การถอดบทเรียน จากตำราชิ้นเอก อันคือกายยาววา หนาคืบกว้างศอก พร้อมสัญญาและใจ เป็นใบเบิกทาง สู่การเรียนรู้เข้าใจโลกในหลากหลายมิติยิ่งขึ้น

 

 

เคยระทดท้อในใจเสมอมา

ไยธรรมชาติแห่งความเป็นเรา

ถึงเข้าใจความเป็นไปในโลก สังคมกว้าง เชื่องช้านัก

 

ระหว่างบริหารกายด้วยศาสตร์ตะวันตกชุดหนึ่ง

ซึ่งเน้นการดูแลรักษาอวัยวะเฉพาะส่วน

เช่นลดไขมัน กล้ามเนื้อ จัดกระดูก

รายละเอียดแต่ละท่าที่ปฏิบัติ

ตามดูตามรู้ กายคู้เข้า-เหยียดออก

ใช้สมองขบคิดตาม ถึงที่ไปที่มา

การเกร็งมีผลแบบนี้ การคลายให้ผลแบบนั้น

ทำให้ต้องหายใจเข้าออกยาวๆช้าๆอย่างรู้ตัว

กลายเป็นการผสานศาสตร์ตะวันตก-ตะวันออกเข้าด้วยกันโดยธรรมชาติ

ศาสตร์ตะวันออกเน้นลมหายใจ

เน้นฝึกพลังภายใน,ปอด, หัวใจ, ลมปราณ

ศาสตร์ตะวันตกเน้นโครงสร้างทั้งระบบ

แต่ขาดรายละเอียดภายใน

 

....................................

 

ปัญหาองค์รวมในหน่วยงาน, องค์กร และสังคม...ชาติ

อาจเกินสายตาอันคับแคบจำกัดจะทะลวงถึง

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำได้ ณ ปัจจุบัน

คือการเรียนรู้โลกภายในแห่งตน

โลก...กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก พร้อมสัญญาและใจนี้…

..............................

พิจารณาโครงสร้างแห่งกายเนื้อตน

สีผิวอันเข้ม...คงมิอาจเปลี่ยนได้

ความสูงอันจำกัด...คงมิอาจแก้ไข

แขน...นิ้ว อันยาว ไม่สมตัว ก็มิอาจตัดทอนให้สมดุล

กล้ามเนื้อขาท่อนบน เป็นปั้นๆ จากกการใช้งานหนัก

ด้วยการปั่นจักรยานไปกลับ

ระหว่างเรียนมัธยมร่วมหกปี ส่วนนี้พอปรับได้

กระดูกขาที่โก่งออก เข่าบิด ชิดชนกัน

เป็นเหตุให้ปวดเข่า เวลาเหยียดขาไปทางเดียวกัน

เช่นซ้อนจักรยานรถเครื่อง โดยหันข้าง

ต้องยืดปรับสักพักถึงจะเดินได้

ความบกพร่องส่วนนี้คงมาจากการถูกอุ้มเข้ากะเอวของพี่ๆ

โครงสร้างอันบิดเบี้ยวนี้ยังพอดัดไหว

ปอดและหัวใจ ที่ผ่านการทำงานแบบได้เหงื่อ

ค่อนข้างแข็งแรงพอได้

เมื่อได้ตรวจสอบจุดอ่อนจุดแข็ง โครงสร้างแห่งกายตนจนถ่องแท้

ก็ถึงกาลต้องเริ่มต้น ปฏิรูป...โครงสร้าง...ทั้งระบบ อย่างเข้าใจ

ค่อยเป็นค่อยไป ไม่เคร่งเครียด

 

………………………

 

เสียงสะท้อนจากรอบข้างที่ฟังมาตลอดสามสี่ปี

“น้องอ้อย...อ้วนแล้วดูไม่ดีเลย

ปรับมื้ออาหารหน่อยไม่ดีหรือลูก”

เสียงผู้ใหญ่ในชุมชน ทักเช้าทักเย็น

“เฮ้อ...มันคงเป็นไปตามวัย”

