วิถีแห่งคุณเอื้อ มรรคาแห่งตัวประกอบ
ในเรื่อง NEW EDUCATION series นี้ ผมขอออกตัว (disclaimer) ว่าผมเขียนเอามัน และไม่น่าจะเอาไปอ้างอิงอย่างเป็นทางการ (อนุญาตให้เล่าว่าผมเพ้อเจ้อแบบนี้ได้ ไม่เป็นไร เพราะเพ้อเจ้อเป็นอาการปกติของผม) ถึงตอนนี้ถ้ายังอ่านต่อ ก็เชิญได้เลยครับ
ตอนนี้คนเป็นครูอาจจะตะขิดตะขวงใจ เพราะผมไม่ได้พูดเนื้อ "ความเข้มของเนื้อหา/ความรู้" ที่คุณเอื้อพึงมีเลยสักที ก็น่าเห็นใจครับ เพราะในอดีต เราจะไปเรียนกับใคร คนๆนั้นก็มักจะเป็น scholar ผู้คงแก่เรียน ผู้รู้แจ้งเห็นจริง เราเห็นความ smart ของบรมครู บารมีของท่านเวลาบรรยาย ความเป็น authority ของท่านเวลาไปอยู่ที่ไหน เชื่อว่าบางส่วนที่เข้ามาใน "วงการ scholar" ก็อาจจะมีเงาภาพเหล่านี้เป็น role model เป็นแรงบันดาลใจอยู่พอสมควร
บางทีผมอาจจะต้องเน้นว่า new education series นี้ จะเน้นเป็นการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทราบว่าตนเองเป็นใคร อยากจะเดินไปไหนทำอะไร อยากจะมีอะไร ถึงได้มาเรียน สิ่งที่พูดไปทั้งหมดอาจจะ make sense มากขึ้น และถ้าถามว่าถ้างั้นใช้กับเด็กๆได้ไหม ก็จะตอบว่า "ได้ครับ ในบางสาระ บางบริบท วิธีนี้ก็มีจุดเด่นที่เหนือกว่าการนั่งฟังบรรยายอยู่ไม่น้อย"
การเรียนโดย narrative และใช้วิธีกระบวนการเรียนเป็นหลัก มี "ข้อจำกัด" อยู่เหมือนกัน และถ้าไม่คำนึงข้อจำกัดนี้ ดันทุรังใช้ แทนที่จะดีกลับจะเป็นผลเสีย ข้อจำกัดที่ว่านี้ได้แก่
- ใช้เวลามาก
- ใช้พื้นที่เยอะ
- เหมาะสำหรับสาระที่เกี่ยวข้องหลายมิติ เช่น ชีวิต สังคม
- facilitatorship ต้อง trained เป็นศิลปศาสตร์แขนงหนึ่ง
ใช้เวลามาก
เนื่องจากขั้นตอนในการเรียน ต้องค่อยๆ "ตกผลึก" ซึ่งถ้าจะให้ดี จะไปเร่งมันก็ไม่ได้ เราจะเห็น workshop หลายแบบที่พอจะไปเข้าร่วม ดูรายการ โห 3 วัน 5 วัน 10 วัน ไม่ไหวอะ ใครจะหาเวลาได้มากมายแบบนั้น ฯลฯ จะเห็นว่าคนทำก็ไม่ได้อยากจะใช้เวลาเยอะมากไปกว่าที่จำเป็นหรอก เพราะมันจำกัดเรื่องประสิทธิภาพ แต่เรื่องบางเรื่องเร่งไม่ได้ เช่น ws ภาวนาของสวนโมกข์ เป็นการพัฒนาด้านจิตวิญญาณ การมองตนเอง ค้นหาตนเอง ใช้เวลา 10 วัน จะไปใช้เวลา 1-2 วันไม่ได้ เพราะของพวกนี้พัฒนาจาก "ประสบการณ์ตรง" หมายถึง ทั้งฐานกาย ใจ และความคิด ไม่ใช่ฟัง lecture แล้วจะตรัสรู้ไปในทันทีทันใด พอฝึกฝืนเอาของที่ต้องใช้ 10 วัน เอามายำเหลือ 1-2 วัน แค่เดินทางไปยัง workshop คนก็ใช้เวลาครึ่งวันในการปรับตัว บางคนอดข้าวบ่ายก็เริ่มหงุดหงิด กินน้ำปานะไม่เป็น อยู่ไปได้วันครึ่งเริ่มนิ่งลง อ้าว วันรุ่งขึ้นถึงเวลากลับบ้านแล้ว
ใช้พื้นที่เยอะ และ/หรือ ต้องเลือกพื้นที่ให้เหมาะสม
บางสาระเนื้อหานั่งคิดใคร่ครวญก็พอ บางสาระเนื้อหาต้องลงมือกระทำ ดังนั้นสถานที่ก็ต้องแปรเปลี่ยนและสามารถเป็น critical factors ได้อย่างมาก เช่น จะคุยกันเรื่องการออกกำลังกาย ออกไปๆเหงื่อออก หัวใจเต้นเร็ว จะมี endorphin hormone หลั่งออกมา รู้สึกสุขอย่างประหลาด ลึกๆ พึงพอใจ ฯลฯ อันนี้นั่งจด lecture ไปแค่ไหนก็นึกไม่ออก สุดท้ายก็ "ไม่เข้าใจ" ไม่เข้าใจก็ไม่ทำ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์จริงๆ การทำศิลปบำบัด หัวเราะบำบัด การนวด ฯลฯ พวกนี้ต้องมีพื้นที่ทั้งสิ้น และแม้แต่การเรียนที่ไม่ต้องใช้การเคลื่อนที่เยอะ เช่นฝึกทักษะสุนทรียสนทนา การเลือกบริบทห้องที่จะใช้ก็มีผลต่อ outcomes เช่น noises, temperature etc เราไปดูภูมิทัศน์ของสถานศึกษาที่สัมฤทธิผลสูงๆ อย่างออกซฟอร์ด เคมบริดจ์ ในลานสายตาของนักเรียนจะมี background ที่เสริมความคิดจินตนาการอยู่เต็มไปหมด ไปนั่งอุดอู้ในห้องสี่เหลี่ยมทึมๆ ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีลมถ่ายเท จินตนาการที่ออกมาคงจะพอๆกับนักโทษในคุก ประมาณนั้น
