ในอุซเบกิสถาน ทาจิกิสถาน และคีร์กิซสถาน ในลักษณะที่เป็นส่วนหนึ่งของ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ดูเหมือนจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากนานาประเทศในเอเชียกลางในระยะแรกๆ  แต่สิ่งที่สหรัฐฯ แสดงความมีอิทธิพลของตนออกมา ก่อให้เกิดคำถามโดยตรงว่า กองกำลังของสหรัฐฯ จะประจำการอยู่ในพื้นที่ของประเทศในแถบเอเชียกลางต่อไปอีกนานเท่าใด เพราะไม่มีความชัดเจนว่าสงครามนี้จะจบลงเมื่อใด ซึ่งหากสหรัฐฯ ยังขยายเวลาของปฏิบัติการสงครามต่อต้านการก่อการร้ายออกไปอย่างไม่มีกำหนด ก็อาจทำให้การวางกำลังของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้มีระยะเวลานานขึ้นด้วย

จีนและรัสเซีย มีความกังวลอย่างมากกับการที่สหรัฐฯ เข้ามาขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียกลาง โดยเฉพาะการมีกองกำลังทหารในอุซเบกิสถาน เพื่อเอาไว้ปราบปรามฝ่ายต่อต้านรัฐบาลปัจจุบันของอัฟกานิสถาน ซึ่งสหรัฐฯ หนุนหลังอยู่ ความกังวลนี้ได้ปรากฎให้เห็นในคำประกาศร่วมระหว่างประเทศทั้งสอง เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2005 ในชื่อว่า “คำประกาศว่าด้วยระเบียบโลกใหม่ในศตวรรษที่ 21” (Declaration on New World Order in the 21st Century) อันเป็นคำประกาศที่ออกก่อนการประชุมสุดยอดที่กรุงอัสทานา (Astana) และได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของคำประกาศของที่ประชุมสุดยอดอัสทานาในเวลาต่อมา คำประกาศนี้ได้พุ่งเป้าไปที่สหรัฐฯ โดย SCO “จะยึดมั่นในหลักการบูรณาการแห่งดินแดน ไม่แทรกแซงกิจการภายใน และไม่ยอมรับการรุกรานใดๆ ตลอดจนจะไม่ยอมรับการกระทำการต่อต้านการก่อการร้าย อันมีลักษณะสองมาตรฐาน” คำประกาศดังกล่าวยังเน้นความสำคัญของการร่วมมือทางการค้า และพลังงานระหว่างจีนและรัสเซีย รวมทั้งการซ้อมรบร่วมกันในฤดูร้อนปี ค.ศ. 2005 อันเท่ากับเป็นการตอกย้ำถึงบทบาทความเป็น “เจ้ามหาอำนาจ” ในภูมิภาคเอเชียกลาง[76]

จากนั้น จึงมีการจัดการประชุมระดับผู้นำขึ้นเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 2005 ณ กรุงอัสทานา  ของคาซัคสถาน โดยที่ประชุมได้มีแถลงการณ์ร่วมออกมาฉบับหนึ่ง อันมีเนื้อความว่า ต้องการให้สหรัฐฯ เร่งกำหนดวันถอนกำลังทหารของตนออกจากเอเชียกลาง และหลังจากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดีคามิรอฟก็ได้แจ้งยกเลิกข้อตกลงการใช้ฐานทัพ และให้เวลากับสหรัฐฯ ในการถอนกำลังทหารออกจากอุซเบกิสถานภายใน 180 วัน[77]  นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พอสรุปได้ว่า ประชาชนของแต่ละประเทศสมาชิกจะได้รับหลักประกันในการใช้สิทธิเลือกวิถีทางพัฒนาของตนเอง และประเทศสมาชิกจะต้องไม่ถูกครอบงำในการดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศ (เป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงการแทรกแซงของสหรัฐฯ)

