๑๙ ปีแห่งความทรงจำของผมในฐานะ "มนุษย์เงินเดือน" ผมได้ "ของขวัญ" ที่ทุกปีสำหรับตัวผม......แต่ทำไมนะ! ผมจึงมีความรู้สึกว่า "มันยังไม่ใช่"

ผมเริ่มต้นชีวิตการทำงาน เมื่อปี ค.ศ.๑๙๙๓ หลังสำเร็จการศึกษา ได้งานทำทันทีในสายงานที่ปรารถนา งานฝึกอบรม เป็นงานที่ผมรู้สึกในตอนนั้นว่า ผมสามารถทำได้ดี เริ่มต้นจากหน้าที่ เจ้าหน้าที่ฝึกอบรม เรียนรู้กระบวนการต่างๆ งานธุรการ งานภาคสนาม งานสนับสนุน ทำหมดเท่าที่จะได้รับการมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ระหว่างทำงานนั้น สิ่งที่ได้ตามมาก็คือ "เงิน" คือสิ่งที่ผมมีความสุขกับมันมาก เรียกได้ว่าสิ่งที่ผมทำไปนั้นไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่า การมีงานให้ทำ เพื่อแลกกับเงินเดือนที่ผมจะได้รับมา เพื่อจุนเจือทางบ้าน (คณพ่อ-คุณแม่) ที่เหลือซื้อความสุขให้กับตัวเอง ทุกๆปีผมจะมีเงินเก็บเพื่อซื้อของขวัญให้กับตนเองเสมอ

ปีแรก รถมือสองเก่าๆสักคัน เพราะมันเป็นความฝันตั้งแต่เด็กๆ (ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมไปเรียนช่างยนต์ด้วย) แล้วปีต่อๆมา.......บ้าน, รถใหม่ป้ายแดง, โทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์, โน๊ตบุ๊ค, ทีวี, ตู้เย็น, เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ  วัตถุที่เป็นของขวัญสำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างผม ที่ต้องแลกมาด้วย "ความอดกลั้น และความอดทน" กับชีวิตที่ต้อง "หาเช้ากินค่ำ"

สิ่งที่ทำให้ผมเริ่มรู้สึกได้ถึงคุณค่าของของขวัญที่ผมได้รับสำหรับตัวผม ก็คือ การมีโอกาสได้บวชให้คุณพ่อ-คุณแม่ (ผมไม่ได้บวชครบอายุตามประเพณีครับ ผมมาบวชตอนที่อายุค่อนข้างมากแล้ว หลังจากคุณพ่อผมเสียได้ปีกว่าๆ ซึ่งตอนนั้นผมแต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูก) จนหลังจากแต่งงานประมาณ ๘ ปีผมจึงได้รับของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตนั่นคือ ลูกสาวผม "เจ้าแมวน้อยกาฟิลด์"

ความล้ำค่าที่ผมรับรู้ได้จากการเป็นพ่อคนก็คือ "ความอดทน และความอดกลั้น" ที่ต้องมีมากขึ้นกว่าเดิมอีกในความเป็นมนุษย์เงินเดือนของผม ในสมองผมแต่ละวันที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่รุมเร้า ทั้งที่บางครั้งเราแทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย แต่กลับกลายเป็นว่าเข้าไปเกี่ยวกับเขาเต็มๆโดยเฉพาะเรื่องที่ไม่สู้จะดีนัก หรือเรื่องที่ไม่ค่อยจรรโลงใจ ในใจผมมันร้อนระอุเหมือนภูเขาไฟที่มันจะเกินจุดที่จะรับได้อีกต่อไป แต่พอคิดถึงลูก เสียงที่มันฝังอยู่ในสมอง ดังก้องขึ้นมาทันที....."เพื่อลูกๆ ต้องทนๆ อดกลั้นไว้ๆอย่าไปใสใจมัน....." ก็เลยทำให้ระบายความดันที่เกิดจากความร้อนภายในใจของผมออกไปได้บ้าง

วันเวลาล่วงเลยปีนี้เจ้าแมวน้อยกาฟิลด์ครบ๖ ขวบปีแล้ว ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนมาถึงปีที่ ๑๙ วันนี้มานั่งทบทวนบทเรียนความเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ผ่านมา ได้ข้อคิดดีๆมากมายจึงไม่อยากให้มันผ่านเลยไป.....ขอบันทึกไว้ในเว็บที่ผมรักที่สุดนี้ก็แล้วกัน

