ทานที่บริสุทธิ์ คือทานที่ปราศจากความสงสัยหรือการใคร่ควรขอ

 

 

 

 

 

"เพื่อนทุกข์"

บทที่ ๔ 

ขอ..ทาน 

          ขณะที่เราก้าวเท้าไปตามถนน ในเขตเมืองใหญ่ที่ผู้คนคลาคล่ำ ความวุ่นวายที่ตัดกับแสงสีของมหานคร  สร้างความสับสนเวียนวน  ประหนึ่งว่าพวกเขาเหล่านั้นหาทางออกจากแหล่งนั้นมิได้  น่าแปลกว่า เมื่อเราเห็นคนชรา ผู้มีสังขารอันเหี่ยวแห้งโรยราเป็นอาภรณ์ เห็นเด็กเล็กๆ หน้าตาขะมุกขะมอม ที่ดูเหมือนว่าจะไร้บ้านอันอุ่นรักเป็นที่อาศัย  หรือเห็นแม้แต่คนพิการ ที่หาอาการอันครบ ๓๒ นั้นยาก  มาขอเศษสตางค์ในลักษณะอาการอันวิกลและชวนให้สังเวชนั้น  ความรู้สึกเมื่อเห็นภาพเช่นนี้ของเราคืออะไร สงสาร  เห็นใจ  เฉยๆ  เป็นเวรกรรมของเขาเอง  หรือเป็นเวรกรรมของเราเองที่เห็นเขาในอาการอย่างนี้ 

          ต่างคนต่างก็มีความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป เพราะล้วนแต่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่อง “ขอทาน” นี้ต่างกันไป บ้างก็อาจเคยได้ฟังว่า ขอทานพวกนี้ แท้จริงคือผู้มีใจทุกจริต  เป็นมิจฉาชีพที่ปลอมตนเองบ้าง   โดยยอมทำตนให้อยู่ในสภาพที่บุคคลทั่วไปมิอาจทนได้  ทั้งนี้ก็เพียงเพราะจะใช้ความสงสารของเราเป็นเหยื่อล่อ ให้เมตตาของเราหลงมาติดกับ  บ้างก็ว่า พวกนี้เป็นผู้ทุกข์ยากจริง เป็นคนเร่ร่อน  มียถากรรมเป็นชะตาชีวิต มีพื้นถนนเป็นฟูกและมีฟ้าเป็นมุ้งที่ไม่อาจกันยุงหรือไรเหลือบ  จมปลักอยู่กับความทุกข์ยาก ควรที่ผู้ไม่ลำบากเดือดร้อนอย่างเราจะมอบความช่วยเหลือ   แก่เขา  ประเด็นโต้แย้งเหล่านี้อยู่ในใจของเราตลอดเวลา และในที่สุดแล้ว ขณะที่เราสร้างความแตกแยกในความคิด ด้วยการถกเถียงระหว่าง เหตุผล ประสบการณ์และมโนสำนึก  เราก็ได้เดินผ่านบุคคลอันเป็นต้นเหตุนั้นมาได้ไกลเสียแล้ว  และเราก็โล่งใจที่เราได้ผ่านสภาพอันชวนสังเวชนั้นมาเสียได้ โดยมิต้องตัดสินใจและไม่ต้องให้กรุณาทานใดๆ !  

