ในกระบวนการฝึกทักษะการเขียนงานวรรณกรรมให้กับนักเรียนในโครงการ “พัฒนาทักษะกระบวนการคิดจิตสร้างสรรค์วรรณกรรม” ซึ่งจัดโดยโรงเรียนไทยรัฐวิทยา กลุ่มลุ่มน้ำชี ผมและทีมงาน ไม่ได้รีบเร่ง หรือกดดันให้นักเรียนเขียนงานวรรณกรรมให้ได้เร็วที่สุด หากแต่พยายามกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการที่จะ "กล้าคิด..กล้าเขียน...และกล้าสื่อสาร" เป็นหลักสำคัญ
ผมชวนให้นักเรียนหันกลับมามองเรื่องใกล้ตัว ลองเล่าเรื่องใกล้ๆ ตัวให้เพื่อนๆ ได้ฟัง เช่น เรื่องบ้านเกิดเมืองนอน เรื่องคนรักของนักเรียน ทั้งที่เป็นเพื่อน ครูที่รัก ผู้ปกครอง ฯลฯ
หรือแม้แต่การชวนเชิญให้ตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติว่าทรงอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของสรรพสิ่งแค่ไหน...
ประเด็นเหล่านี้ ผมให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับเรื่องเหล่านี้ กล่าวคือไม่เพียงบอกเล่าเนียนๆ ไปเรื่อยๆ เท่านั้น แต่ยังพยายามนำเอาวีดีทัศน์ หรือสื่ออื่นๆ มาเปิดฉายให้นักเรียนได้ดูได้ชมกันเป็นระยะๆ เพื่อก่อให้เกิดความผ่อนคลาย ไม่เคร่งขรึม หรือแม้แต่สร้างความตื่นตัวและเสริมจินตนาการของนักเรียน ซึ่งนั่นยังรวมถึงการหยิบจับเอางานของตัวเองที่บันทึกไว้ใน Gotoknow.org มาสื่อสารเป็นตัวอย่างไปพร้อมๆ กัน
ครั้นเสร็จสิ้นกระบวนการสื่อสารดังกล่าว ก็ปล่อยให้นักเรียนออกสู่ฐานการเรียนรู้ เพื่อหยิบจับเอาสรรพสิ่งรอบกายมาเป็นทุนในการสร้างวรรณกรรม ผ่านการ "สังเกต >คิดสังเคราะห์>ผูกโยงเรื่องราว>บอกเล่าเป็นวรรณกรรม" โดยไม่กำหนดว่าเป็นประเด็นอะไร หรือเขียนในรูปแบบใด ...
ครับ,สิ่งเหล่านั้นผมต้องการฝึกให้นักเรียนมีทักษะทางปัญญา,มีความตระหนักในเรื่องจิตสำนึกสาธารณะ,มีทักษะในการสื่อสาร,รวมถึงมีทักษะในการสังเกตปรากฏการณ์ของสิ่งรอบตัวเป็นสำคัญ
ครับ,เหตุที่ผมไม่กำหนดตายตัวในเรื่อง "ประเด็นและรูปแบบการเขียน" เพราะต้องการให้นักเรียนมี "อิสระ" พอที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง เปิดพื้นที่ให้นักเรียนเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองรักและสนใจ รวมถึงนำสิ่งเหล่านั้นมาแปรรูปสู่การ "คิดและเขียน" ในแบบที่ตนเองถนัด...
และก็เป็นที่น่าสังเกตว่า นักเรียนจำนวนไม่น้อย ต่อยอดในเรื่องที่ผมพยายามชวนพวกเขาคิดและทบทวนถึงเรื่องราวต่างๆ ที่อยู่รอบตัว รวมไปถึงเรื่องที่ผมฝากฝังไว้ในเชิงจิตสำนึกที่เกี่ยวโยงกับ "ธรรมชาติและบ้านเกิด" ซึ่งพวกเขาก็สามารถสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง
และนี่คือส่วนหนึ่งที่นักเรียนได้สะท้อนออกมาในรูปของ "วรรณกรรม"
ดูแล ปกป้อง :
ธรรมชาติเกิดเอง
ธรรมชาติงดงามและคงเหลือ
ถ้าคนไม่ทำร้ายมัน
มันจะงดงามอยู่คู่ประเทศไทย
แต่ถ้ามันถูกทำร้าย
มันก็จะไม่เหลือความงดงามให้เราได้เห็นอีก
(วีรยา เพียจันทร์: ไทยรัฐวิทยา 84)
ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์
เรารักธรรมชาติ
เราต้องช่วยกันดูแล
ด้วยการปลูกต้นไม้
เราขอสัญญาว่าจะรักษาต้นไม้
ตลอดไป
(นัจนันท์ ศรีสิน: ไทยรัฐวิทยา36)
ธรรมชาติ
คือชีวิตของพวกเรา
เราต้องดูแลธรรมชาติ
เราต้องไม่ทำร้ายธรรมชาติของเรา
(ศิริลักษณ์ เดือนเพ็ง : ไทยรัฐวิทยา11)
บ้านและท้องทุ่ง :
ที่บ้านฉันปลูกดอกไม้
ที่บ้านเธอปลูกต้นไม้
และที่บ้านเธอมีดวงดาวอันแสนสวย
(รัตน์ชนก หุนสุวงษ์ : ไทยรัฐวิทยา99)
ข้าวของผม
พ่อของผมกำลังสีข้าว
สีข้าวเสร็จ
พ่อจะเอาข้าวกลับบ้าน
(กิตติกร บุญสิงห์)
ทุ่งนาอันแสนสวย
สะพานอันแข็งแกร่ง
แม่น้ำล่องลอยไป
รวมเป็นสะพานแสนสวย
(สมประสงค์ สอนเผือก : ไทยรัฐวิทยา63)
บ้านของผมมีนาข้าว
มีตายายปลูกข้าวให้กิน
นี่คือทุ่งนาของผม
ทุ่งนาของผมมีแสงแดดจ้า..