เมื่อ SCO เรียกร้องให้ถอนกำลังทหารออกจากเอเชียกลาง สหรัฐฯ ได้ปฏิเสธความต้องการนี้โดยทันที และตอบโต้กลับไปว่า การตั้งฐานทัพนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงแบบทวิภาคีระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ กับรัฐบาลของคีร์กิซสถาน และอุซเบกิสถาน มิได้ตกลงกับ SCO ถึงแม้โฆษกกลาโหมของสหรัฐฯ จะออกมากล่าว เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 2005 ว่า ฐานทัพเหล่านี้ไม่ได้มีนัยสำคัญอื่นใด นอกจากภารกิจต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานเท่านั้น และสหรัฐฯ ยังพูดอย่างกว้างๆ ว่าจะถอนกำลังออกจากภูมิภาคนี้ก็ต่อเมื่ออัฟกานิสถานมีเสถียรภาพแล้วเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้กำหนดเวลาใดๆ แน่นอน  

ต่อมาในระหว่างที่คาริมอฟไปเยือนมอสโคว์ คาริมอฟก็ได้กล่าวหาสหรัฐฯ โดยอ้อมในระหว่างการให้สัมภาษณ์ออกอากาศทางโทรทัศน์ท้องถิ่นว่า สหรัฐฯ ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอันดิยัน และการก่อกบฏหลายต่อหลายครั้งในรัฐต่างๆ ที่เป็นอดีตสหภาพโซเวียต ซึ่งถือว่าเป็นการแทรกแซงการเมืองภายใน  นอกจากนี้ ประธานาธิบดีคนใหม่ของคีร์กีซสถานยังได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนในทันทีที่เข้ารับตำแหน่งหลังการเลือกตั้งว่า เขาคิดว่า สถานการณ์ในอัฟกานิสถานดูจะมีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว  ดังนั้นสหรัฐฯ จึงน่าจะพิจารณาว่า จำเป็นต้องคงกำลังทหารไว้ในประเทศของเขาต่อไปหรือไม่

จากปฏิกิริยาที่อุซเบกิสถานและคีร์กิซสถานแสดงออกมา ทำให้สหรัฐฯ เกิดความกังวลอย่างมาก จึงได้ส่งโดนัลด์ รัมส์เฟลด์ (Donald Rumsfeld) ไปเยือนเอเชียกลางเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 2005 เพื่อไกล่เกลี่ยปัญหาความตึงเครียดทางการเมือง ในประเด็นของการดำเนินการกับฐานทัพของสหรัฐฯ ในภูมิภาค รัมส์เฟลด์ กล่าวว่า ฐานทัพทั้งสองนี้มีความจำเป็นสำหรับการแก้ปัญหาในอัฟกานิสถาน และยืนยันว่าสหรัฐฯ มิได้มีเจตนาที่จะวางกำลังอย่างถาวรในภูมิภาคนี้[78]  

ข้ออ้างของสหรัฐฯ ในการคงฐานทัพไว้ใน 2 ประเทศ ที่เป็นรัฐมุสลิมตอนใต้ของอดีตสหภาพโซเวียต ก็คือ ทหารสหรัฐฯ สามารถบินเข้าไปส่งกำลังบำรุงให้กับรัฐบาลอัฟกานิสถานเพื่อปราบปรามกลุ่มทาลีบันได้สะดวกกว่าการใช้เส้นทางบกซึ่งยากลำบาก และใช้เวลามาก เพราะภูมิประเทศเป็นภูเขา  นอกจากนี้ พวกคีร์กิซสถานและอุซเบกิสถานยังเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับขุนศึกทางเหนือ (Northern Warlords) ซึ่งครองอำนาจอยู่ในอัฟกานิสถาน โดยรัฐบาลสหรัฐฯ หนุนหลังอยู่ อันจะทำให้พูดจากันง่ายขึ้น  อย่างไรก็ตาม การมีฐานทัพสหรัฐฯ อยู่ทางตอนใต้ของรัสเซีย และทางตะวันตกของจีน ทำให้ทั้งสองประเทศไม่พอใจอย่างยิ่ง เพราะในเชิงภูมิรัฐศาสตร์แล้ว รัสเซียย่อมไม่ต้องการให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เข้ามาตั้ง “หอสังเกตการณ์” (Watch Tower) เพื่อสอดแนมความเป็นไปในบริเวณหลังบ้านของตน คล้ายกับกรณีวิกฤตการณ์คิวบาในยุคสงครามเย็น ซึ่งสหรัฐฯ ถือว่าละตินอเมริกาเป็นหลังบ้านของตนเช่นกัน ทำให้จีนและรัสเซียรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในบริเวณนี้[79]