          คนเล็กๆ ในสังคมนั้นมีมาก  คำว่าคนเล็กๆ ในที่นี้ หมายถึง ผู้ที่ยังประสบความทุกข์ยากเดือดร้อนมากกว่าเรา เป็นผู้ที่ขาดซึ่งโอกาส เพราะไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา หรือเข้าถึงแล้วกลับได้รับการศึกษาที่ไม่อาจตอบสนองความต้องการของคนเอง ยิ่งระบบการศึกษาที่เป็นระบบ “แพ้คัดออก” ในสังคมปัจจุบันด้วยแล้ว  ก็ยิ่งลดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษามากยิ่งขึ้น  ผู้ที่ถูกคัดออกจากระบบและไม่มีครอบครัวที่เข้มแข้ง  ก็มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะด้อยโอกาสมากขึ้น  จนในที่สุดเขาเหล่านั้นก็จะต้องมาใช้ชีวิตอย่างไร้ความเข้าใจ คะนอง สนุกสนานและเตร็ดเตร่ท่องเที่ยวอยู่ในอบายและทุกข์ เลือกเดินทางผิด  โดยหาได้เข้าใจว่าชีวิตของตนนั้นมีค่าเพียงใด จนในที่สุดแล้ว  บางกลุ่มก็ได้กลายมาเป็นคนไร้บ้าน  ไร้ทรัพย์สินจนไม่มีแม้แต่กระทั่งอาหารจะยาไส้  ต้องกลายเป็น “ขอทานแท้” เที่ยวขอเขาไปทั่ว โดยใช้สภาพอันแร้งแค้นของตนนั้นเองเป็นเครื่องมือ  ในขณะที่อีกพวกหนึ่งก็ต้องกลายเป็น “ขอทานเทียม” คือประกอบการหลอกลวง  ด้วยการจ้างวานผู้อื่น เช่น คนชรา คนไข้คนพิการ มาเป็นผู้ขอแทนตน บ้างก็อาจตกแต่งปลอมแปลงตนเองหรือสร้างเบื้องหลังชีวิตให้ดูน่าสงสาร และที่ร้ายที่สุด ก็คือการล่อลวง บังคับให้ผู้อื่นมาขอทาน โดยใช้การข่มขู่ ลักพาและทำร้าย อย่างไรก็ตาม  คนเล็กๆ เหล่านี้ เมื่อย้อนกลับไปดูสภาพชีวิตในอดีต ก็คงจะมีลักษณะเหมือนกัน  ก็คือมีอดีตที่ขื่นขม มีบ้านที่ไม่ใช่บ้าน  มีพ่อแม่ที่มิใช่พ่อแม่  และในที่สุดก็มีสังคมเป็นผู้พิพากษา และมีตนเองเป็นจำเลยยอมรับคำพิพากษานั้น  โดยมิได้อุทธรณ์โต้แย้ง ทั้งนี้ก็เพราะขาด “ปัญญา” ที่จะทำหน้าที่ดั่งทนายความผู้แก้ต่าง ในที่สุดแล้ว จึงต้องโทษและคุมขังตนเองอยู่ในแดนอบาย  อันเป็นแดนที่จะนำไปสู่คุกสุดท้ายก็คืออบายภูมิ  คนเล็กๆ เหล่านี้ มีอยู่เป็นจำนวนมากมาย อยู่แวดล้อมเราก็มาก  อยู่ในที่ที่เราได้เดินผ่านมาแล้วก็มาก และอยู่ในที่ที่เรายังเดินไปไม่ถึงอีกเป็นจำนวนมากประมาณมิได้ 

          คำถามคือ เมื่อคนเล็กๆ เหล่านี้อยู่ปลอมปนกันทั้ง “ผู้ยากไร้” และ “ผู้อยากไร้” แล้วเราจะประกอบทานให้สำเร็จได้อย่างไร อันที่จริงแล้ว ทานนั้นเป็นต้นแห่งบุญกุศล  ทานจะก่อผลก็เพราะจิตที่ปราศจากการปรุงแต่ง  เมื่อใดที่จิตเริ่มหวังผลจากทาน คือพึงอธิษฐานขอผลตอบสนองที่ดีเลิศ     ว่าให้ทานแล้ว ขอฉันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ขอให้ฉันไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทานนี้ย่อมเกิดอานิสงส์ในระดับน้อยนิดนัก  และยิ่งให้ทานเพราะเหตุว่า ครอบครัวฉันเคยให้อย่างนั้นอย่างนี้ เราเป็นลูกหลานที่ดีก็ลองทำตามท่านบ้าง นี่ก็เป็นเหตุให้อานิสงส์น้อยเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม  อานิสงส์จะมากน้อยไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่การได้ลงมือ “ให้” ด้วยน้ำใสใจจริง  ทานเช่นนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการคลายความถือมั่นในอัตตาหนึ่ง และเป็นจุดเริ่มต้นของเมตตากรุณา อันเป็นทางเบื้องต้นแห่งพรหมหนึ่ง

