จากกรณีศึกษาผู้ป่วยสุรา

นายที ชายไทยอายุ 43 ปี มีอาชีพเป็นรับเหมาก่อสร้าง การศึกษาจบปริญาตรีจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง  เกิดความเครียดจากปัญหาครอบครัว นายทีได้หย่าร้างกับภรรยาและแยกกันอยู่กับลูก อีกทั้งเครียดจากปัญหาโดนให้ออกจากการเป็นครู ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกชีวิตสิ้นหวัง จึงดื่มสุราเพื่อลดความเครียด

จากความเครียดที่สะสมทำให้ผู้ป่วยดื่มสุราอย่างหนัก ดื่มเป็นประจำทุกวันและผู้ป่วยยังติดบุหรี่อีกด้วย  ญาติที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่ทนเห็นสภาพของผู้ป่วยไม่ไหว จึงส่งผู้ป่วยมาบำบัดสุราที่ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติดเชียงใหม่

ในการประเมินหาปัญหา นักศึกษาได้ใช้การแบบประเมินมาตรฐานและแบบไม่มาตรฐาน

โดยในแบบมาตรฐานจะใช้แบบประเมิน TMSE,MOCA,NPI interest checklist,Role Checklist

แบบประเมินไม่มาตรฐานใช้กิจกรรมcircuite และสังเกตุจากกิจกรรมอื่นๆเพื่อดูความสามารถของเค้า เช่น การร้อยลูกปัด การทำป้ายชื่อกับเพื่อนโดยมีอุปกรณ์ที่จำกัด

ปัญหาที่พบจารการประเมินคือ

1.ผู้ป่วยรับรู้ความสามารถของตนเองที่มีอยู่ไม่เหมาะสม

2.ผู้ป่วยมีวิธีการจัดการความเครียดที่ไม่เหมาะสมโดยพึ่งการดื่มสุรา

3.ผู้ป่วยมีปัญหาในการควบคุมตนเองในการดื่มสุรา

4.การจัดการตารางชีวิตของผู้ป่วยในแต่ละวันไม่สมดุล เพราะผู้ป่วยดื่มสุราเป็นประจำทุกวัน และดื่มในช่วงเวลาเดิม

5.การวางแผนในเรื่องของอาชีพในอนาคตของผุ้ป่วยยังไม่แน่นอน

ในแผนการบำบัดให้การรักษา นักศึกษาได้คิดกิจกรรมในการบำบัดภายใต้กรอบอ้างอิง 3 กรอบคือ 1.PEOP 2.Cognitive rehabilitation 3.MOHO 

แต่ละกรอบอ้างอิงมีกิจกรรมการรักษาดังนี้

 1.PEOP : กิจกรรมทำรูปภาพจากกระดาษทิชชู่

 2.Cognitive rehabilitation :กิจกรรมทำรูปภาพจากกระดาษทิชชู่,ถนนชีวิต

 3.MOHO :ถนนชีวิต,ตอบคำถามสถานการณ์สมมุติม,ให้แผนผับความรู้การดื่มสุรา,เขียนตารางกิจกรรมการดำเนินชีวิต จันทร์-อาทิตย์

จากวารสารทางการแพทย์ที่มาสนับสนุนในกรณีศึกษานี้ พบว่าปัญหาของผู้ป่วยสุราหลักๆ คือ 

1.visual-spatial processing
2.problem solving
3.Memory
4.cognitive proficiency
5.ปัญหาด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง (ความเครียด)
ปัญหาที่พบในกรณีศึกษาและนักศึกษาได้ละเลยปัญหานี้คือ visual-spatial processing เป็นปัญหาหลักว่าผู้ป่วยมีความบกพร่องในด้านระบบประสาทแล้ว ดังนั้นเมื่อพบกรณีศึกษาผู้ป่วยสุราเรื้อรัง ก็ควรให้ความสำคัญกับปัญหานี้ด้วย
วารสารทางการแพทย์ฉบับที่ 2 ได้บอกวิธ๊การประเมินความสามารถในการตัดสินใจ 6 ขั้นตอน ซึ่งจากการเปรียบเทียบของวิธีนักศึกษาและวิธีของวารสาร มีวิธีการทำงานคล้ายๆกันในขั้นตอนที่ 1- 4 คือ 
1.หาปัญหา
2.สร้างสัมพธภาพระหว่างผู้บำบัดและผู้ป่วย
3.ให้คำปรึกษาปัญหาของผุ้ป่วย
4.ให้ผู้ป่วยตอบคำถามสถานการณ์สมมุติที่มีลักษณะๆคล้ายๆกับปัญหาของผู้ป่วย  ดูการตัดสินใจว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม
ขั้นตอนที่5-6  นั้นจะเกี่ยวข้องในด้านกฏหมาย ซึ่งยังเป็นประเด็นถกเถียงในเรื่องอัตลักษณ์และประโยชน์ของผู้ป่วย
สรุป
นักศึกษาได้ใช้กรอบอ้างอิง Cognitive rehabilitation ในการให้การรักษาส่วนใหญ่ และเทคนิค CBT ให้ผู้ป่วยเปลี่ยนวิธีคิดเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม (ด้านความคิด,การใช้เวลา,การควบคุมตนเอง) ผุ้ป่วยสามารถเปลี่ยนวิธีคิดได้ถูกต้อง,การวางแผนตารางชีวิตโดยผุ้ป่วยสามารถเลือกกิจกรรมที่มีความหมายต่อตัวผู้ป่วยเองได้
ในการรักษาของกิจกรรมบำบัดควรเน้นด้านการใช้ชีวิตที่สมดุล และในแต่ละวันต้องเป็นกิจกรรมที่มีความหมาย มีความสุขต่อตัวผู้ป่วย