นิยามของคำว่า "มนุษย์เงินเดือน" ก็คือ "ผู้รับจ้าง" ทำในสิ่งที่ "ผู้ว่าจ้าง" ต้องการให้ทำเหนือสิ่งอื่นใด เรามักเรียกมันอย่างสละสลวยว่า "นโยบาย"

"ผู้รับจ้าง" หมายถึง ผู้ที่ยอมรับได้ในสิ่งที่ "ผู้ว่าจ้าง" ต้องการให้ทำ

"ผู้ว่าจ้าง" หมายถึง เจ้าของ หรือผู้ที่ยินยอมจ่ายเงิน และ/หรือให้ความช่วยเหลือเท่าที่พึงกระทำตามข้อตกลงที่ยอมรับร่วมกันได้ทั้งสองฝ่าย

มนุษย์เงินเดือน หรือผู้รับจ้าง อาจมีบทบาทที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในบทบาทที่แตกต่างกันนี้เองจึงเป็นเหตุให้ต้องมีการกำหนดขอบเขตในบทบาทหน้าที่โดยความเข้าใจในธรรมเนียมปฏิบัติ และ/หรือสิ่งที่เราเรียกมันว่า "ตำแหน่ง" นั่นเอง

เมื่อมีตำแหน่งสิ่งที่ตามมาก็คือ "อำนาจ"  อำนาจที่มาโดยตำแหน่ง รวมกับสิ่งที่มาจากกรอบความเชื่อของคนในวิถีตะวันออกนั่นคือ "ความมีอาวุโส" พร้อมกับบทบาทหน้าที่ในการ "บังคับบัญชา"

การบังคับบัญชา คืออะไร? ผมเชื่อว่าคนที่เป็นส่วนใหญ่ "หลงทาง" กันไปเสียแล้ว และในขณะที่บางคนก็ติดใจในรสชาติ "ความหอมหวาน" ของมันจนยกศรีษะตนเองไม่ขึ้นเสียแล้ว! เพราะคุณตีความกันตรงๆตามความ (ยินดี) ที่จะเข้าใจกันไปเอง

"บังคับ" หมายถึง การกำหนดให้อีกฝ่ายหนึ่งทำในสิ่งที่ไม่ยินดี, ไม่ยินยอม, ไม่เต็มใจ, ไม่พร้อมใจ ให้ลงมือกระทำ

"บัญชา" หมายถึง การสั่งให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องทำในสิ่งที่ให้ทำโดยไม่ต้องลังเลสงสัย

ในวิชา TWI-JR (ตามที่ผมได้รับมาในแบบวิถีของญี่ปุ่น) ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า "ผู้บังคับบัญชา คือ ผู้ที่สร้างผลงานโดยผ่านตัวลูกน้อง" แล้วยังขยายความไว้อย่างน่าสนใจต่อว่า การสร้างผลงานผ่านตัวลูกน้อง หมายความว่า "ตัวเราในฐานะผู้บังคับบัญชาที่มีความพร้อมด้วยคุณสมบัติความเป็นผู้บังคับบัญชาอย่างเหมาะสม เราไม่ใช่ผู้ลงมือทำ แต่เราต้องจูงใจให้ลูกน้องทำและต้องสอนให้เขาทำได้ดีเหมือนเรา อย่างไม่มีอคติ จนเขาสามารถเป็นตัวแทนเราได้ในภายภาคหน้า” และต้องปฏิบัติต่อลูกน้องแต่ละคนโดยคำนึงถึงความเป็น "ปัจเจกบุคคล" ด้วย

ผมมองว่าสิ่งนี้เองที่เป็นวิถีเกื้อกูล และเอื้ออาทรกันของคนญี่ปุ่นในอดีตส่งทอดมาจนถึงปัจจุบัน เสริมสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ซึ่งกันและกันในฐานะ "มนุษย์เงินเดือน" ด้วยกัน

.....ซึ่งตลอดระยะเวลาความเป็นมนุษย์เงินเดือนของผม ไม่เคยได้สัมผัส และรับรู้ได้ถึงบรรยากาศแบบนี้ และผมก็พยายามทบทวนดูซ้ำๆหลายๆครั้ง เพราะเกรงว่าตัวผมเองจะมองโลกในแง่ลบมากเกินไป แต่คิดไม่ออกจริงๆครับ