ผู้รู้สังเกต พร้อมปลงสังเวช ฟังแล้วหดหู่

โหดร้ายสุดก็วันนั้น…

วันที่กลับบ้าน เฝ้าบุพการีผู้ให้กำเนิด

สะดุ้งตื่น ยามคืนเมื่อมีเสียงแกรกกราก

คอยตามประกบตลอดยามแม่ลุกจากที่นอน

ดูแลผ่านไปสามสี่วัน

เช้าวันหนึ่งแม่ทักอย่างสุภาพ

“คุณ คุณ บ้านคุณอยู่ไหน

เป็นลูกหลานใคร ทำไมถึงได้มาดูแลฉัน

แล้วลูกหลานฉัน เขาไปไหนหมด”

ฟังแล้วอึ้ง ตะลึง ก่อนจะเท้าความช้าๆ

“คุณยายมีลูกสาวกี่คนคะ”

“สอง”

“ชื่ออะไรบ้างหละ”

“........,...........” จำได้ชัดเจน

“แล้วนี่ ไม่ใช่ อ้อยใช่ไหม”

“ไม่ใช่”

“ทำไมถึงไม่ใช่หละ”

“มันไม่ได้อ้วนแบบนี้ !” (แป่วว)

 

คนรู้จัก หลายคนสงสัย เพราะเห็นทำงานในร่มตลอด

“นี่ คุณ คุณ ทำไมหน้าคุณดำนักหละ” ...(ข้องใจขนาด)

“ไปเกี่ยวข้าวที่ไหนมา”…(ตะโกนถามต่อหน้าธารกำนัลเชียว

 

.........................................

 

เมื่อปฏิบัติการ (ปฏิรูปสาระรูป)ผ่านเวลาไม่นานนัก

มื้ออาหารและปริมาณยังคงเท่าเดิม

น้ำหนัก ยังคงเท่าเก่า ไม่ขยับแม้เพียงขีดเดียว

แต่เสียงสะท้อนเริ่มเปลี่ยนไป

“น้องอ้อยคนงาม ดูแข็งแรงดีนะ” (ฮื่อ หูเฝื่อนไปมั้งเรา)

“น้องอ้อยคนสวย กี่ปี กี่ปีก็ยังสวยเหมือนเดิม” (ฮึ่ยย  ตาฝาดป่าวเจ๊)

“....หุ่นดีมากๆเลยนะ ถ้าสูงกว่านี้อีกสักหน่อยจะ เจ๋งเลยเนี่ย” (รอชมชาติหน้าหละกัน)

“เอ๊ะ...เมื่อก่อน หน้าคุณดำมากนี่” (โห..ยังจำไม่เคยลืมเลือน)

ฯลฯ

 

.........................................

 

กำลังแห่งความเพียร เรียนรู้ ปรับ แก้ไขเพียงกายตน

กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ขยายผล

สู่การเรียนรู้ปัญหางานและองค์กร

มองปัญหาทั้งระบบพอได้

แต่มิอาจเรียกร้องเพื่อแก้ไขจุดอ่อน

ของแต่ละหน่วยๆ พลังงานชีวิตได้

 

ระบบติดขัดก็เหมือนกายขัดข้อง

แต่ยังยินดีที่จะหายใจอย่างต่อเนื่องอยู่ (หมดยินดีเมื่อไหร่เป็นได้เรื่อง ฮา)

หน่วยเล็กๆยังขัดข้อง...ต้องอาศัยเวลา และความเข้าใจ

เรียนรู้ที่จะรัก ทะนุถนอม กันและกัน

ยามรุ่มร้อนเกินทนก็ปลีกตนผ่อนคลาย

ปรับลมหายใจให้สมดุล

ลมหายใจ...คือสายใยเชื่อมสรรพสิ่งไว้

มิให้อำนาจแห่งอคติหลากหลายครอบงำได้

 

ก่อนคิดเปลี่ยนแปลงอะไร...ใคร

พึงระลึก สังวร... “ปฏิวัติ จากดวงใจ”แห่งตนก่อน 

ขอบคุณความอัปลักษณ์แห่งแท่งก้อนกายเนื้อ

ที่เป็นบทเรียนชิ้นเอกให้ข้าพเจ้าเข้าใจโลกภายนอกง่ายขึ้น

ขอบคุณทุกๆสรรพสิ่ง ที่เป็นบทเรียนแก่กันและกัน

เพื่อความรู้และเข้าใจตน สู่การเข้าใจผู้คนและโลก สาธุ ๆๆ