มีนกบินมาบินไป
(จักรินทร์ พลจันทึก: ไทยรัฐวิทยา11)
ทุ่งเอ๋ยทุ่งนา
มีไม้นานาชนิด
ปลูกจิตสำนึก
ฝึกรักษาธรรมชาติ
(นิสิต นิลโคตร : ไทยรัฐวิทยา35)
บ้านของฉัน
มีบรรยากาศแสนสวย
มีสายลมรินระรวย
พัดมาเบาเบา
(อารยา บาดาล: ไทยรัฐวิทยา101)
ผมรู้สึกว่า
ผมได้อยู่ในป่า
ที่มีคนอาศัยอยู่
(สุริยา พบบ่อเงิน: ไทยรัฐวิทยา 35)
บรรยากาศชวนคิดถึงนะครับ ;)...
ขอไปนั่งฟังกับเด็ก ๆ ด้วยคนนะครับ
สวัสดีครับ อ.วัสฯ...Wasawat Deemarn
ช่วงนี้ให้เด็กนั่งเป็นวงกลมวงใหญ่ ผมยกตัวอย่างการเขียนที่เป็นลำนำ /กลอนเปล่า, รวมถึงบทกลอนที่มีสัมผัสเหมือนกลอนสุภาพ หรือแม้แต่กาพย์ยานี 11 ให้นักเรียนได้ดูเป็นตัวอย่าง
ค่ายครั้งนี้ไม่ลงเนื้อหาเชิงความรู้ กฎกติกาการเขียนให้เคร่งขรึมมากนั้น แต่พยายามสร้างแรงบันดาลใจ เปิดจินตนาการ เปิดความกล้าในการที่จะคิดและเขียน หรือแม้แต่สื่อสารออกมา โดยระยะแรกบ่มด้วยกระบวนการเล่าด้วยภาพ..สนทนาพาทีในกลุ่ม...เพื่อเตรียมความพร้อมในเรื่องการ "เล่าเรื่อง" ด้วยการ "เขียน"
ครับ..พอเสร็จกระบวนการของการยกตัวอย่าง ก็ปล่อยนักเรียนลงสู่ฐานต่างๆ เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง สังเกต ตั้งคำถาม หาคำตอบ และจินตนาการ ฯลฯ...
บรรยากาศสบายๆ สำหรับการเรียนรู้แบบนี้ เปิดประสบการณ์ใหม่ให้เด็กๆ ได้ดีเลยนะค่ะ ^^
อาจารย์ครับ บรรยากาศการให้การเรียนรู้ร่วมกันนี้ชอบมากๆ
แต่ทำไมคนจัดงานมักไปการให้ความรู้กันตามโรงแรม(บ่น)
สวัสดีครับ มะปรางเปรี้ยว
สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งในกระบวนการนี้ก็คือ การพยายามชี้ให้นักเรียนได้เห็นความยิ่งใหญ่ของ "ธรรมชาติ" ทั้งในแง่ของการเป็นบ่อเกิดแห่งความรู้ และการเป็นมารดาแห่งการหล่อเลี้ยงชีวิตของมนุษย์ ..หรือแม้แต่สรรพสิ่งต่างๆ...
คิดถึงตอนเด็กๆ ของตัวเองมากครับ ในยามที่อากาศหนาวเย็น ครูพาออกมานั่งเรียนแบบอาบแดดอุ่นในเช้าสายๆ ของแต่ละวัน...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ พี่วอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
เกือบสิบปีที่แล้ว ผมก็เว้นว่างไม่จัดสัมมนา อบรมในโรงแรมเลยนะครับ ระยะหลังพานิสิตกลับสู่ระบบสถานที่เช่นนั้นอีกรอบ แต่มุ่งเน้นพื้นที่อบรม สัมมนาที่มีกลิ่นอายทางวัฒนธรรมและธรรมชาติให้มากกว่าการอยู่ในสถานที่โก้หรู...และมีความเป็น "เมือง" อย่างสุดโต่ง
ที่เลือกสถานที่เช่นนั้นก็ด้วยคิดว่าอย่างน้อยผู้คนจะได้เรียนรู้และเสพวัฒนธรรม รวมถึงให้ธรรมชาติและวัฒนธรรมได้เยียวยาบำบัดพวกเขาไปในตัว ซึ่งนั่นก็หมายถึงการบำบัดเยียวยาตัวเองด้วยเช่นกัน
สายน้ำคงไร้ความหมายหากไม่มีต้นไม้โอบกอด
ต้นไม้คงไม่ยืนอยู่ได้หากดินหายไปจากโลก
สะพานคงหมดความหมายหากขาดสายน้ำไหล
ชีวิตคงบรรลัย หากไม่คงไว้ "ซึ่งธรรมชาติ"
ทุ่งนาอันแสนสวย
สะพานอันแข็งแกร่ง
แม่น้ำล่องลอยไป
รวมเป็นสะพานแสนสวย
(สมประสงค์ สอนเผือก : ไทยรัฐวิทยา63)
รักกอหญ้าป่าเขา
ถ่ายทอดซึมซับจุดแรงฝัน
เติบใหญ่ใจดีงาม
สุขสันต์วันคริสต์มาสนะคะ