คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาขะลุ้ม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจ๋ตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา...

 

 

 

ข้าพเจ้ายืนจดๆ จ้อง อยู่ที่หน้าพระวิหารวัดภูมินทร์สักครู่ ก่อนจะเดินไปถามคุณลุงที่ยืนแถวๆ นั้นว่าเค้าเปิดให้เข้าชมหรือไม่ เนื่องจากภายนอกพระวิหารมีโครงไม้ไผ่ แสดงถึงการบูรณะซ่อมแซมวัดอันงดงามแห่งนี้...นับเป็นโชคดีที่เค้ายังเปิดให้เข้าชม ไม่งั้นข้าพเจ้าคงจะเสียดายมากๆ ที่พลาดการชมจิตรกรรมอันลือเลื่องแห่งเมืองน่าน

 

 

 

ฮูปแต้ม เป็นคำเรียกจิตรกรรมฝาผนังของล้านนา (จะว่าไปแล้วก็คล้ายๆ ภาษาอีสาน ถิ่นกำเนิดของข้าพเจ้า ^^) ฮูปแต้มที่วัดภูมินทร์แห่งนี้ ได้รับการกล่าวขวัญเลื่องลือถึงความงาม และจัดเป็นหนึ่งในสุดยอดของจิตรกรรมเมืองล้านนาเลยทีเดียว...พลาดไม่ได้แน่ๆ

 

พอแง้มประตูเข้าไป ก็พบว่ามีโครงไม้ไผ่สร้างขึ้นเพื่อเตรียมการบูรณะซ่อมแซมภาพจิตรกรรมฝาผนัง แต่กระนั้นก็ไม่สามารถบดบังความวิจิตรบรรจงของภาพวาดได้ อลังการมากๆ เค้าสันนิษฐานกันว่า ศิลปินผู้วาดภาพในวัดภูมินทร์คือ "หนานบัวผัน" ศิลปินพื้นเมืองชาวไทลื้อ ซึ่งเป็นคนเดียวกันกับที่สร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมฝาผนังไว้ที่วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน เพราะเมื่อเปรียบเทียบแล้วพบว่าภาพจิตรกรรมทั้งสองแห่งมีความเหมือนกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นลายเส้นการให้สีสัน ใบหน้าและท่าทางของคนและสัตว์ รวมทั้งการแต่งกายและสภาพแวดล้อมต่างๆ ข้าพเจ้าต้องตามไปดูซะแล้ว ว่าจะเหมือนกันจริงหรือเปล่า...ไม่เชื่อจนกว่าจะเห็นด้วยตาเพราะข้าพเจ้ายึดคติ สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น อิอิ

   

มาดูฮูปแต้มวัดภูมินทร์กันต่อดีกว่าค่ะ...เป้าหมายรูปแรกที่จะไปชมเป็นรูปที่จัดว่าเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเมืองน่านเลยทีเดียว (เหมือนกับต้องไปดูโมนาลิซาที่พิพิธภัณฑ์ Louvre แห่งปารีสยังไงยังงั้น) ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ท่องเที่ยว บนเสื้อยืด โปสการ์ด ก็จะพบเห็นรูปนี้...นั่นก็คือภาพ "ปู่ม่าน ย่าม่าน" ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นภาพ "กระซิบรักบันลือโลก" ภาพนี้อยู่ใกล้ซึ่งอยู่ใกล้กับประตูทิศตะวันตก ตอนที่ข้าพเจ้าไปนั้น มีโครงไม้ไผ่ขวางกัน ทำให้ไม่สามารถเก็บภาพมาแบบเต็มๆ ได้ เสียดายจัง...ขอนำภาพที่เค้าถ่ายลงอินเตอร์เน็ตไว้มาให้ดูแล้วกันนะคะ จะได้เห็นภาพปู่ม่านย่าม่านเต็มๆ

 

 

     

 

 

ชายหนุ่มและหญิงสาวในภาพมีขนาดใกล้เคียงกับคนจริง ทั้งคู่ในชุดแต่งกายแบบพม่าหรือแบบไทยใหญ่(คำว่าม่าน หมายถึงพม่า) ฝ่ายชายจับบ่าหญิงสาวและใช้มือป้องปากทำท่าเหมือนกำลังกระซิบถ้อยคำบางอย่างข้างๆ หู ซึ่งไม่มีใครทราบว่ากระซิบว่าอย่างไร (อ่านะ...ก็จะรู้ได้ไงล่ะ) ตอนแรกคิดว่าอาจจะนินทาข้างบ้าน 555 แต่พอเห็นสายตาทั้งคู่ดูกรุ้มกริ่มแฝงนัยบางอย่าง ก็ชวนคิดว่าคำกระซิบนั้นน่าจะเป็นคำฝากรัก....