เหมาะสำหรับบางสาระ
ถ้าจะเรียนเรื่องบางเรื่องก็อาจจะไม่ต้องวุ่นวายขนาดนี้ จะอย่างไรก็ตามในศึกษาศาสตร์ ตัว "วัตถุประสงค์การเรียน" ก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดการจัดประสบการการเรียนรู้ให้นักเรียนอยู่ เรื่องบางเรื่องใช้ lecture หรือบรรยาย ก็ยังทรงประสิทธิภาพ ราคาถูก ประหยัดเวลา และได้ผลตรง ก็ใช้ lecture ไป ไม่งั้น ถ้าจะใช้ new education ไปทุกอย่าง เราอาจจะต้องเรียนกัน 8-9 ปีกันหลายปริญญา หรือหมดงบประมาณในการจัดห้องเรียน แต่ถ้าเลือกให้ถูกต้องเหมาะสม จะพบว่าบางอย่างนั้น ถ้าไม่ใช้แบบนี้อาจจะไม่ได้อย่างที่เขียนไว้ในวัตถุประสงค์ได้เลย ยิ่งทักษะประเภท self reflection หรือ การสะท้อนผู้อื่น หรือการสอน cultural competence แต่ไม่เคยสัมผัสความแตกต่างของมุมมอง ความคิด ความเชื่อ จริงๆ มันก็แค่ memory แต่จะไม่เกิดความชื่นชม และการอยากนำไปเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกตนเอง
อย่างสอนๆใน รร.แพทย์เนี่ย ผมก็สงสัยมากเลยว่า values ของแพทย์ ที่เป็น motto อย่างเช่น "เห็นประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นอันดับหนึ่ง ประโยชน์ส่วนตนเป็นอันดับสอง" มันถูกทำให้ชัดเจน ซ่อนเร้น (หรือตรงกันข้าม) กันมากน้อยแค่ไหน เราจะการันตีได้ไหมว่า บัณฑิตแพทย์เกียรตินิยมอันดับหนึ่งทุกคนของเรา จะ represent professional values จริงๆ ไม่ใช่เป็นแค่ bag of information เท่านั้น
วิถีแห่งคุณเอื้อ มรรคาแห่งตัวประกอบ
facilitator จึงต้องผ่านการฝึกฝน และในการฝึกฝนต้องมีภาคปฏิบัติ และในภาคปฏิบัติต้องมีขั้นตอนการสะท้อนจาก mentor และการสะท้อนตนเอง เป็นปัจจัยสำคัญ สภาวะ "ภายใน" ของ facilitator สำคัญต่อกระบวนการมาก สัมฤทธิผลของการเรียนแบบนี้ ไม่ได้ขึ้นกับ "กระบวนการ" แต่ขึ้นกับความเข้าใจความสำคัญของ "บริบท" ต่อการเรียนรู้ของมนุษย์ และเอาความเข้าใจนี้มาดัดแปลงใช้จริงๆ (ไม่ใช่เข้าใจเฉยๆ แต่ไม่ได้นำมาใช้)
facilitator ที่สามารถมีความสุขกับการได้เป็น "ตัวประกอบ" จะง่ายกว่าคนที่แสวงหาการได้เป็น "ผู้แสดงนำ" เพราะที่สุดแล้ว การเรียนแบบนี้ก็เพื่อ "การเรียนรู้ของผู้เข้าร่วม" เป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อสนองตัณหาของคนจัดกระบวนการ และก็ไม่ได้แปลว่าห้าม facilitator เรียนไปด้วย แต่ตรงกันข้าม ขอให้ถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น bonus ของงานก็น่าจะพอ เมื่อนั้นเราจะเป็น "คุณเอื้อ" ได้ทุกเมื่อเชื่อวัน กับลูก กับเมีย กับเพื่อน กับหมาแมว กับศัตรู กับ aliens
ชีวิตที่เบาสบายเช่นนั้น....
มาส่งความสุขด้วยปฏิทินชุด "รอยยิ้มของพ่อ" ค่ะ
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/471969
ขอบพระคุณครับ พี่นงนาท
" ความสุขที่ได้จากการเป็นตัวประกอบ "
และ " การเรียนรู้ที่จะคิดบวก "
ขอจำ 2 ประโยคของอาจารย์ไว้ขึ้นใจเลยค่ะ