ในชีวิตจริงของคนเรานั้น ผมคิดว่าไม่มีใครมีอิทธิพลเหนือใครอย่างแท้จริง ไม่มีใครที่มีอิทธิพลกับชีวิตของเรามากไปกว่า....ตัวเราเอง

ห่างหายจากการเขียนบันทึกไปนานครับ แต่ผมก็ยังคอยติดตามกัลยาณมิตร ท่านอาจารย์ที่เคารพทุกๆท่านใน gotoknow อยู่ทุกๆวันครับ

วันนี้มีแรงบันดาลใจหนึ่งให้ผมเขียนบันทึกนี้ขึ้นมา ซึ่งได้จากผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ผมเคารพท่านในฐานะ ผู้น้อยด้อยวัยวุฒิกว่าท่าน และอีกอย่างหนึ่งก็คือผมชอบอุปนิสัยโดยส่วนตัวของท่านที่ท่านเป็นคนมีระเบียบ วินัย ตรงไปและตรงมา นี่คือสิ่งที่ผมชื่นชมท่าน

แต่ทั้งหมดนั้นคือเมื่อหกปีที่แล้วครับผม.....ผมเชื่อว่าความเป็นผู้ใหญ่นั้นเป็นเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสังคมไทยอยู่แล้ว เพียงท่านเป็นผู้ใหญ่ที่สมควร เหมาะสม ทั้งความประพฤติและพฤติกรรมที่ท่านแสดงออกกับผู้น้อย หรือด้อยวัยวุฒิกว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่ถูกอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัวที่พอมีพอกิน คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้มีชื่อเสียงทางสังคม แต่ผมก็ยึดถือในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ท่านสั่งสอนผมมาเสมอว่า "เราเป็นเด็กต้องเคารพและเชื่อฟังผู้ใหญ่นะลูก" ครับผม ผมไม่เคยมีพฤติกรรม หรือการกระทำ ที่ไปบังอาจก้าวร้าวท่านผู้หลักผู้ใหญ่ ผมก็เป็นเพียงผู้น้อยด้อยด้วยวัยวุฒิคนหนึ่ง เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เป็นบุคลากรคนหนึ่งในองค์กร ที่อยู่ในฐานะ "มนุษย์เงินเดือน" (เหมือนกับท่านนั่นแหละ)

การใช้อำนาจจากความมีอาวุโส มากจนเกินขอบเขต จนท่านอาจหลงลืมไปถึงว่า "ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตใครนะ" มันทำให้ผู้น้อยด้อยวัยวุฒิอย่างผมนั้น เริ่มเสื่อมความศรัทธา และยังไม่รวมอีกหลายเรื่องที่ผมพิสูจน์ด้วยตัวผมเองมา แล้วผมพบว่า "สิ่งที่ท่านเป็นมันไม่ใช่สิ่งที่ท่านพูด หรือสิ่งที่ท่านแสดงภาพลักษณ์ให้คนภายนอกเขาเห็นเลยแม้แต่น้อย" บันทึกนี้อย่ากล่าวหาผมว่าเป็นการต่อว่านะครับ แต่ตรงกันข้ามผมเขียนด้วยความรักและปรารถนาดีที่ยังพอจะมีเหลืออยู่ให้กับท่าน

ทุกวันนี้ผมพยายามจะทำความเข้าใจท่านว่า ในสิ่งที่ท่านหลงไปนั้น มันเกิดจากท่าน "ดูละครแล้วไม่ย้อนมาพิจารณาตนเอง" ในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ที่เขาเป็นผู้น้อยด้อยวัยวุฒิเหมือนผม แต่อย่าลืมว่าเขาเหล่านี้ไม่ได้ด้อย "คุณวุฒิ" นะครับ เด็กรุ่นใหม่ๆใฝ่เรียนรู้ เรียนรู้ไว และชอบใช้ "ทางลัด" กันเยอะ สิ่งที่เขาแสดงให้ท่านดูมันก็เป็นเพียงละคร "ดราม่า" ฉากหนึ่งที่เขาแสดงต่อหน้าท่านเท่านั้นเองครับ ดังนั้นท่านดูละครแล้ว (ผมเชื่อว่าท่านอาจจะทราบด้วยว่ามันเป็นเพียงละคร) แต่ท่านควรกลับมาสะท้อนดูตนเอง พินิจ พิจารณา วินิจฉัย ดูตนเองให้มากๆครับ ท่านจะได้เกิด "ปัญญาที่รู้เท่าทัน" บ้าง ไม่ใช่รู้ทั้งรู้ก็ยังเตลิดหลงไปในสิ่งที่เขาแสดงให้ดูไปกันใหญ่จนคิดว่าตนเองนั้น "ยิ่งใหญ่หนักหนา" ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ได้ ระวังนะครับนกที่ท่านชี้มามันอาจเป็น "อีกา" ตัวใหญ่ ไม้ที่ท่านชี้มามันอาจกลายเป็น "ไม้หน้าสาม" เล่นงานตัวท่านได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