ทั้งนี้ ดิมิทรี เทรนิน (Dmitrii Trenin) ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิภาคแห่ง Carnegie Endowment ของมอสโคว์ ได้ให้ความเห็นว่า “ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ของจีนแล้ว จีนไม่ต้องให้กองกำลังสหรัฐฯ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่จีนถือว่าเป็นหลังบ้านของตน” และ “รัสเซียก็รู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่นอยู่ตลอดเวลา จากการที่สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพในดินแดนที่เป็นอดีตสหภาพโซเวียต การเข้ามาใช้สนามบินของสหรัฐฯ ซึ่งโซเวียตเป็นผู้สร้างขึ้นนั้น ถือว่าเป็นการรุกรานทางจิตวิทยา”[80]

สำหรับจีนซึ่งบริเวณด้านตะวันตกของประเทศ คือ ซินเจียงมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม แม้จะรู้สึกว่าฐานทัพสหรัฐฯ มีประโยชน์ในการปราบปรามการก่อการร้ายโดยพวกมุสลิมหัวรุนแรง และอาจจะช่วยชาวจีนมุสลิมในซินเจียงขอแบ่งแยกดินแดนก็ตาม แต่การที่สหรัฐฯ มาอยู่ทางด้านตะวันตกก็เท่ากับเป็นป้อมปราการดักฟัง หรือสอดแนมความเป็นไปในบริเวณเอเชียกลาง ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของรัสเซียและจีนด้วยเช่นกัน  ดังนั้น ความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย จึงทำให้ทั้งสองประเทศประกาศร่วมกันในเวทีการประชุมต่างๆ ของ SCO ว่า ไม่ต้องการให้ประเทศสมาชิกคงฐานทัพสหรัฐฯ ไว้ในภูมิภาคนี้

แม้กระทั่ง ฮามิด การ์ซัย (Hamid Karzai) ผู้นำใหม่ของประเทศอัฟกานิสถานก็ยังกล่าวถึงว่า ในอนาคตจะต้องมีการตัดสินใจว่าจะให้กองกำลังระหว่างประเทศอยู่ในประเทศได้นานเท่าใด เพราะการปล่อยให้กองกำลังตัวอยู่ในประเทศเป็นระยะเวลานาน อาจจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเมืองของผู้นำใหม่ของอัฟกานิสถานได้เช่นกัน และในขณะเดียวกัน ก็อาจจะก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนชาวอัฟกานิสถานในระยะเวลาข้างหน้าได้ ดังที่การ์ซัยได้กล่าวว่า “เมื่ออัฟกานิสถานมีเสถียรภาพและการต่อสู้กับการก่อการร้ายสิ้นสุดลงแล้ว เราจะขอให้กองกำลังระหว่างประเทศถอนตัวออกไป”[81]

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 10-13 ตุลาคม ค.ศ. 2005 ประธานาธิบดีบุชได้มอบหมายให้ คอนโดลีซซ่า ไรซ์ (Condoleezza Rice) รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ของสหรัฐฯ เดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ ในเอเชียกลาง โดยพยายามสร้างความสัมพันธ์เป็นรายประเทศด้วยการเสนอสิ่งจูงใจมากมาย เพื่อต้องการรักษาฐานทัพมานาสในคีร์กีซสถาน หลังจากที่สหรัฐฯ สูญเสียฐานทัพคานาบัดในอุซเบกิสถานไปแล้ว  นอกจากนี้ ไรซ์ยังต้องการให้คาซัคสถานสนับสนุนสหรัฐฯ ในการเข้ามาเป็นผู้สังเกตการณ์ใน SCO ซึ่งทำให้จีนและรัสเซียมีความกังวลเป็นอย่างมาก[82]

