อีกกรณีหนึ่ง สารคดีตอนที่เสือหรือสิงห์โต ต้อนไล่ล่าฝูงกระบือ ทำไม่กระบือจึงเป็นเหยือของสัตว์เหล่านี้ เพราะกระบือพากันหวาดกลัว ต่างฝ่ายต่างเอาตัวรอดแล้ววิ่งหนี นึกถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน แต่ถ้าฝูงกระบือรวมตัวกันละ อะไรเกิดขึ้น ฝูงเสือก็ดี ฝูงสิงห์โตก็ดี ฝูงหมายไฮยีน่าก็ดี ก็สู้พลังแห่งฝูงกระบือไม่ได้ นั่นแสดงว่าที่เป็นเหยื่อ หรือตาย ๆ ไปนั้นคือจุดบกพร่อง แต่กลุ่มก้อนสิคือพลัง
สำหรับในภาคบ่าย ทางทีมงานได้แบ่งผู้เข้ามาร่วมเวทีเสวนาเป็น ๗ กลุ่ม ๆ ละประมาณ ๑๐ ตำบล โดยให้มีการคละกันไประหว่างแกนนำของชุมชน(ตำบล) ที่มีความเข้มแข็ง ปานกลาง และกำลังเรียนรู้ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ชุมชนที่เข้มแข็ง ก็จะได้เป็นพี่เลี้ยงให้ ชุมชนที่กำลังเริ่มต้นก็ได้ประสบการณ์ที่ดี ๆ เรียนรู้จากความผิดพลาดของกันและกัน นี้คือโอกาสทองของสังคม
ต่อจากนั้นก็ให้ตัวแทนของกลุ่มต่าง ๆ ได้ลองนำเสนอตามหัวข้อที่ผู้ประสานได้ตั้งโจทย์เอาไว้คือ "ทุกชุมชนให้มองอนาคตกองทุนสวัสดิการของตนเองในอีก ๓ ปีข้างหน้า โดยมองตามกรอบระดับพื้นที่ และระดับนโยบาย"
จากนั้น ทีมของอาจารย์มหาวิทยาลัยพะเยา คือ ผศ.มนตรา, อาจารย์แคท และอาจารย์เปิล ได้สรุปในภาพรวม พร้อมข้อเสนอแนะตามหลักวิชาการในแง่มุมต่าง ๆ เพื่อให้กองทุนสวัสดิการแต่ละตำบลได้ไปปรับแนวคิด เพื่อขยายผลและพัฒนาให้กองทุนเติบโตไปอย่างยั่งยืน
ประเด็นนี้อาจารย์เปิล-วรรณภา ทองแดง ได้สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า กองทุนเกิดขึ้นมาบนเงื่อนไข ๒ ประการ คือ ๑)ปัญหา เช่น ด้านสุขภาพหรือการเงิน ๒)ความต้องการ ที่ประชาชนในชุมชนต้องการเกิดการรวมกลุ่มกันขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานั้นๆ ประเด็นดังกล่าวนี้ จึงทำให้เกิดการบริหารจัดการขึ้นมา ดังนั้น กองทุนไม่น่าจะมีคำจำกัดความ แค่คำว่า "เม็ดเงิน" เท่านั้น แต่อาจหมายรวมเอาถึงทรัพยากรบุคคล ธรรมชาติ ฯลฯ ดังนั้น จึงควรจัดทำคู่มือฉบับพกพาเพื่อให้ชุมชนอื่นได้เรียนรู้ด้วย นอกจากนี้ควรสร้างอาณาจักรของตนเอง เช่น มีบัตรสมาชิก ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์หรือตัวแทนของกองทุน, การร่วมกันผลักให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ๆ ร่วมรับผิดชอบ, การจัดอบรมนักการบัญชีชุมชนมืออาชีพ, สร้างแบบฟอร์มสำรวจกองทุนตามไตรมาส, สร้างธรรมนูญกองทุน ฯลฯ