   

“คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาขะลุ้ม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจ๋ตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา...”
 “ความรักของน้องนั้น พี่จะเอาฝากไว้ในน้ำก็กลัวเหน็บหนาว จะฝากไว้กลางท้องฟ้าอากาศกลางหาว ก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุมรักของพี่ไปเสีย หากเอาไว้ในวังในคุ้ม เจ้าเมืองมาเจอก็จะเอาความรักของพี่ไป เลยขอฝากเอาไว้ในอกในใจของพี่ จะให้มันร้องไห้รำพี้รำพันถึงน้อง ไม่ว่ายามพี่นอนหลับหรือสะดุ้งตื่น”
คำกระซิบรักของปู่ม่านย่าม่าน โดย....อาจารย์ สมเจตน์ วิมลเกษม ปราชญ์เมืองน่าน

 

 

ฮูปแต้มที่วัดภูมินทร์ดูเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ และจะเพราะด้วยการใช้เส้นโค้งในการวาด ทำให้ภาพดูอ่อนช้อยเป็นธรรมชาติ ลายเส้นเรียบง่ายแต่งดงาม รู้สึกเหมือนกับว่าภาพเหล่านั้นเคลื่อนไหวได้อิสระราวกับมีชีวิตจริง  

ในหนังสือท่องเที่ยวเมืองน่านได้อธิบายเกี่ยวกับฮูปแต้มแห่งวัดภูมินทร์ไว้ว่า  “….ภาพคนในจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ก็เป็นภาพสะท้อนชีวิตชาวน่านในยุคนั้น ศิลปินวาดคนในภาพให้มีใบหน้ากลมแป้น คิ้วรูปวงพระจันทร์ นัยน์ตาที่แฝงความรู้สึกเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม ริมฝีปากเล็กรูปกระจับ และนิยมแสดงอาการดีใจด้วยการเขียนมุมปากเชิดขึ้นทั้งสองข้าง และเขียนมุมปากหุบตกลงถ้าต้องการแสดงความเศร้าเสียใจ ซึ่งแตกต่างกับการเขียนภาพตามแบบอย่างกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิงที่นิยมบอกผ่านความรู้สึกด้วยท่าทางอากัปกิริยาแบบนาฏลักษณ์ และไม่แสดงอารมณ์ผ่านทางใบหน้า จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์จึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างสูง…”  ซึ่งถ้าจะสังเกตก็เป็นไปตามนั้น ข้าพเจ้าค่อนข้างจะเพลิดเพลินกับการดูสีหน้าของคนในภาพ แล้วเดาว่าเค้าคิดอะไรอยู่ หรือมีอารมณ์เช่นใด อิอิ

 

  

 

 

 

 

เรื่องราวส่วนใหญ่ของภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์จะเป็นเรื่องของคันทนกุมารชาดกและเนมิราชชาดก อย่างไรก็ตามศิลปินผู้วาดได้สอดแทรกบอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตชาวเมืองน่านเข้าไปในภาพได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายของหญิงสาวที่นิยมนุ่งผ้าซิ่นตีนจก ซิ่นก่านซึ่งเป็นผ้าทอเอกลักษณ์ของเมืองน่าน การสักลายตามตัวของหนุ่มชาวล้านนา กิจกรรมในวิถีชีวิตประจำวัน ต่างๆเช่นการการพบปะกันของชายหนุ่มและหญิงสาวที่ชานบ้านในขณะที่สาวเจ้ากำลังปั่นฝ้าย หรือภาพการเกี้ยวพาราสี รวมทั้งภาพชาวต่างชาติที่เดินทางมาติดต่อค้าขายในสมัยนั้น  

 

 