การที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียกลางปฏิเสธบทบาทของสหรัฐฯ และหันไปใกล้ชิดกับรัสเซียและจีนมากขึ้น ทำให้บทบาทของ SCO ดูจะมีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย จากเดิมซึ่งประเทศสมาชิกมีการแบ่งเป็น 2 ค่าย คือ ค่ายที่มีนโยบายต่างประเทศเข้าข้างสหรัฐฯ และค่ายที่เข้าข้างจีนและรัสเซีย ก็มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนฝ่ายจีนและรัสเซียมากขึ้น พัฒนาการล่าสุดได้แสดงออกมาในลักษณะที่ SCO พยายามที่จะแสดงตนเป็นองค์การระดับภูมิภาค ที่มีบทบาททั้งทางการเมือง การทหาร และเศรษฐกิจมากขึ้น โดยมีจีนและรัสเซียเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

การซ้อมรบร่วมใน “ยุทธการสันติภาพ 2005”

การซ้อมรบเป็นส่วนหนึ่งในมาตรการต่อต้านการก่อการร้ายของ SCO โดยมอบหมายให้ RATO ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาจากการประชุมสุดยอดที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อปลายเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2002 ผลงานชิ้นแรกของ RATO คือ การซ้อมรบร่วมกันแบบทวิภาคีระหว่างจีนกับคีร์กิซสถานในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2002 โดยมีรัสเซีย คาซัคสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถานเข้าร่วมสังเกตการณ์ และในปีถัดมา SCO ก็จัดการซ้อมรบหลายฝ่ายสำเร็จเป็นครั้งแรก ในชื่อของ “สัมพันธมิตร 2003” (Coalition 2003) เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2003 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์จีนที่ส่งทหารเข้าร่วมซ้อมรบในลักษณะหลายฝ่าย[83]  

ต่อมาในปี ค.ศ. 2005 จีนกับรัสเซียประกาศซ้อมรบร่วมกันเป็นครั้งแรกหลังสิ้นสุดสงครามเย็น การซ้อมรบนี้มีห้วงเวลาในการฝึก 8 วัน ตั้งแต่วันที่ 18-25 สิงหาคม ค.ศ. 2005 ในพื้นที่ภาคตะวันออกของรัสเซีย ด้านเหนือของจีน หรือฝั่งทะเลด้านวลาดิวอสตอร์กของรัสเซีย เยื้องกับญี่ปุ่น  สำหรับวัตถุประสงค์ของการซ้อมรบร่วมในครั้งนี้คือ เพื่อสร้างความเข้มแข็งสำหรับการต่อสู้กับลัทธิการก่อการร้าย ลัทธิแบ่งแยกดินแดน และลัทธินิยมสุดขั้ว ภายใต้กรอบของ SCO โดยใช้ชื่อในการซ้อมรบร่วมนี้ว่า “ยุทธการสันติภาพ 2005” (Peace Mission 2005) ซึ่งมีสมาชิกของ SCO อีก 4 ประเทศ คือ คาซัคสถาน คีร์กิซสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน เข้าร่วมสังเกตการณ์การซ้อมรบ อีกทั้งยังมีอิหร่าน อินเดีย และปากีสถานเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย[84]

ในเรื่องของการให้สถานภาพผู้สังเกตการณ์ สมาชิกของ SCO เพิ่งยอมให้มีสถานภาพการเป็นผู้สังเกตการณ์แก่อิหร่าน อินเดีย และปากีสถาน ตั้งแต่การประชุมสุดยอดของ SCO เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 2005 เพื่อเป็นการขยายอิทธิพลทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจในเวทีระหว่างประเทศ  โดย SCO คาดหวังว่า ประเด็นการก่อการร้ายในแคว้นแคชเมียร์น่าจะแก้ไขได้ เมื่ออินเดียและปากีสถานเข้ามาเป็นพันธมิตรกับ SCO การที่ปากีสถานซึ่งมีอิทธิพลต่อกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมต่างๆ ในภูมิภาคโดยเฉพาะอัฟกานิสถาน ทำให้ปากีสถานได้รับการยอมรับในบทบาทเป็นอย่างมาก  สำหรับอิหร่านนั้น การที่ได้สถานภาพผู้สังเกตการณ์ทำให้ SCO สามารถขยายขอบเขตการดำเนินกิจกรรมไปถึงอ่าวเปอร์เซีย และตลาดพลังงานระหว่างประเทศในบริเวณนั้น[85]

