ถึงเวลาแล้วที่ลูกหลานเยาวชนเราต้องเรียนรู้สู่ทักษะชีวิตอย่างจริงจัง เราต้องฝึกให้ลูกหลานเราให้อยู่กับธรรมชาติและใช้ธรรมชาติให้เป็น " น้ำ เขามีธรรมชาติที่อ่อนโยน นิ่มนวลในบางครั้ง แต่ก็รุนแรงเมื่อมีปริมาลมวลมาก น้ำสามารถปรับตัวเองให้อยู่ได้กับภาชนะทุกรูปแบบ มวลน้ำถ้ามีมากพอ น้ำก็กลายเป็นได้ทั้งคุณและโทษ น้ำจะให้คุณกับคนที่รู้จักประโยชน์ของน้ำ และน้ำจะให้โทษกับคนที่ไม่รู้จักน้ำคิดแต่จะเอาชนะน้ำ"

                        "เรียนรู้เรื่องน้ำ ในช่วงวิกฤติอุทกภัย๕๔"

              วิกฤติของน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติปีนี้เป็นผลให้ประชาชนทั่วประเทศต่างได้รับภัยวิบัติ   หลายคนบ่นว่า...กล่าวโทษกันไปต่างๆนาๆสาระ ????? 

แต่เมื่อวิเคราะห์ไปให้ลึกแล้วน่าจะเป็นโอกาสของการปฏิรูปการเรียนรู้ที่ธรรมชาติกำลังสอนให้มนุษย์ทุกคนต้องจำและต้องพัฒนาตนเองควบคู่ไปกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ในขณะเดียวกัน

ถึงเวลาแล้วที่ลูกหลานเยาวชนเราต้องเรียนรู้สู่ทักษะชีวิตอย่างจริงจัง  เราต้องฝึกให้ลูกหลานเราให้อยู่กับธรรมชาติและใช้ธรรมชาติให้เป็นไม่เพียงแต่เอาชนะธรรมชาติเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อาศัยการเมืองเป็นผู้สร้างสมปัญหา

       วิกฤติของ น้ำ  เราจะจัดการเรียนรู้อะไรจากน้ำ เช่น ๑. การอนุลักษณ์ธรรมชาติ(โลกสีเขียว-โลกร้อน)  ๒. ทักษะชีวิต ที่จะช่วยให้เราดำรงตนอยู่ได้อย่างปลอดภัยและสมดุลย์กับธรรมชาติ  ๓. ธรรมชาติของน้ำ ประโยชน์และโทษของน้ำ  ๔. การกักเก็บน้ำ สายน้ำ  แม่น้ำลำคลอง ฯลฯ  ๕. คุณธรรม วินัย คุณภาพชีวิต    ๖. การบริหารจัดการของนักการเมือง-การปกครอง และการมีส่วนร่วม ๗. สุขอนามัย    ๘.  น้ำท่วม  น้ำแล้ง  ฯลฯ

          สารพัดจะคิดได้ เพียวคำว่า "น้ำ" อย่างเดียว  น้องน้ำก็สามารถนำมาสร้างเป็นประโยชน์และให้โทษได้มหาศาล   ดังนั้น  " น้ำ เขามีธรรมชาติที่อ่อนโยน นิ่มนวลในบางครั้ง  แต่ก็รุนแรงเมื่อมีปริมาณมวลมากๆ  น้ำสามารถปรับตัวเองให้อยู่ได้กับภาชนะทุกรูปแบบ   มวลน้ำถ้ามีมากพอ  น้ำก็กลายเป็นได้ทั้งคุณและโทษ น้ำจะให้คุณกับคนที่รู้จักประโยชน์ของน้ำ  และน้ำจะให้โทษกับคนที่ไม่รู้จักน้ำคิดแต่จะเอาชนะน้ำ "