ปัญหาที่พบในเรื่องของ “การพิจารณาความดีความชอบ”


ปัญหาที่พบในเรื่องของ “การพิจารณาความดีความชอบ”

ปัญหาที่พบในเรื่องของ “การพิจารณาความดีความชอบ”

จากที่ผู้เขียนได้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับเรื่องงาน “บุคคล” สิ่งที่ได้พบเห็นและเป็นปัญหาสำหรับเรื่อง “การพิจารณาความดีความชอบ” ของบุคลากรในส่วนราชการ ก็คือ...

1. ความไม่เป็นธรรมของผู้บังคับบัญชา

2. ความไม่รู้ตนเองของผู้ใต้บังคับบัญชา

3. การไม่สร้างความเข้าใจในแบบประเมินผลการปฏิบัติงาน

4. การไม่พูดคุยกันระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา

5. ความไม่โปร่งใสในการให้ความดี – ความชอบ

6. การไม่ทำข้อตกลงเริ่มแรกในการปฏิบัติงาน ฯ

7. การให้คะแนนประเมินในเชิงของการค้านต่อความเป็นจริงของผู้บังคับบัญชา ทำให้เกิดการขาดมาตรฐานกลางในการให้คะแนนในภาพรวมของส่วนราชการ

8. การนำไปพูดคุยกันระหว่างคะแนนประเมินของตนเองกับเพื่อนสนิทและนำมาเปรียบเทียบกันระหว่างตนเองกับเพื่อน ๆ

ฯลฯ

สำหรับเรื่อง “ความดีความชอบ” เป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่แต่ละคนก็มีความต้องการที่จะได้...แต่ในความที่จะได้นั้น ในปัจจุบันจะขึ้นอยู่กับ “ผลงาน” ที่แท้จริงว่า บุคคลที่สมควรจะได้ % ที่มากนั้น ควรมีผลงานที่ดีเด่นด้วย ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับ “ผลงาน” เพราะในการประเมินที่ผ่าน ๆ มา ในครั้งที่เป็นระบบซีนั้น ในเรื่องของแบบการประเมินผลการปฏิบัติงาน เป็นเรื่องที่วัด “ผลงาน” ค่อนข้างยากและไม่เป็นรูปธรรม...แต่แบบประเมินผลการปฏิบัติงานในแบบใหม่ จะเป็นเรื่องของ “ผลงาน” + “ตัวชี้วัด” ที่ชัดเจน + ข้อตกลงที่ผู้ร่วมงานได้ทำข้อตกลงกับผู้บังคับบัญชา + มีหลักฐานการทำงานที่แสดงถึงผลงานที่แท้จริง...การที่รัฐให้ส่วนราชการจัดทำแบบประเมินผลการปฏิบัติงานขึ้นมาใหม่นี้ เพื่อลดระบบเดิมที่เกิดจากความไม่เป็นธรรมของผู้บริหารและเพื่อการแสดงผลงานที่แท้จริงของผู้ปฏิบัติงาน...

แต่ความเป็นจริง!!!...จะมีผลต่อผู้ใต้บังคับบัญชาได้มากน้อยเพียงใด นั่นก็ขึ้นอยู่กับ “ระบบคุณธรรมของผู้บริหาร”...ถ้าผู้บริหารที่มีคุณธรรมประจำใจล่ะก็...บอกได้เลยว่า “โชคดีของลูกน้องที่มีผู้บังคับบัญชาดี + มีคุณธรรม”...แต่ถ้าผู้บริหารที่ไม่นำหลักคุณธรรมมาปฏิบัติแต่นำหลักอุปถัมภ์มาปฏิบัติมากกว่าล่ะก็...บอกได้เลย...ปัญหา คาใจ ต่าง ๆ เกิดขึ้นตามมาแน่นอน...ปัจจุบัน รัฐไม่เคยสอนให้ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจ (เพราะอำนาจจะแฝงอยู่ในตำแหน่ง + หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายนั้นแล้ว)... แต่อำนาจเกิดขึ้นได้ต่อผู้บริหารที่มักใช้ “ตำแหน่ง” หน้าที่การงานของตนเอง เป็นเหตุให้เกิดการ “ใช้อำนาจ” ซึ่งอาจใช้ในทางที่ถูก หรือ ผิดได้...การพิจารณาความดีความชอบในที่แล้ว ๆ มา ก็เนื่องมาจากการใช้อำนาจจาก “ตำแหน่ง” หน้าที่นี่เอง...ผู้บริหารบางคนอาจใช้ในทางถูก บางคนก็อาจใช้ในทางที่ผิด...