การซ้อมรบร่วมใน “ยุทธการสันติภาพ 2005” มีกำลังทหารของจีนและรัสเซียเข้าร่วมทำการฝึกทั้งสิ้น 10,000 นาย โดยฝ่ายรัสเซียส่งทหารร่วมฝึกประมาณ 1,800 นาย ในการซ้อมรบร่วมครั้งนี้มีแบ่งการฝึกออกเป็น 3 ส่วน คือ  (1) การต่อต้านการก่อการร้าย  (2) การปิดกั้นชายฝั่ง การยกพลขึ้นบก จนถึงการถอนทหาร  และ (3) การฝึกด้วยกระสุนจริง และการฝึกการบังคับบัญชาร่วม[86]  โดยวัตถุประสงค์ของการซ้อมรบนี้ เกิดจากมุมมองของทั้งจีนและรัสเซีย ซึ่งรัสเซียมองการซ้อมรบร่วมนี้ เป็นเหมือนการเตือนให้สหรัฐฯ รู้ว่ารัสเซียกำลังเป็นคู่แข่งในอุตสาหกรรมทางการทหาร  ในการซ้อมรบนี้เป็นเหมือนการแสดงสินค้าให้กับจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่กำลังมองหาอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่  ในขณะที่จีนมองว่า การซ้อมรบนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังไต้หวัน ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่ไต้หวันประกาศเอกราช จีนก็จะใช้กำลังทันที  ดังนั้น การซ้อมรบโดยเฉพาะทางทะเลจึงเป็นสิ่งที่ชี้ได้อย่างชัดเจนว่า จีนมีเจตนาเช่นนั้นจริง เพราะสมาชิกของ SCO ส่วนใหญ่ไม่มีทางออกสู่ทะเล จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล[87]

ความสำคัญของการซ้อมรบ นอกจากจะอยู่ที่เป็นการซ้อมรบร่วมเป็นครั้งแรกหลังยุคสงครามเย็นแล้ว ยังอยู่ที่ความนัยของการซ้อมรบด้วย แม้แต่ละฝ่ายจะใช้กำลังทหารไม่มากนัก แต่เป็นการซ้อมรบที่เน้นการแสดงแสนยานุภาพของการปฏิบัติการร่วมกันทางทะเลและอากาศ ด้วยอาวุธและเทคโนโลยีทันสมัย ในขณะที่ไม่มีการซ้อมรบร่วมทางบก ยกเว้นการซ้อมรบของนาวิกโยธินที่เกี่ยวข้องกับการซ้อมรบทางทะเลเท่านั้น อาวุธยุทโธปกรณ์ที่นำมาซ้อมรบเป็นอาวุธที่ทันสมัยที่เพิ่งปรากฏขึ้นใหม่ๆ ในโลก  แต่สำหรับนักการทหารแล้วเขาก็รู้กันว่า ที่เอามาซ้อมรบกันนี้ยังไม่ใช่ใหม่แท้ เพราะของใหม่แท้ยังคงเก็บงำไว้ไม่ให้โลกรู้อยู่นั่นเอง  แต่ถึงกระนั้นการซ้อมรบครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายก็ได้แสดงให้เห็นว่า ณ บัดนี้สหรัฐฯ ไม่ใช่เจ้าโลกที่จัดการโลกตามอำเภอใจได้อีกต่อไปแล้ว ปฏิบัติการร่วมกันทางการทหารระหว่างรัสเซียกับจีนคือตัวถ่วงดุลมิให้มีการก่อสงครามที่เปิดเผยที่สุดในเวลานี้ ทั้งนี้ จินชานหรง อาจารย์ภาควิ