ในบริบทของเรามีแต่คำพูดที่ฟังแล้วดูดีครับ "เอื้ออาทร", "เกื้อกูล", "สมานฉันท์", "ลดความเหลื่อมล้ำ".....ฟังดูดีจริงๆ แต่ในหลักการปฏิบัติ *_* หดหู่ใจมากๆ ผมไม่ทราบว่าคนที่อยู่ในฐานะอื่นๆเป็นอย่างไร แต่สำหรับคนในฐานะ "มนุษย์เงินเดือน"ครึ่งค่อนชีวิตแบบผม นี่เป็นเพียงมุมมองของผมเท่านั้นครับ ผมคงไม่ได้หมายความว่ามนุษย์เงินเดือนทุกคนต้องคิดเหมือนผมนะ และผมก็ขอภาวนาให้คนอื่นอย่าได้เป็นแบบผมเลย จากใจจริงครับ

ผมไม่ทราบหรอกนะว่างานที่ผมได้ทำอยู่ทุกวัน มันทำให้บริษัทประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าถามว่าอยากทราบไหม? แน่นอนผมอยากทราบ ถ้ามันสามารถวัดออกมาเป็นข้อมูลเชิงปริมาณได้.....

มีสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อมั่นมาจนทุกวันนี้ว่า การที่เราได้ทำงานให้กับบริษัท นั่นคือการที่เราจะได้ใช้โอกาสในการดึงคุณค่าและความดีงามออกจากตนเองมาใช้อย่างมีจุดยืน และสำหรับผมพร้อมที่จะมอบสิ่งนี้กลับคืนสู่บุคลากรทุกคนในองค์กร ด้วยความยินดีและเต็มใจอย่างยิ่ง ในทุกๆครั้งที่ผมได้อยู่หน้าชั้นเรียน

ผมเชื่อว่าคนทุกคนต้องการเป็นคนดี ไม่มีใครอยากจะเป็นคนไม่ดี ถ้าเขาสามารถใช้ "ปัญญา" ในการคิดใคร่ครวญได้ ไม่มีใครอยากเป็นภาระสังคม เพราะคนทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นคน มีจิตวิญญาณในความเป็นมนุษย์ทุกคน หน้าที่ของผมก็คือ "กระตุ้นให้เขาได้ใช้ปัญญาดึงเอาความดีงามในตนเองออกมาใช้ ก็เท่านั้น

มนุษย์เงินเดือนส่วนมากรักองค์กร ในส่วนลึกๆเขาไม่ต้องการจะจากองค์กรไปไหน เพราะเขารู้ดีว่า ถ้าองค์กรอยู่ได้ ตัวเขาและครอบครัวเขาก็จะอยู่รอด เขามีความสำนึกใน "บุญคุณ" ของผู้ว่าจ้าง ที่ได้ให้โอกาส แต่ก็มีไม่น้อยเลยที่พวกเขาต้องจากองค์กรไปด้วยความรัก ความอาลัย จากไปด้วยน้ำตา เพียงเพราะ "มนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีความเข้าใจกัน" 

ปีใหม่ที่จะถึงนี้ ผมได้รับของขวัญอันล้ำค่าที่สุดอีกชิ้นหนึ่งในชีวิต นั่นก็คือ "ความเป็นอิสระทางจิตวิญญาณในการทำงาน" ปิดฉากเกษียณจากชีวิตมนุษย์เงินเดือนตลอดระยะเวลากว่า ๑๙ ปีเสียที โดยการสนับสนุนของภรรยาผม ซึ่งที่ผ่านมาเธออาจจะไม่ค่อยเข้าใจผมอยู่หลายเรื่อง แต่ปัจจุบันเธอเข้าใจในจิตวิญญาณของผม

ความกลัว ความกังวล ความเป็นห่วงอนาคตของลูก มีหมดทุกความรู้สึกครับ แต่เธอได้ให้กำลังใจผมอย่างดีว่า "ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร ทุกอย่างจัดการได้ แค่พอ ไม่ต้องให้เกินความพอดี แค่นี้เราพ่อ แม่ ลูก อยู่กันได้อย่างสบาย" ที่สำคัญ พลังแห่งการปลดปล่อยตัวเองครั้งนี้ มันทำให้ผมมีความมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ท้าทาย ซึ่งในอดีตผมมีแต่คำว่า "ต้องอดกลั้น และอดทน" อยู่เต็มสมองไปหมด จนทำให้เรา "ขาดกลัว" ในการที่จะทำสิ่งที่สร้างสรรค์

.....ขอบคุณสำหรับของขวัญปีใหม่ที่มีค่าที่สุดในชีวิตของผม ชิ้นนี้