“หลักการที่รัฐให้ผู้บริหารปฏิบัตินั้น ดีแล้ว เกิดความถูกต้อง” แต่คนที่นำมาปฏิบัตินั่นแหล่ะ!!!...ที่จะทำให้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง...เรียกว่า “ทฤษฎีนั้นถูกต้อง แต่การปฏิบัตินั่นแหล่ะ!!! จะชอบนำมาทำแบบไขว้เขว”...ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับจิตใต้สำนึกของผู้บริหารนั่นเอง ว่าจะมีระบบคุณธรรมในจิตใจมากน้อยเพียงใด?...และทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับ "ผู้ปฏิบัติ" ด้วย ว่าต้องมีการแสดงผลงาน + หลักฐานของตนเองจริง ๆ จึงปรากฎ "ผลงาน" ที่แท้จริง เพื่อแสดงผลของงานในระบบใหม่ที่เรียกกันว่า "ระบบแท่ง..."

หมายเลขบันทึก: 467522เขียนเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2011 14:40 น. ()แก้ไขเมื่อ 5 เมษายน 2016 08:09 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (10)

ตอบ คุณแผ่นดิน

  • ขอโทษทีค่ะ ลบข้อกระทู้ของคุณผิดค่ะ...
  • ระเบียบ กติกาของเรื่องการพิจารณาความดีความชอบ หรือถ้าเป็นสมัยใหม่เขาจะเรียกว่า "แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน" ค่ะ ก็คล้ายกับกฎ ระเบียบ ที่ตัวเราต้องรู้ ต้องทราบ เพราะเป็นเรื่องที่เราต้องปฏิบัติร่วมกันในสังคมของการทำงาน เพราะถ้าเราไม่รู้ ไม่ทราบจะทำให้เวลาทำงานของฝ่ายบุคคลนั้นอึดอัดใจในการดำเนินการ
  • เหมือนกับถ้าเราเอาใจเขามาใส่ใจเรา เฉกเช่นเดียวกันกับเวลาเราทำงาน แล้วเรามีกฎ กติกาของการทำงานที่เราทำอยู่ แล้วมีคนอื่นไม่ปฏิบัติตามที่งานของเราได้มีให้ปฏิบัติ เราก็จะรู้สึกอึดอัดเช่นเดียวกันค่ะ
  • เพราะถ้าเป็นเรื่องของการดำเนินการตามภาครัฐแนวใหม่ เราจะต้องมีผลงานเพื่อแนบหรือตัวชี้วัดที่เราต้องใช้วัดผลงานของเรา ส่วนเรื่องงานนั่นก็ใช่ ว่าเรามุ่งงาน แต่ก็ต้องมีแบบประเมินตามอีกครั้ง ว่าผลของงานนั้นเป็นเช่นไร...ไม่ใช่ให้เป็นหน้าที่ของเบื้องบนอย่างเดียวค่ะ แต่เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างเบื้องบน + ตัวเราเองค่ะ ผลที่ออกมามันจึงจะสมบูรณ์แบบ ส่วนจะได้เท่าไรนั้น มันก็อีกเรื่องหนึ่ง...เพราะถ้าตามความจริงตามแบบประเมินนั้นแล้ว เขาจะวัดกันที่ผลของงานจริง ๆ แต่เวลาที่แต่ละส่วนราชการนำไปปฏิบัตินั้น ก็ขึ้นอยู่กับการนำหลักธรรมไปปฏิบัติของผู้บริหารแล้วละค่ะ...

