ข้อที่10 พระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นโกศลทรงฝันว่าเห็นข้าวที่คนหุงในหม้อใบเดียวกัน สกุไมเท่ากัน

(ตอนที่7) พุทธทำนายความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศล

ภาพจากที่นี่ครับ

“ข้อต่อไปเล่าครับลุง” ผมจำข้อไม่ได้แล้ว ความจำหนอ ช่างไม่ยั่งยืนเสียเลย คงไม่เกี่ยวกับการอยู่บนโลกนี้มานานผ่านร้อนหนาวมาหลายหน “ข้อที่ 8. ทรงฝันว่ามีตุ่มน้ำเต็มเปี่ยมตุ่มหนึ่งวางอยู่ทรงประตูวัง แวดล้อมด้วยตุ่มว่างเป็นอันมาก แต่คนก็ยังไปตักน้ำใส่ตุ่มที่เต็มอยู่จนล้นแล้วล้นอีก โดยไม่เหลียวแลจะตักใส่ตุ่มที่ว่างๆ นั่นเลย” เอาอีกแล้ว ช่างมีความแปลกเชิงปริศนาให้คิดอยู่เสมอ “ตักน้ำใส่ตุ่มเต็ม แต่ไม่ใส่ตุ่มว่าง” แกล้งทบทวนเรื่องตามคำของลุง ชักนึกอายลุงที่ไม่อาจเดาได้ว่า ปริศนานี้หมายถึงสิ่งใด

 

                ลุงเหมือนรู้ใจจึงกล่าวต่อโดยไม่ถามผมให้ขายหน้าอีก “ทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคต เมื่อศาสนาเสื่อม คนเป็นใหญ่มีอำนาจ จะเบียดเบียนหรือเอาเปรียบผู้ด้อยกว่า คนที่รวยอยู่แล้วก็จะมีคนจนหารายได้ไปส่งเสริมให้รวยยิ่งขึ้น” “เข้าใจครับ ตักน้ำใส่แต่ตุ่มเต็มจนล้น” “หมายถึงอะไร” ลุงแกล้งถามให้ผมตอบเสียบ้าง “คนรวยยิ่งรวยมากขึ้น เพราะคนจนเอาเงินไปให้เขาเอง” “หมายถึงว่า คนที่ยากจนเอาเงินไปให้คนรวยเอง ทั้งที่มีคนยากจน เหมือนตุ่มว่างอยู่มากมายแต่ไม่เติม” ใจยังนึกสงสัยว่า จะเป็นแบบนี้ได้อย่างไร

                ลุงเล่าติดลมแล้วจึงเล่าต่อไปเรื่อย “ข้อที่ 9. พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงฝันเห็นสระแห่งหนึ่ง มีบัวนานาชนิดขึ้นอยู่เต็ม และมีท่าขึ้นลงโดยรอบ สัตว์ต่างๆ พากันดื่มน้ำในสระ แต่แทนที่น้ำบริเวณที่สัตว์เหยียบย่ำจะขุ่น กลับใสสะอาด ส่วนน้ำที่อยู่ลึกกลางสระ ที่สัตว์ไม่ไปดื่มหรือเหยียบย่ำแทนที่จะใสกลับขุ่นข้น” “ช่างคิดช่างฝันจริงเชียวนะครับ” “แปลกดี เป็นปริศนาธรรม” ลุงมองว่าแปลกเหมือนผม “ที่จะขุ่นไม่ขุ่น แต่ไปขุ่นตรงที่ไม่ควรขุ่น” ผมพูดลอยๆ ตามความเข้าใจ

 

“คราวนี้ทรงพยากรณ์ว่าอย่างไรบ้างครับ” เป็นปริศนาธรรมที่ควรคิดอีกข้อหนึ่ง “พระองค์ทรงตรัสพยากรณ์ไว้ว่า ต่อไปเมื่อคนมีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม ขาดเมตตา คอยใช้อำนาจ รีดนาทาเร้นหรือกินสิบบน ชาวบ้านชาวเมืองจะหนีไปอยู่ตามชายแดน หรือที่อื่นๆ ทำให้ที่นั้น ที่คนพากันไปอยู่มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น” “เรื่องนี้แปลกมาก คนจะหนีเมืองกรุงไปอยู่ชนบทแบบหลีกเร้น” “มันก็น่าจะจริงนะ” ลุงเชื่อตามคำพยากรณ์ของพระพุทธองค์ “เพราะอะไรครับ” ผมยังงุนงง “คนมีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม ก่อความเดือดร้อน คนดีมีศีลธรรมเขาก็หนีซิ หลีกเร้นสู่ชนบทห่างไกล ที่ที่คนดีอยู่ไม่นานก็รุ่งเรืองร่มเย็น” ลุงให้เหตุผลจนผมคล้อยตาม

 

 

                “แต่ละข้อน่าศึกษานะครับ” ผมเกิดความรู้สึกว่า เป็นคำพยากรณ์ที่มีประโยชน์ เตือนใจคนในยุคกึ่งพุทธกาลได้บ้าง อย่างน้อยในกลุ่มคนที่มีอุปนิสัยในความดี “ใช่ ลุงค่อยๆ ศึกษาเรื่องนี้มานาน จนจำได้ และเข้าใจ” “แล้วข้อที่ 10 เป็นอย่างไรครับ” “ข้อที่10 พระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นโกศล ทรงฝันว่า เห็นข้าวที่คนหุงในหม้อใบเดียวกัน สุกไม่เท่ากัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ข้าวแฉะ ข้าวดิบ และข้าวสุก” “คนบ้านผมที่เมืองกาญจน์เรียกว่าข้าวสามกษัตริย์” ลุงฟังแล้วหัวเราะเบาๆ “อะไรของเอ็ง 3 กษัตริย์” “คนหุงเก่งมากเลยครับ หุงข้าวแบบนี้ยาก” ลุงฟังแล้วส่ายหน้า ไม่เห็นด้วย แล้วกล่าวต่อ “พระพุทธองค์พยากรณ์ว่า ในอนาคตเมื่อคนทั้งหลายไม่อยู่ในศีลในธรรมกันมากขึ้น ก็จะทำให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือตกไม่ทั่วถึง” เป็นอีกข้อที่ผมฟังแล้วเกิดคำถามว่า คนไม่อยู่ในศีลธรรม สัมพันธ์กับฤดูกาลผิดปกติได้อย่างไร ลุงกล่าวต่อเหมือนรู้ว่าผมกำลังคิดอะไร “จิตของคนคิดอย่างไรได้อย่างนั้น คนจำนวนมากคิดแง่ลบ ทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยเรื่องผิดศีลธรรม ฤดูกาลก็เปลี่ยนไป” ความสงสัยของผมยังคงอบอวลอยู่ในบรรยากาศไม่น้อย