"ไม่มีใครที่มีอิทธิกับชีวิตใครอย่าแท้จริง"ท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายท่านมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวอยู่แล้วนะครับ แค่รักษาคุณงามความดี รักษากาย วาจา จิตใจ พิจารณาตนเองทบทวนตนเองทุกขณะจิต เพียงเท่านี้ท่านก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่ควรเคารพยำเกรงกับผู้น้อยด้อยวัยวุฒิแล้วครับ ท่านอย่าหลงใช้บทบาทเป็น "เจ้านายคอยบงการชีวิตบ่าวไพร่" มันหมดยุคไปนานแล้วครับ วันหนึ่งเมื่อท่านหมดสิ้นในอำนาจ ท่านจะทราบครับว่า แท้จริงแล้วท่านไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตใครเลยนะครับ แม้กระทั่ง คนที่ท่านรักและปรารถนาดีกับเขาก็ตาม

"อย่าใช้อำนาจในความมีอาวุโสของท่าน ไปริดรอนสิทธิมนุษยชน เพราะนอกจากเขาจะเสื่อมความศรัทธาในตัวท่านแล้ว ตัวท่านเองก็จะสูญเสียการปกครองด้วย"

"ไม่มีใครเป็นเจ้าของชีวิตใคร สิ่งที่เขาแสดงต่อหน้าท่านมันเป็นเพียงละคร "ดราม่า" ฉากหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นดูละครแล้วท่านควรย้อนดูตัวเอง มิใช่ลุ่มหลงตนเองจนเสียสมดุลย์ไป"

ขอเน้นย้ำว่าสิ่งที่ผมบันทึกนี้เป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากความรักและปรารถนาดี ที่ตัวผมยังมีความเคารพให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้อาวุโสทุกๆท่าน ไม่มีเจตนามาสั่งสอนด้วยครับ เพราะด้วยปัญญาอันน้อยนิดผมคงจะไม่บังอาจ และผมก็รู้ด้วยว่าสอนผู้ใหญ่ในวิถีบ้านเราเป็นเรื่องที่ลำบากอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามผมก็ยังเชื่อมั่นในระบบที่ให้ความสำคัญกับความอาวุโส แบบตะวันออกของเรา ว่ายังมีความเหมาะควรอยู่ครับ.....อย่างน้อยองค์ความรู้นี้ผมก็จะนำมาไว้สอนตัวเองนี่แหละ เพราะวันหนึ่งผมก็จะต้องไปแทนพวกท่าน จะได้ไม่หลงไปริดรอนสิทธิมนุษยชนและเป็นเจ้าของชีวิตใคร.....ขอบคุณผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ผมกลั่นกรองสร้างองค์ความรู้นี้ด้วยครับ

"ไม่มีใครอยากตาย แม้ว่าคนที่อยากขึ้นสวรรค์ก็ไม่อยากตายเพื่อจะได้ไปที่นั่น แต่เราทุกคนต้องตาย ไม่มีใครรอดพ้นไปได้ ดังนั้น ความตายก็คือตัวเปลี่ยนแปลงชีวิต มันจะกำจัดคนเก่าออกไป เพื่อเปิดทางให้คนใหม่ได้เข้ามา ตอนนี้คนใหม่ก็คือพวกคุณ แต่ในไม่ช้าพวกคุณก็จะคอยๆแก่ และถูกกำจัดออกไป นี่คือหลักความจริง" ( สตีเฟน พอล จอบส์ . ค.ศ.๑๙๕๕ - ๒๐๑๑ , วิถีแห่งเซน )