สอบถามว่า ในกรณีที่รับราชการไม่ถึง 25 ปี แล้วในตอนเกษียณก็จะไม่มีสิทธิ์จะได้รับ บำนาญ แต่จะได้ บำเหน็จแทน ใช่มั้ยครับ

แล้วทีนี้ จะเรียกว่า อย่างไร ข้าราชการบำเหน็จเหรอครับ

แล้วสิทธิในการเบิกค่ารักษาพยาบาลจะยังคงอยู่หรือไม่ เพราะ เท่าที่ทราบมา กรณีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล จะใช้กับ ข้าราชการบำนาญเท่านั้น

รบกวนตอบด้วยครับ

ตอบ...คุณวรบัญชา

  • มีอีกกรณีหนึ่งค่ะ สำหรับคนที่อายุมาก คือ บรรจุเข้ารับราชการตอนอายุมากแล้ว สามารถรับบำเหน็จได้ ไม่ทราบว่าคุณเข้า case นี้หรือเปล่า ถ้าเข้า ก็จะได้รับเป็นบำเหน็จค่ะ
  • แต่ถ้าปกติทั่วไป คือ ตามที่คุณถาม ก็จะได้รับบำเหน็จอย่างเดียวค่ะ เมื่อรับบำเหน็จก็จะไม่ได้รับสิทธิในการเป็นข้าราชการบำนาญ รวมทั้ง ค่ารักษาพยาบาล ก็จะหมดสิทธิไปด้วย เพราะไม่ได้เป็นข้าราชการบำนาญไงค่ะ...เพราะสิทธิในการรับค่ารักษาพยาบาลจะมีเฉพาะสำหรับ ข้าราชการบำนาญค่ะ

สวัสดีครับอาจารย์ บุษยมาศ

อ่านบันทึกอาจารย์แล้ว ผมอยากจะบอกกับอาจารย์ (เป็นข้อเท็จจริงนะครับ) ไม่ใช่เฉพาะระบบราชการเท่านั้นครับ เพราะระบบเอกชนที่ยังอิงการเมืองภายในองค์กรก็เป็นแบบนี้เลยเช่นกัน ถึงแม้ผู้บริหารระดับสูงรุ่นใหม่ๆท่านพยายามจะนำระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีตัวชี้วัดที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุดเอามาใช้ โดยนำระบบต่างๆเข้ามาควบคุมการบริหารจัดการจนเยอะแยะไปหมดคนปฏิบัติก็รู้สึกสับสนวันละหลายๆรอบ นี่ยังไม่รวมการไปจ้างบริษัทที่เข้ามาเป็นที่ปรึกาาอีกต่างหากนะครับ เอาเป็นว่าผมสรุปเลยแล้วกันว่า ท้ายที่สุดบุคลากรก็ไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างที่ควรจะเป็นครับ ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ นานับประการมักลงเอยด้วยคำว่า "ไม่เหมาะสม" , "ความพยายามยังไม่เพียงพอ" ฯลฯ ซึ่งก็หมายถึงประมาณว่า "ฉันไม่ชอบเธอ เพราะเธอไม่ชอบปฏิบัติตามที่ฉันต้องการ อีกทั้งเธอก็ยังไม่ใช่คนของฉัน ฉันควบคุมเธอไม่ได้ ฯลฯ" สารพัดนาๆเหตุผลที่ไม่ได้เกี่ยวกับหัวข้อตามเกณฑ์การประเมินแต่ประการใด หรือก็ทำเป็นตีความแบบเด็กๆตีความทำเป็นแกล้งไม่รู้เรื่อง มองข้ามไปซะอย่างนั้น นี่แหละครับเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่อยากจะนำมาแชร์กับท่านอาจารย์ในมุมมองขององค์กรเอกชน (บางส่วนที่อาจเป็นส่วนมาก)

มาตรฐานการชี้วัด ระบบต่างๆรวมไปถึงเครื่องมือในการประเมิน จากตะวันตกผมเชื่อว่าของเขาดีอยู่แล้วครับ มีความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่ง เพราะหากไม่ดีจริง คงไม่สามารถทำให้คนในสังคมที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่เขายอมรับกันได้ แต่ความเหมาะกับบริบทหนึ่งอาจจะไม่สามารถเป็นตัวชี้วัดว่าเหมาะกับบริบทอื่นๆด้วย โดยเฉพาะในสังคมที่.....