หลังจากนั้น ก็ได้เปิดเวที ให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีทั้งคำถาม มีทั้งคำตอบ มีทั้งการแสดงความคิดเห็น จากประสบการณ์ของแต่ละชุมชน เมื่อเป็นเวลาอันสมควรแล้ว ทีมงานก็เชิญนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยาคนใหม่(คุณวรวิทย์ บูรณะศิริ) ซึ่งเป็นอดีต NGO เคยเป็นประธานสโมสรไลออน ทำงานด้านสังคมคนหนึ่งมาร่วมรับฟังและให้ทัศนะ
โดยคุณวรวิทย์ ซึ่งพึ่งเข้ามาทำงาน อบจ.ได้เพียง ๗ วัน ได้ใช้คำที่น่าสนใจอีกคำว่า "ผมจะไม่ใช้คำว่าสัญญาว่าจะให้ แต่ผมตั้งใจว่าจะทำ" โดยเล่าเรื่องที่น่าสนใจอีก ๒ เรื่อง คือ
๑.เล่าเรื่องการออม เพราะปัจจุบันสังคมไทยเริ่มไม่มีวินัยเรื่อง "การออม" ยกตัวอย่างตอนเช้าที่ผ่านมาแก๊งหมวกกันน็อค ไปตามทวงหนี้ที่ดอกคำใต้ โดยนั่งมอเตอร์ไซร์มาจากจังหวัดเชียงใหม่ มาข่มขู่ทุกวัน นอกจากสร้างความรำคราญให้แล้วยังความกลัวให้เกิดขึ้นด้วย ต้องนัดไปที่อำเภอฯ นั่งคุยกันระหว่างตัวแทนบริษัทที่ใส่หมวกกันน็อกกว่า ๒๐ คนพร้อมแม่ค้าที่เป็นลูกหนี้ และอีกกรณีหนึ่งที่แม่ต่ำ ต้องเอาร่างกายไปขัดดอก หรือไปมีอะไรกันสามีกลับมาเจอก็เป็นเรื่องใหญ่ ต้องตกลงยกหนี้ให้ เป็นต้น ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องปัญหาทางการเงินอย่างเดียว แต่มันเป็นปัญหาทางสังคมด้วย
๒.ทำอย่างไร? "กองทุนสวัสดิการ" ที่มองมิติ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย แต่อยากจะให้มองในมิติอื่น ๆ เหมือนประกันชีวิตด้วย สิ่งที่ปรารถนาคือการให้ "สมาคมฌาปนกิจ" หมดไป เนื่องจากพี่น้องชาวบ้านเดือดร้อนกันมาก โดยอาจปรับเปลี่ยนมาเป็นกองทุนสวัสดิการแทน หรือยุบรวมกันก็ได้ เนื่องจากจัดงานศพทีหนึ่งใช้เงินเป็นแสน-สองแสน ซึ่งถ้าทำสำเร็จ จะเทิดทูลมากเลยทีเดียว
ท้ายสุดจริง เป็นคิวของผู้เขียนซึ่งเวลาล่วงเลยมาถึง ๑๗.๒๐ น.โดยผู้เขียนได้กล่าวว่า "สภาพเช่นนี้นึกถึงหนังไทย เมื่อตำรวจมา นั่นหมายความว่าหนังกำลังจะจบแล้ว ซึ่งเมื่อนิมนต์อาตมาขึ้นเวที นั่นก็หมายความว่าเวทีจะเลิกแล้ว"