ตอนที่ไปชมจิตรกรรมที่วัดภูมินทร์นั้นก็ไม่มีความรู้หรอกค่ะว่า คันทนกุมารชาดกมีเนื้อเรื่องอย่างไรบ้าง พอกลับมาก็รีบค้นเรื่องราว...มาฟังนิทานชาดกเรื่องคันทนกุมารกันมั้ยคะ เผื่อไปชมฮูปแต้มวัดภูมินทร์จะได้ดูอย่างได้อรรถรสยิ่งขึ้น เนื้อเรื่องนี้ดาวค้นได้จากอินเตอร์เน็ตนะคะ...ไม่รู้เรื่องราวจะถูกต้องเพียงไรเหมือนกัน เอาเป็นว่าอ่านเล่นๆ เพื่อความบันเทิง อย่าไปซีเรียส ^o^

 

เรื่องย่อชาดกนอกนิบาตร เจ้าคันทนกุมาร

 

กาลครั้งหนึ่งยุคสมัยใดไม่ปรากฏแน่นชัด รู้แต่ว่านานมาแล้ว ยังมีเจ้านางน้อยตกอับถูกขับให้ออกจากพระราชวัง ออกมาก็มาทำไร่ฝ้ายทอผ้าช่างทุกข์เข็ญเสียกระไร พระยาอินตาเห็นใจส่งพระอินทร์ลงมาแปลงเป็นช้างสารเข้ามาเหยียบเรือกสวนไร่ฝ้ายของพระนาง พระนางน้อยก็ออกมาไล่ ไล่ไปไล่มาก็เหนื่อยเห็นมีน้ำขังในรอยเท้าพญาช้างนั้นดื่มกินแก้กระหาย ต่อมาพระนางจึงตั้งครรภ์ตุ๊บป่องและให้กำเนิดแก่เจ้าชายคันทนกุมาร ในเวลาต่อมา
เมื่อเจ้าคันทนกุมารเติบใหญ่เป็นมานพรูปงาม มีวิชาพลังดังช้างสาร ก็ออกเดินทางผจญภัยเพื่อตามหาบิดาของตนและ ฝึกวิชาต่าง ๆ จนแก่กล้ามิมีผู้ทานพละกำลังของเจ้าชายได้ และบำเพ็ญบุญกิริยาปราบสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ที่มาทำร้ายมนุษย์ อันเป็นการสะสมบุญต่อการเสวยชาติเป็นพระพุทธเจ้า ระหว่างทางได้สหาย 2 คน คือ อ้ายไผ่ร้อยกอ และอ้ายเกวียนร้อยเล่ม
ครั้นมาถึงเมืองหนึ่ง ชื่อว่าเมืองสิงห์ปรากฏว่าพบเจอแต่ซากศพคนเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะว่ามียักษียักษาคู่หนึ่งมีอาวุธสงครามร้ายแรงคือ ไม้เท้าหัวชี้ตายปลายชี้เป็น ซึ่งสามารถชี้ไปที่ผู้ใดก็ตายและเมื่อกลับด้านก็สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้ ยักษียักษาได้เข่นฆ่าชาวบ้านชาวเมืองตายจนหมด จนท่านเจ้าเมืองสิงห์ได้ซ่อนเจ้าหญิงกองสีไว้ในหอกลองเอาไว้ให้พ้นจากน้ำมือยักษ์ร้ายคู่นี้

เมื่อเจ้าคันทนกุมารมาถึงก็ปราบยักษ์ทั้งสองได้สำเร็จ จึงช่วยนางกองสีออกมาจากหอกลองและช่วยชุบชีวิตชาวเมืองให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง และทิ้งบ้านเมืองให้สหายปกครองแทนส่วนตนนั้นได้ออกเดินทางตามหาพ่อของตนต่อไป จากนั้นทุกคนในเมืองจึงเปรมปรีดาและออกมาเฉลิมฉลองด้วยความยินดี หลังจากสิ้นสุดชาติของเจ้าคันทนกุมารแล้วนั้นก็เสด็จกลับไปจุติบนสวรรค์ชั้นดุสิตก่อนที่จะประสูติเป็นพระพุทธเจ้า

 


 


