จิ๊ดริดก็ไม่ได้เป็นหมาที่ดีเด่นพิเศษอะไรกว่าหมาอื่นๆ หน้าตาก็ยาวๆ ผิดจากร็อดไวเล่อร์ทั่วไป กลัวแม้สัตว์เล็กๆ มีอาการต๊องส์คล้ายหมาไม่เต็มบาท แต่หมาก็คือหมา มันทำหน้าที่เฝ้าบ้าน ด้วยคุณลักษณะของมันคือ “การเห่า”...

 

 

อันเนื่องมาจากอุทกภัยในขณะนี้ มีภาพข่าวช่วยเหลือผู้ประสบภัยและสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขในอิริยาบถต่างๆ ทำให้ผู้เขียนคิดถึงเจ้า "จิดริ๊ด" หมาที่จากไปแล้วหลายปี...

 

ฉันเคยเลี้ยงหมาหลายตัว...

 

            อันที่จริงไม่ได้เลี้ยงหรอก นอกจากเล่นและให้ขนมมันตอนที่มันขอ ก็อยู่บ้านเดียวกัน เมื่อขอก็ต้องให้จะใจจืดใจดำก็กระไรอยู่ ตัวที่ประทับใจมากชื่อ จิ๊ดริด เป็น หมาพันธุ์ร็อดไวเล่อร์ สีดำหน้าทู่และดุร้าย มีข่าวบ่อยๆ ว่าเป็นหมาที่กัดและทำร้ายคน แม้กระทั่งเจ้าของที่ลี้ยงมัน (เราเลยตั้งชื่อให้มันฟังดูคล้ายหมาตัวเล็กๆ น่ารักๆ เสียเลย)

 

           บ่อยครั้งที่ความเคยชิน คุ้นเคยก็ชนะความหวาดหวั่นพรั่นพรึงได้เหมือนกัน  เพราะเรา (อันที่จริงพี่ชายและพี่สะใภั) เลี้ยงจิ๊ดริดตั้งแต่มันอายุได้ 3 วัน เพราะร็อดไวเล่อร์เป็นหมาที่เลี้ยงลูกไม่เป็น ไม่มีน้ำนมให้ลูก หมาพันธุ์นี้เลยเพาะพันธุ์ยาก มีราคาแพง เพราะเลี้ยงยากต้องประคบประหงมจึงจะรอดนั่นเอง

 

           จิ๊ดริดมีพี่น้องหลายตัว จำไม่ได้ว่ากี่ตัว แต่มันตัวเล็กและเซื่องซึมที่สุด เนื่องจากมันซนแต่ขาดทักษะ ตอนอายุ 2 อาทิตย์มันปีนขึ้นไปเกาะบนผ้าม่าน แล้วตกลงมานอนแน่นิ่งแอ้งแม้งที่พื้น จนพี่ชายต้องปฐมพยาบาล นึกว่ามันจะไม่รอดเสียแล้ว จากนั้นจิ๊ดริดก็กลายเป็นหมาขี้กลัว ตกใจเสียงดังๆ ทุกชนิด ขี้ขลาดและขี้ระแวงเป็นที่สุด จิ๊ดริดเกลียดและกลัวเสียงดังและคนแปลกหน้า และเกลียดเป็นพิเศษขนาดเห่าและหมุนตัวไม่หยุดเป็นเวลาหลายๆ นาทีเมื่อได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซด์ เราเรียกจิ๊ดริดว่า “หมาต๊องส์” เพราะมีพฤติกรรมต่างจากเผ่าพันธุ์เดียวกัน กลัวแม้กระทั่งจิ้งจก นก หนู และสัตว์เลื้อยคลาน

 