๑) ไม่ยึดมั่นตามหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อย่างเพียงพอ ยังมีความเชื่อตามธรรมเนียมสูง มีการยอมรับในระบบการเชื่อฟังอย่างตกขอบ

๒) การดำเนินชีวิตขัดแย้งกับความตระหนักในความจริง

๓) ถ่ายทอดแต่"ความรู้" ที่ปราศจาก"วิธีคิด"

๔) ให้คุณค่าตามความพอใจของตนเอง

๕) ดำเนินชีวิตตามอารมณ์ความรู้สึก

๖) ยึดสามัญสำนึกเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

๗) มีการปิดกั้นด้วย "ไตรภาวะ" (ลองของ แล้วหลอกใช้ ก่อนจะเกิดการยอมรับกันได้)

กล่าวโดยสรุป ระบบที่ถูกนำมาใช้และดำรงอยู่จนถึงปัจจุบันเชื่อมั่นได้ว่าดีอยู่แล้วครับ แต่คนที่อยู่ในระบบและมีอำนาจในการตัดสินคนนี่ซิมักใช้ "อคติ" มาผสมปนเป บิดเบื่อน หักล้างข้อเท็จจริงตามเกณฑ์ไปหมด สุดท้ายก็กลับไปที่คำว่า "ค่าของคน ก็ยังอยู่ที่คนของใคร" อยู่ดี

ขอบคุณที่เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้นะครับอาจารย์

ตอบ คุณวรบัญชา

  • สำหรับกรณีแรก ต้องเป็นผู้ที่มีอายุครบ 60 ปี ด้วยนะคะ แต่มีอายุราชการไม่ถึง 25 ปี ค่ะ
  • สวัสดีค่ะ คุณธนากรณ์ Ico48
  • ขอบคุณสำหรับดอกไม้กำลังใจ + ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ค่ะ
  • ค่ะ ถ้าพูดถึงทฤษฎี บทไหน ๆ ดีหมดค่ะ ว่าแต่ที่มีปัญหา ก็คือ เรื่องของการนำไปปฏิบัตินี่แหล่ะค่ะ...เพราะทฤษฎีจะตายตัว แต่ปฏิบัตินี่สิค่ะ คนนำไปปฏิบติชอบนำตัว "ความรู้สึก" ของตนเองเข้าไปด้วย เลยทำให้ผลการประเมินที่เป็นจริงเบี่ยงเบน + ไม่ยอมรับว่าตนเองทำไม่ถูกด้วยนะคะ
  • พูดถึงถ้าคนเราตัดในเรื่องของตัว กิเลส ความอยากได้ใคร่ดีออกไปบ้าง ก็คงดีนะคะ จะทำให้ได้ผลการประเมินที่เป็นความจริงมากขึ้นค่ะ...
  • แต่ขอบอก... "ของพรรณนี้ไม่เข้าใครออกใครจริง ๆ ค่ะ"...อิอิอิ...

 

ธัญญารัตน์ โพธิ์ทอง

สวัสดีค่ะ อาจารย์

         อ่านบันทึกของอาจารย์แล้ว   เห็นด้วยค่ะ   ดิฉันเป็นข้าราชการ   ได้รับการบบรรจุ  จากโครงการคุรุทายาท  ตั้งแต่ปี   2543    จนถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยได้รับการพิจารณาความดีความชอบ   2   ขั้นเลย   ทั้ง ๆที่ตั้งใจสอน  และปฏิบัติหน้าที่เต็มความสามารถ   เคยบันทึกข้อความสอบถามผู้บริหารและหัวหน้างาน   แต่ไม่ได้รับการชี้แจงว่ามีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขอย่างใร  

เป็นเพราะดิฉันไม่มีพวก ทำแต่งาน ทั้ง ๆที่เป็นงานที่พัฒนาองค์กรเช่นกัน บางคนไม่ได้ทำงานแต่ได้รับการพิจารณาความดีความชอบ จึงเกิดความสงสัย พอสอบถามเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ไม่ได้รับการพิจารณา และเชื่อว่าคงจะไม่ได้รับตลอดไป ดีฉันจะทำอย่างไร เรื่องขั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่รู้สึกท้อแท้เมื่อได้ยินคำพูดจากเพื่อนครูด้วยกัน ว่าคนที่ไม่ได้รับพิจารณาเลย คือ บุคคลที่ด้อยประสิทธิภาพ จะติดต่อกับองค์กรกลาง/ กระทรวงศึกษาธิการอย่างไร เพื่อให้มาตรวจสอบการทำงานของเรา
เราจะได้พัฒนาตนเอง อยากทราบว่าเราด้วยคุณภาพจริงดังที่เพื่อนครูและในหน่วยงานกล่าวอ้างจริง หรือ

          ขอบพระคุณค่ะ 
                             แต่กำลังใจที่สำคัญที่ให้สู้ต่อ คือนักเรียนและผู้ปกครองที่น่ารัก   ดิฉันสอนด้วยความสนุก  เงินจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญ   