ก่อนอื่น ผู้เขียนพูดถึงโจทย์ที่ทีมงานให้ไปมองอนาคต ๓ ปีของกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งมี ๒ ระดับคือ ๑)ระดับพื้นที่ ๒)ระดับนโยบาย แต่ผู้เขียนขอเพิ่มระดับที่ ๓)ระดับจิตวิญญาณของชุมชนเข้าไปด้วย สายน้ำที่ไหลลงสู่กว๊านพะเยานั้นมีมากกว่า ๑๒ สาย เมื่อแต่ละสายไหลมารวมกัน มันจะไหลวนเพื่อรวมตัวกัน ลักษณะดังกล่าวเป็นกิริยาภาษากลางว่า การวน หรือ การคน แต่ทางล้านนาเรียกกิริยาเช่นนี้ว่า "กว๊าน" จึงเป็นที่มาของคำว่า "กว๊านพะเยา" นี้คือความหมายและที่มาของสายน้ำแห่งนี้ ดังนั้น ใครก็ตาม ไม่ว่าจะมาจากภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคกลาง หรือจังหวัดใด ๆ ประเทศไหน เมื่อมาอยู่จังหวัดพะเยา อาตมาจะเรียกบุคคลนั้น ๆ ว่า "คนพะเยา"
เดิมนั้น เราถูกระบบอุปถัมภ์ครอบงำ จึงต้องพึ่งพิงคนอื่น เช่น เรามีระบบข้ากับเจ้า บ่าวกับนาย กาลต่อมาเรามีตัวแทนของเราเอง ไม่ว่าจะเป็น สส.,สว.,สจ.,สท.,สอบต.ฯลฯ ระบบเปลี่ยนแต่นิสัยคนไทยไม่เปลี่ยนคือยังสร้างนิสัย "รอรับอย่างเดียว" อยู่อีก จึงเป็นที่มาเงินไม่มา-กาไม่เป็น หรือรอรัฐบาลจัดสรรให้ รอ ๆ ๆ ๆ อย่างไม่รู้จักพอ
แม้ภาษิตของไทยหลายภาษิตที่กล่อมเกลาคนให้มีความนึกคิดในเชิงอุปถัมภ์ เช่น สิบพ่อค้า ไม่เท่าหนึ่งพญาเลี้ยง ซึ่งหมายความว่า คุณจะทำงานเองอิสระแค่ไหนก็ตาม ไม่เท่าการมีเจ้านายเลี้ยงหรือรับราชการ, เวลาอวยพรให้ลูกหลานก็บอกว่า ขอให้เป็นเจ้าคนนายคน ซึ่งก็หมายความว่าสามารถใช้อำนาจหน้าที่ เพื่อมาเสริมให้เป็นอำนาจบารมีให้ตัวเองในการทำงาน ใช่หรือไม่? แต่ในทางพระพุทธศาสนากลับมองว่า ใครจะควรช่วยเราอยู่ตลอดเวลา หาได้ไม่ คนเราต้องรู้จักคิด-ทำด้วยตนเอง ดังพุทธภาษิตว่า อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งของตน นี้คือปรัชญาพื้นฐานในการดำรงชีวิตตามแบบวิถีพุทธ
ผู้เขียนกล่าวอีกว่า อาตมานึกถึงเรื่อง "พระมหาชนก" เมื่อเรืออัปปาง ทุกคนคิดว่าว่ายน้ำก็ตาย ไม่ว่ายก็ตาย เพราะอยู่กลางทะเลลึก มองไม่เห็นฝั่ง แต่พระมหาชนกไม่ได้คิดอย่างคนทั่วไป ท่านบอกว่า "เกิดเป็นคน ควรเพียรพยายามให้ถึงที่สุด" จึงใช้สติปัญญาเตรียมการ กินน้ำอ้อยก้อนเพื่อเตรียมให้เป็นพลังงานของร่างกาย นำผ้าที่นุ่งห่มไปชุบน้ำมันเพื่อให้สามารถลอยตัวบนผิวน้ำได้ ปีนขึ้นไปบนเสากระโดงเพื่อเตรียมตัวโดดลงทะเลในขณะที่เรือค่อย ๆ จมลงไปใต้มหาสมุทร จึงทำให้เปลี่ยนแนวคิดที่ว่า "ต้องตายแน่ ๆ" เป็น "ตายไม่แน่ คือเป็นสองทางเลือกคือ ตายก็ได้ อาจไม่ตายก็ได้" ในขณะที่ว่ายมาได้ ๗ วัน ๗ คืน ที่สุดก็มีนางเมขลาอุ้มพระโพธิสัตว์ขึ้นฝั่งไป