            พี่น้องของจิ๊ดริดถูกคนขอไปเลี้ยงหมด เหลือแต่จิ๊ดริด อันที่จริงพี่ชายไม่ให้เพราะความสงสาร จะสงสารจิ๊ดริดหรือสงสารคนที่ขอไปเลี้ยงก็สุดคาดเดา ในที่สุดก็เลยเหลือเพียงจิ๊ดริดตัวเดียว กิจวัตรประจำวันไม่มีอะไรมาก มันกินอาหารวันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น พี่ชายปล่อยให้อยู่บริเวณหน้าบ้านอย่างอิสระ จิ๊ดริดไม่ชอบคนแปลกหน้า หากมีแขกมาเราต้องจับมันเข้ากรง มันจะเห่ากรรโชกน่ากลัว ต้องขู่ว่า “เข้าที่/เข้าที่นะจิ๊ดริด”  มันไม่ชอบออกนอกบ้าน ทั้งชีวิตกว่า 10 ปีของมัน ออกนอกบ้านไม่เกิน 3 ครั้ง คือไปทำหมัน (ลืมบอกว่าจิ๊ดริดเป็นตัวเมีย) ไปฉีดวัคซีนป้องกันอะไรสักอย่างหนึ่ง และไปหาหมอครั้งหนึ่งตอนป่วยมากๆ และทุกครั้งก็เป็นการออกนอกบ้านอย่างทุลักทุเล เหน็ดเหนื่อย และน่าโมโหของผู้พามันออกนอกบ้านอย่างยิ่ง

 

            โดยรวมแล้ว จิ๊ดริดก็ไม่ได้เป็นหมาที่ดีเด่นพิเศษอะไรกว่าหมาอื่นๆ หน้าตาก็ยาวๆ ผิดจากร็อดไวเล่อร์ทั่วไป กลัวแม้สัตว์เล็กๆ มีอาการต๊องส์คล้ายหมาไม่เต็มบาท แต่หมาก็คือหมา มันทำหน้าที่เฝ้าบ้าน ด้วยคุณลักษณะของมันคือ “การเห่า” จิ๊ดริดชอบขอขนมฉันเนื่องจากฉันชอบกินขนม พอได้ยินเสียงฉัน มันจะเข้ามาคลอเคลียและขอขนมของกินทุกครั้ง เราเลยสนิทสนมกันเพราะต้องแย่งขนมกันกินบ่อยๆ มันชอบขนมกรอบๆ มากเป็นพิเศษ

 

             ตอนที่แม่ยังอยู่ มันรักแม่มาก เพราะแม่ไม่เคยดุด่าตะคอกมันเลย แถมยังลูบหัวลูบเนื้อลูบตัวทักทายพูดคุยกับมันอย่างเมตตาทุกครั้งที่มาพัก บ้านพี่ชาย (แม่อยู่บ้านพี่ชายบ้าง บ้านพี่สาวบ้างไปๆมาๆ) ถึงมันจะต๊องส์ๆ แต่มันก็คงรับรู้ได้ว่าใครรักและเมตตามัน ช่วงหลังๆ แม่มาพักอยู่ที่บ้านพี่ชาย จิ๊ดริดก็ยิ่งรักและสนิทกับแม่ เพราะคนแก่อยู่กับหมาด้วยกันทั้งวัน ในขณะที่คนอื่นๆ ออกนอกบ้านไปทำงานบ้าง ไปต่างจังหวัด ไปบ้านอื่นบ้าง  แม่จากไปเมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ 2548 วันที่แม่จากไปจิ๊ดริดซึมมาก ไม่เห่าคน ไม่ตกใจเสียงดังๆ มันคงงงๆ ว่าทำไมคนมาที่บ้านมากหน้าหลายตา และไม่มีแม่คอยลูบหัวลูบตัวให้อาหารมันอีก

 