....ค้นหาเรื่องย่อได้แค่นี้ค่ะ เชื่อว่าเรื่องจริงคงยาวกว่านี้แน่ เพราะแอบเห็นภาพที่น่าสนใจอีกหลายตอนเหมือนกัน อย่างภาพนี้ตอนแรกนึกว่าภาพมีชู้ 555….แต่พอไปค้นดูเค้าบรรยายว่าเป็นตอนเจ้าคันทนเสด็จเข้าเมืองชวาวดีและพบนางคำสิงห์ (น่าจะเป็นชาดกที่ยาวมากเรื่องหนึ่ง)

 

 

 

 

 

ภาพที่ข้าพเจ้าชอบมากอีกภาพนั้นอยู่ด้านข้างประตูทางทิศใต้ เป็นภาพของหญิงสูงศักดิ์และชายสูงศักดิ์อยู่คนละฝั่งประตู พอปิดประตูก็จะเหมือนเค้ามาพบกัน อิอิ

 

 

 

ภาพหญิงสูงศักดิ์นี้เป็นหญิงสาวเกล้าผมมวยนั่งเท้าแขนอ่อนอยู่บนเก้าอี้ สไตล์ตะวันตก มือคีบบุหรี่ด้วยท่วงท่าเก๋ไก๋ (บุหรี่น่าจะเป็นชนชั้นสูงสมัยนั้นล่ะมั้ง) บนอกที่เปลือยเปล่ามีผ้าพาดคอปล่อยชายไปด้านหลัง เจาะหูและใส่ม้วนทองซึ่งเป็นแผ่นทองตีบางๆ แกะสลักชื่อและวันเดือนปีเกิดและม้วนใส่ไว้ในติ่งหูที่เจาะไว้
       
 
ภาพชายสูงศักดิ์เป็นชายหนุ่มใส่เสื้อแขนยาวมีผ้าพาดบ่า เหน็บมีดไว้ที่เอว มีบุหรี่เสียบอยู่ในติ่งหูที่เจาะไว้ ที่ต้นขาเป็นลวดลายการสักสีดำซึ่งเป็นความนิยมของชายล้านนา ซึ่งมักจะสักตั้งแต่ท้องไปจนถึงขาอ่อน เลยมักถูกคนภาคกลางเรียกว่า “ลาวพุงดำ” การสักนั้นแสดงถึงความเป็นลูกผู้ชาย เพราะต้องอดทนต่อความเจ็บปวด บางคนจึงต้องดื่มเหล้าขาวหรือสูบฝิ่นระหว่างการสักเพื่อลดความเจ็บปวด เมื่อสักขาเสร็จข้างหนึ่งก็จะจับไข้ไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ แล้วจึงค่อยมาสักอีกข้างหนึ่ง บางคนทนความเจ็บปวดไม่ไหว ยอมสักขาแค่ข้างเดียวก็มี แต่หากชายคนใดไม่มีรอยสักก็จะไม่มีผู้หญิงยอมแต่งงานด้วยเพราะเชื่อว่าไม่มีความอดทน ดังมีคำโบราณเคยกล่าวไว้ว่า ชายใดไม่สักขา ขาขาวอย่างแม่หญิงก็ให้เอาผ้าซิ่นมาใส่เสีย (ถ้าเป็นปัจจุบันข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า...อย่าไปสักเล้ย เดี๋ยวติดเอดส์มาไม่มีผู้หญิงยอมแต่งงานด้วย 555)

 

 

ภาพที่จะพลาดไม่ได้อีกภาพก็คือภาพสาวงามแห่งเมืองน่านที่อยู่ใกล้กับประตูทางด้านทิศตะวันออก หรือบางคนก็เรียกว่า “โมนาลิซ่าเมืองน่าน” คุณเธอมีชื่อว่า”นางสีไว”  แต่จะให้เรียกว่า นางสีไวเมืองน่านก็กระไรๆ อยู่ สาวเจ้ากำลังเกล้ามวยผมแซมประดับด้วยดอกกุหลาบสีโอลด์โรสหวาน ที่ใบหูใส่ม้วนทอง เปลือยอกไม่ใส่เสื้อ มีเพียงผ้าคล้องคอไพล่ชายไปด้านหลัง หน้าตายิ้มแย้ม อิ่มเอมดูมีความสุข หรือว่าจะแต่งกายเตรียมตัวไปพบหนุ่มคนรักก็ไม่รู้ ^^

 

To be continue...