อีกกรณีหนึ่ง สารคดีตอนที่เสือหรือสิงห์โต ต้อนไล่ล่าฝูงกระบือ ทำไม่กระบือจึงเป็นเหยือของสัตว์เหล่านี้ เพราะกระบือพากันหวาดกลัว ต่างฝ่ายต่างเอาตัวรอดแล้ววิ่งหนี นึกถึงแต่ประโยชน์ส่วนตน แต่ถ้าฝูงกระบือรวมตัวกันละ อะไรเกิดขึ้น ฝูงเสือก็ดี ฝูงสิงห์โตก็ดี ฝูงหมายไฮยีน่าก็ดี ก็สู้พลังแห่งฝูงกระบือไม่ได้ นั่นแสดงว่าที่เป็นเหยื่อ หรือตาย ๆ ไปนั้นคือจุดบกพร่อง แต่กลุ่มก้อนสิคือพลัง
การรวมกลุ่มกันในเชิงเศรษฐกิจก็ดี ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงพลังเงิน ๒๐ บาท ๓๐ บาท หากเงินจำนวนเหล่านี้รวมกันก็เป็นก้อนใหญ่โตพอสมควร เชื่อหรือไม่ว่าเศรษฐีธนาคาร หรือพ่อค้าต่าง ๆ ร่ำรวยขึ้นมาได้ก็เพราะเงิน ๒๐, ๓๐ บาทของชาวบ้านนี้เอง ดังนั้น จงรวมตัวกันเอาไว้ สามัคคีคือพลัง
การจะทำอะไรก็ตามต้องมีเป้าหมาย และมีปณิธานมุ่งมั่น ชุนหวู่สอนกองทัพไว้ในเรื่องการมีจุดประสงค์ร่วมในการต่อสู้ ในทางพระพุทธศาสนานั้นก็มีหลักธรรมสำหรับการทำงานอย่างมุ่งมันเช่นกัน ในที่นี้จะขอฝากท่านทั้งหลายไว้ เมื่อท่านต้องเจอไฮยีน่าทางการเงิน ไล่ล่าท่านอยู่...โดยเรียกหลักการหรือพุทธทฤษฎีนี้ว่า "หลัก ๕ มี" ดังนี้
๑.ท่านทั้งหลายต้องมีความเชื่อว่า "กองทุนสวัสดิการ" สามารถเป็นที่พึ่งของเราได้ โดยมีความเชื่อใจกันในการทำงานอย่างซื่อสัตย์ด้วย ศัพท์ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าศรัทธา
๒.ท่านทั้งหลายต้องมีความอึด ไม่ท้อแท้ต่อปัญหาอุปสรรค์ แม้จะล้มสัก ๑๐๐ ครั้ง ก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด แม้ไม่มีทางชนะก็ต้องรวมตัวกันเหมือนฝูงกระบือรวมกลุ่มกันไว้
๓.ท่านทั้งหลายต้องรู้ตนเองว่าเก่ง-ด้อย-ดี-เด่นอย่างไร? จะทำการ SWOT ตัวเองก็ได้เพื่อให้รู้จุดอ่อน จุดแข็ง และระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ
๔.ท่านทั้งหลายต้องมีเป้าหมาย และมีความมุ่งมั่น ทำงานจนเกิดทักษะ ซึ่งตรงนี้อาจจะเพิ่มการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ด้วยก็ได้เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน
๕.ท่านทั้งหลายต้องรู้รอบ คือสร้างเครือข่ายในการทำงาน คนที่มีสมองดี ๆ หลังเกษียณแล้วก็ใช้งานท่านหน่อย ในแต่ละชุมชนมีอยู่เป็นจำนวนมากเพื่อจะได้สร้างเครือข่ายคน สังคม ชุมชน ความร่วมมือ ร่วมทำงานต่อไป
ท้ายสุดจริง ๆ ผู้เขียนได้ให้พรให้กับผู้เข้าร่วมเสวนาจำนวนกว่า ๒๐๐ คนที่เป็นแกนนำชุมชนทั่วจังหวัดพะเยาเพื่อให้เดินทางกลับอย่างสวัสดิภาพและเป็นกำลังใจให้ไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อชุมชนของตนเองต่อไป..........