             หลังงานศพแม่ไม่นานจิ๊ดริดก็เริ่มป่วย ฉันไม่ได้อยู่บ้านพี่ชายแล้วในตอนนั้น พี่ชายบอกว่ามันซึม กินอาหารไม่ค่อยได้ ขาบวม และหมดปัญญาที่จะพาไปหาหมอ เพราะมันไม่ยอมออกจากกรง ครั้งสุดท้ายที่ได้ไปเยี่ยม ฉันแกะขนมกรุบกรอบให้ มันทำท่าดีใจเหมือนทุกครั้ง แต่กินแค่ชิ้นเดียว ชิ้นอื่นๆ มันเพียงคาบไปเก็บไว้ในกรง หน้ามันดูบวมๆ ขาหน้าบวมทั้งสองข้าง แต่ก็ยังอุตส่าห์ทำท่าดีอกดีใจมาทักทาย แม้จะหายใจแรงมากๆ เห็นอาการมันแล้วก็ทำใจ/ตัดใจ คิดถึงกฎไตรลักษณ์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในที่สุดไม่มันก็เราต้องตายก่อนกันไปข้างหนึ่ง นั่นคือสัจธรรมของโลกนี่นะ  ก่อนกลับมันเข้ามาเลียที่มือและเดินมาส่งถึงหน้าประตูรั้ว ซึ่งมันไม่เคยทำมาก่อน ...จึงก้มไปกระซิบบอกว่า..."จิ๊ดริดขอให้ไปดีนะ เลือกเกิดดีๆล่ะ จะเป็นคน เป็นหมา เป็นอะไรก็ขอให้ได้เกิดในที่ที่ดีกว่านี้แล้วกันนะ..."

 

             จิ๊ดริดจากไปหลังจากแม่จากไปราว 6 เดือน ...มันนอนตายอยู่ข้างเก้าอี้ที่พี่ชายนั่งประจำหน้าบ้าน ซึ่งเป็นที่ ที่มันชอบและมีความสุขที่สุดเมื่อได้หมอบอยู่ใกล้ๆ เจ้านายในทุกค่ำคืน...  หลังจากนั้นเราก็ไม่เคยขวนขวายหาหมามาเลี้ยงอีกเลยจนบัดนี้

 

            ก็อย่างว่าล่ะนะ อยากเขียนถึงจิ๊ดริดทั้งที่ไม่รู้จะเขียนถึงมันทำไม ไม่เห็นมีอะไรโดดเด่นเลยสักอย่าง แต่กว่าจะเขียนเรื่องของจิ๊ดริดได้ก็ต้องใช้เวลากว่า 5 ปี  ยอมรับว่าทุกครั้งที่ตั้งท่าจะเขียน จะมีอาการตื้อๆตันๆ น้ำตาเจ้ากรรมก็คอยจะออกมาทำให้ตาพร่ามัว  คงเพราะมันเป็นหมาที่ฉันสนิทสนมด้วย เพราะคุณสมบัติอื่นๆ ก็ไม่ต่างจากหมาทั่วไปคือ มันจะรักเราอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่เคยงอน ไม่โกรธเมื่อเราดุด่าหรือละเลยไม่ใส่ใจดูแลมัน  มันจะทำท่าดีใจต้อนรับทุกครั้งที่เห็นเรา และความรักความภักดีของมันก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตลอดชั่วชีวิตของมัน ซึ่งคุณสมบัตินี้เราทุกคนปรารถนาอย่างยิ่ง แต่ก็หาได้ยากเต็มทีแม้ในตัวเราเองและคนรอบตัวก็ตามที

 

ปล.ท้ายบันทึก : เอาล่ะนะจิ๊ดริด ฉันทำตามสัญญาแล้วนะ เขียนเรื่องของนายแล้ว แม้นายจะไ่ม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าหมาอื่นๆทั่วไป จะเขียนยกย่องนายมากไป ก็ทำไม่ได้เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง เลยเล่าตามจริงนี่ล่ะ แต่นายควรดีใจนะ เพราะเรื่องของนายเป็นเรื่องที่ฉันต้องใช้เวลาทำใจมากเลยกว่าจะเขียน ได้...และที่ต้องบอกไ่ม่ว่านายจะรู้หรือไ่ม่ก็ตาม...ฉันรักและยังคิดถึงนาย นะ จิ๊ดริด

 

ขอให้เราได้เจอกันอีกนะจิ๊ดริด  คราวนี้จะแบ่งขนมให้กินแบบไม่อั้น...  สัญญาเลย