          การทำทานที่ถูกต้อง จึงมิใช่การตั้งคำถามแก่ผู้รับ  ว่าเขานั้นจนจริง ลำบากจริง ทุกข์ยากจริงหรือไม่ จะเป็นการเสียเปล่าหรือไม่ หรือเป็นการส่งเสริมอาชีพขอทานให้เจริญหรือไม่  สำหรับปุถุชนทั่วไป  ผู้ยังไม่สามารถให้ชีวิตเป็นทานได้ดังพระโพธิสัตว์ในอดีตได้ทรงบำเพ็ญพระปณิธานไว้  ควรที่จะเริ่มต้นจากการพิจารณาตนเองก่อนทุกครั้งที่จะทำทานว่า เรามีการจัดการทรัพย์สินที่ “สมชีวตา” แล้วหรือไม่ และได้ “อารักขา” ทรัพย์ไว้ใช้จ่ายในยามเดือดร้อนจำเป็นแล้วหรือไม่  หากได้จัดการตามหลักของความพอเพียงและความพอดีเช่นนี้แล้ว  ผู้ตั้งใจประกอบทานก็จะไม่ทุกข์ ไม่กังวล เพราะมีการป้องกันทรัพย์ไว้สำหรับตนเองและครอบครัว ดังได้ล้อมรั้วเหล็กอย่างดีไว้แน่นหนาดีแล้ว  ดังนั้น จึงสามารถที่จะใช้ส่วนที่เหลือนั้นในการประกอบกรุณาทานในวาระต่างๆ ตามแต่สมควร  โดยควรที่จะถือหลักการบริจาคหรือให้ด้วยใจที่  เป็นกลาง ไม่คิดต่อ ไม่หวังผล อันจะยังผลให้ไม่เกิดความเดือดร้อนในทานนั้น  เพราะทานใดที่ให้แล้วเดือนร้อน  คือ เกิดทุกข์ว่า  เอ! เขาผู้ยากลำบากนี้เป็นเช่นนี้จริงๆ หรือไม่  เขาจะได้นำเงินของเราไปให้ผู้อื่นหรือไม่  ฯลฯ  ทานเช่นนี้ไม่อาจประกอบให้เกิดอานิสงส์ใดๆ เพราะผู้ให้มีใจที่ขุ่นมัวสงสัยแลดูไม่บริสุทธิ์  และหากแม้ผู้รับทานนั้น  จะได้มีความประพฤติไม่บริสุทธิ์สมดังที่สงสัย  และยังผลให้บุญแห่งทานไม่เท่ากับผู้รับที่ทรงไว้ด้วยศีล  ธรรมและปฏิปทา แต่ทานนั้นย่อมสำเร็จแล้วขณะให้ บุญกุศลย่อมเกิดแล้วขณะที่ใจเสียสละ จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ  และในด้านของผู้รับที่ไม่บริสุทธิ์นั้น  ในที่สุดเขาก็ย่อมจะได้รับกรรมอันเป็นผลจากความไม่บริสุทธิ์ของตนเอง เช่น  มีอาญาบ้านเมืองหรือหน่วยต่างๆ ในสังคมเป็นผู้ตรวจสอบและลงโทษ เป็นต้น  ดังที่กล่าวมานี้คือหลักแห่งการประกอบทานทั้งปวง 

            เรามีเพื่อนร่วมทุกข์อยู่เป็นจำนวนมาก ในท่ามกลางสงสารวัฏที่เราทั้งหลายยังต้องพบเจอกัน  จงอย่าได้สงสัยในการให้ จงมีจิตอาสาที่จะให้นับแต่บัดนี้ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก และผู้เสียสละและบริจาคโดยไม่สงสัยยิ่งย่อมเป็นที่รักแห่งหมู่ชน  ดูเอาเถิด  เรานี้เป็นเพื่อนทุกข์  เขานั้นก็เป็นเพื่อนทุกข์  เราและเขาต่างก็ต้องทุกข์ต้องยากกันไปอย่างนี้  อีกนับชั่วกัปชั่วกัลป์  

___________________________