บ่ายวันที่ ๗ ธ.ค. ๕๔ ผมโชคดีได้ไปร่วมประชุมให้ความเห็นต่อผลงานวิจัย “การประเมินผลลัพธ์ของการดำเนินมาตรการสร้างเสริมสุขภาพ : การประเมินความเต็มใจจ่ายของครัวเรือนต่อมาตรการสร้างเสริมสุขภาพของ สสส.” ที่ดำเนินการโดย HITAP
ทำให้ผมได้เห็น research methodology แบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งอาจกล่าวว่าเป็นนวัตกรรมของกระบวนวิธีวิจัย ที่เข้าไปถามความเห็น ของชาวบ้านเกี่ยวกับ สสส. เพื่อจะหาข้อมูลหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าชาวบ้านเห็นคุณค่างานสร้างเสริมสุขภาพตามแนวทางที่ สสส. ดำเนินการอยู่หรือไม่ เพียงใด โดยผมจะไม่เล่ารายละเอียดของวิธีวิจัย เพราะจะยาวมาก และเพื่อความแม่นยำควรรออ่านรายงานของ HITAP โดยตรงจะดีกว่า
เขาวัดการให้คุณค่าผลงานของ สสส. จากตัวเลขว่าชาวบ้าน กลุ่มตัวอย่างเต็มใจจ่ายให้แก่ สสส. ปีละกี่บาท จากการเข้าไปพูดคุย ให้ข้อมูล และตั้งคำถามเชิงเหตุการณ์สมมติว่าหาก สสส. ไม่ได้เงิน จากแหล่งในปัจจุบัน หากจะดำรง สสส. ไว้จะต้องขอเก็บเงินรายปีโดยตรง จากชาวบ้าน เขายินดีจ่ายไหม ปีละเท่าไร โดยมีผู้ช่วยวิจัยที่ได้รับการฝึก อย่างดีเป็นผู้เจรจาต่อรอง
ในการประชุมคณะผู้ทรงคุณวุฒิซักกันไฟแลบทีเดียว เพื่อตรวจสอบ ความน่าเชื่อถือของวิธีการ
ข่าวดีก็คือ ตัวเลขที่ชาวบ้านยินดีจ่ายรวมกัน คิดบัญญัติไตรยางค์ เป็นจำนวนประชากรทั้งประเทศ มากกว่าเงินที่ สสส. ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยข้อสรุปก็คือชาวบ้านเห็นประโยชน์ของการมีหน่วยงานที่ทำงานสร้างเสริมสุขภาพตามแนวทางที่ สสส. กำลังดำเนินการอยู่
ข่าวดีข้อที่ ๒ ผมไ้ด้บอกไปแล้วว่ามีการค้นพบวิธีวิทยาด้านการวิจัยถามความเห็นของตัวแทนประชากรแบบใหม่
ข่าวดีข้อที่ ๓ คือมีข้อมูลดิบของการสัมภาษณ์ตัวแทนประชากรทุกภาคกว่า ๗ พันคน ที่นักวิจัยสามารถนำไปวิจัยตอบคำถามอื่นได้ และทีมวิจัยยินดีให้นำไปใช้ โดย สวรส. เจ้าของทุนก็ยินดี
ผมมีความเห็นมาตั้งแต่ สสส. เริ่มทำงานเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วว่า สสส. ทำงานสร้างเสริมสุขภาพโดยเน้นให้ชาวบ้านรวมตัวกันดำเนินการเป็นหลัก ต่างจากที่ราชการไทยดำเนินการโดยเน้นใช้นักสุขศึกษาเป็นผู้ดำเนินการ แตกต่างกันในระดับกระบวนทัศน์ทีเดียว และเห็นชัดเจนว่า วิธีของ สสส. ใช้เงินน้อยกว่า ได้ผลมากกว่า
บัดนี้ มีผลการวิจัยช่วยยืนยันอย่างมีหลักวิชากการ
ที่จริงผมได้เรียนรู้มากกว่าที่เล่ามาข้างต้น ที่ตื่นตาตื่นใจมากคือ ได้เห็นทักษะในการตั้งโจทย์วิจัย จากโจทย์ปัญหาที่ได้รับ คือ สสส. ทำงานสร้างเสริมสุขภาพให้แก่ประชาชนอย่างคุ้มค่าเงินหรือไม่ แล้วทีม HITAP ก็คิดพัฒนาเป็นโจทย์วิจัยว่า ชาวบ้านยินดีจ่ายเงินจากกระเป๋าตนเองสนับสนุนงานที่ สสส. ดำเนินการหรือไม่ เท่าไร แล้วจึงคิดต่อว่าจะออกแบบการวิจัยอย่างไร
ผมชื่นชมว่า HITAP ภายใต้ภาวะผู้นำของ นพ. ยศ ตีระพัฒนานนท์ มีความสามารถในกระบวนการวิจัยสองขั้นตอนนี้อย่างยิ่ง