ผู้เขียนไม่อยู่บ้านหลายวัน ไม่ได้หนีน้ำท่วมไปไหนหรอกค่ะ เพราะที่บ้านน้ำลดลงมากทางเดินพ้นน้ำ รถราเข้าถึงหน้าบ้านได้แล้วแม้ว่าน้ำในแม่น้ำยังสูงอยู่กว่าปกติมากอยู่

 

ระดับน้ำยังอยู่สูงถึงคอต้นมะเดื่อ

ที่ได้ไปเพราะกัลยาณมิตรจากกทม.หนีน้ำท่วมออกจากรุงแล้วชวนผู้เขียนว่าจะไปเชียงใหม่ด้วยกันไหม ตอบตกลงทันทีเลยค่ะ เป็นการขับรถไปเอง ได้แวะนมัสการพระพุทธชินราชที่พิษณุโลกเป็นศิริมงคล ประจวบกับเป็นวันลอยกระทงเสียด้วย ไปนอนเชียงใหม่  

 

เจดีย์วัดอุปคุต ถนนท่าแพ จุดเล็กๆคือ โคมลอย มีหลายขนาด

ทางเชียงใหม่เขามีลอยกระทงสองวัน คือ วันลอยกระทงเล็ก และ วันลอยกระทงใหญ่ ผู้เขียนไม่เคยเดินทางในช่วงเทศกาลหรือ เที่ยวงานลอยกระทงมากว่ายี่สิบปีแล้ว เลยเป็นโอกาสได้เห็นความเป็นไปของการลอยกระทงในยุคนี้ โดยเฉพาะการลอยกระทงที่เชียงใหม่

 

แม่น้ำปิง ที่เห็นเป็นแถวๆคือ กระทงที่เขาจัดลอยไว้เป็นแถว

เชียงใหม่ไม่เคยทำให้ผู้ไปเยือนผิดหวังเพราะความที่มีวัฒนธรรมชัดเจน เข้มแข็ง อากาศหน้าหนาวดีเยี่ยม อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ช้อปปิ้งสนุก และเหนืออื่นใดมี “คนเมือง”ที่ยิ้มแย้ม โอภาปราศรัยม่วนใจ ขนาดผู้เขียนไปอยู่บ่อยๆเพราะคุณแม่และพี่สาวอพยพไปอยู่นานหลายสิบปีจนกลายเป็นชาวเชียงใหม่ไปแล้ว ก็ยังไม่เคยเบื่อเชียงใหม่ วางแผนเตรียมสร้างบ้านเล็กๆไว้อยู่ยามแก่(กว่านี้)

ไปครั้งนี้น้องที่มาพาไปชวนกันทำบุญ ไปถึงเชียงใหม่ได้ซื้อภัตตาหารไปถวายพระที่ วัดสมเด็จดอยน้อย ซึ่งผู้เขียนเพิ่งได้มีบุญไปเป็นครั้งแรกก็คราวนี้

 

ท่านเจ้าอาวาสรับภัตตาหารที่นำไปถวายและให้ศีลให้พร

การเที่ยวก็เป็นการเที่ยวชมธรรมชาติ ชวนกันไป สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สูดอากาศแห่งป่าเขาเต็มปอด ใครที่ไปเชียงใหม่แล้วยังไม่เคยไปต้องหาโอกาสไปเยี่ยมชมให้ได้ เพราะที่นี่เป็นสวนพฤกษศาสตร์ระดับนานาชาติ จัดไว้ดีมาก การเข้าชมก็แสนสะดวกสบาย

สูดโอโซนภูเขาเมืองเชียงใหม่สามสี่วันก็กลับบ้านอยุธยา อากาศดีไม่แพ้กัน

ยามนี้บ้านคงเหมือนหลายๆท่านที่น้ำท่วมได้จากไป ทิ้งคราบไคลไว้ให้ขัดถู

เหล่าต้นไม้สู้ชีวิต บ้างก็รอดอย่างงดงาม บ้างก็อาการไม่ค่อยดี บ้างก็ทนแช่น้ำยาวนานไม่ได้จำต้องลาจากกันไป เป็นธรรมดา

 

 

ต้นบุนนาคซ้ายมือ ต้นปีบขวามือ อาการไม่ค่อยดี กำลังลุ้นว่าให้อยู่เป็นเพื่อนกันต่อไปเถอะ

ช่วงที่น้ำเริ่มลงจนเรี่ยๆผิวทางเดิน ฝูงลูกปลาหลากหลายมาว่ายให้เห็น

 

 

นกกระยางมาวันละหลายรอบ เดินอยู่ไม่ห่างจากศาลานัก ก็คงมาหากินปลาที่เห็นนี้ ชาวบ้านหาปลาได้มากมาย มีคนเอาปลามาให้พี่น้อยทุกวัน มีทั้งปลาหมอกลม ปลาช่อน ปลาตะเพียน และปลาตัวเล็กตัวน้อย

 

ไม่ว่าจะไปที่ไหน เรื่องน้ำท่วมยังคงเป็นหัวข้อสนทนา(บวกวิวาทะ)ได้เสมอ สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกแปลกๆ คือ การที่ผู้คนสมัยนี้สะท้อนความรู้สึกของตนผ่านการเรียก “น้ำ” มีทั้งจากความรู้สึกเป็นศัตรู รังเกียจว่าเป็นผู้ทำลายก็แล้วแต่จะผรุสวาท แต่คนที่พยายามจะแสดงความเป็นมิตร ก็เรียกขานว่า “น้องน้ำ”

ผู้เขียนกลับรู้สึกว่าไม่ว่าจะอย่างไร สายน้ำมีความยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะเป็น “น้อง”ของเรา หากจะเรียกแบบให้รู้สึกมีอารมณ์ขัน น่าจะเรียกว่า “ท่านแม่” คงพอไหว นอกจากนั้น มวลน้ำมหึมาครั้งนี้ยังเป็น “ครูบาอาจารย์” มาเตือนให้มนุษย์เด็กน้อยหลงระเริง ให้ใช้ชีวิตอย่างมีความรู้ มีสติ ทบทวนตัวเองให้มากๆว่าเราได้ทำอะไรไม่ดีหมกเม็ดไว้เต็มไปหมด ท่านมาขุดคุ้ยประจานให้ปฏิเสธไม่ได้เลย หากปฏิบัติตัวอย่างเดิมๆที่ผ่านมาหลายสิบปี ชีวิตคงสอบตก

 

ขออธิษฐานให้มนุษย์มีสติปัญญาที่จะหาทางอำนวยให้น้ำได้เดินทางสะดวกตามธรรมชาติ ให้ผู้คนพ้นความเดือดร้อนในเร็ววัน และคนไทยสามารถรวมพลังให้ประเทศชาติฟื้นตัวอย่างไม่อายโลกค่ะ