  • สวัสดีค่ะ คุณธัญญารัตน์
  • เรื่อง ความดีความชอบ เป็นเรื่องที่พูดยากมากสำหรับระบบราชการไทยค่ะ ภาครัฐพยายามนำระบบที่ดีมาให้ข้าราชการประพฤติ ปฏิบัติกันอย่างเป็นธรรม แต่ผลสุดท้าย สิ่งที่ได้ ก็ยังมองดูว่า "เหมือนเดิม"
  • ก็อย่างที่บอกค่ะ ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้บริหารแต่ละคนด้วยว่า "จะมองผลของการที่ลูกน้องที่ตนเองรับผิดชอบนั้นได้ครอบคลุมมากน้อย เพียงใด
  • อย่าลืมว่า สังคมไทย ยังเป็นระบบที่เป็นพรรคพวกมากอยู่ ยังไม่ค่อยเน้นถึงเรื่องผลงานมากนัก เวลาจะตอบสังคมก็บอกว่า เน้นผลงานเป็นหลัก แต่ทางปฏิบัตินั้น ดูเหมือนริบหรี่เต็มที
  • ผู้เขียนก็อยากจะบอกคุณว่า เราทำงานแล้ว เรามีความสุข สุขที่ได้ทำ สุขที่เราได้รับ ก็คงจะโอเคแล้ว สำหรับเรื่องความดี ความชอบ คงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่บางคนคิดว่าอยู่ในประเด็น แต่ถ้าเราตัดออกไปแล้ว เรามีความสุขต่ออาชีพของเรา ก็อย่าไปพะวงกับมันเลยค่ะ ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดนะคะ คนไม่เห็น สิ่งที่มองด้วยตาไม่เห็นเขาเห็นค่ะ
  • การทำงานเหมือนการทำงานมีทั้งที่ด้านคนเห็นกับคนไม่เห็นค่ะ ถ้าทุกคนทำแต่ในด้านที่คนเห็นคงเป็นไปไม่ได้ คงมีด้านที่เราทำแต่เป็นด้านหลัง เราทำงานคนด้านหน้าไม่เห็นแต่คนด้านหลังเห็นค่ะ เพราะถ้าไม่มีงานด้านหลัง งานก็คงไม่สำเร็จ
  • เป็นกำลังใจให้นะคะ ทำงานในหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดค่ะ ถ้าคิดถึงเรื่องนี้แล้วไม่สบายใจ ก็อย่าไปนึก...ให้นึกเสียว่า "เราทำงานในหน้าที่และก็ดีที่สุดแล้ว เท่านี้ก็พอ" ค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ สำหรับคนทำงานภาครัฐทุกคนค่ะ

 

อยากถามอาจารย์ว่า การพิจารณาความดีความชอบของครูนั้น..เขาเอาเวลาจาก รร.เดิมมาคิดเป็นระยะเวลาความห่างในการได้ความดีความชอบของอีก รร.หนึ่งด้วยมั้ย..เช่น นาง ก.ย้ายมาจาก รร. เอ มา รร.บีเป็นเวลา 2 ปี 4 เดือน..ผู้บริหารย้ายมาใหม่ เพิ่งได้ 4 เดือนกว่า ๆ แต่เป็นสามีของครู ก และพิจารณาให้ครู ก ได้ 2 ขั่น ยังไม่พอยังพ่วงลูกน้องครู ก อีก 2 คน ซี่งมีระยะเวลามาอยู่รร.บี ไม่ถึง 3 ปื

เมื่อสอบถามผู้บริหารไป..เขาตอบว่า มีผลงานเด่นและไม่ได้ 2 ขั้นมาเขาเอาเวลาจาก รร.เอ มายวกให้ด้วย ส่วนครู ก ย้ายมาจากเทศบาล ซึ่งเป็นคนละสังกัด นังมารวามกันได้ เพราะเทศยาลเขาไม่มี 2 ขั้น แต่มี โบนัส..ผอ.บอกว่า ครู ก ไม่ได้ 2 ขั้นมา 10 ปีแล้ว

ในขณะเดียวกัน ครูที่สอนอยู่ รร.บีมาตลอดไม่เคยย้ายไปไหนมีผลงานเหมือนกัน ผลงานคือเหริยญทองวิชาการระดับภาค..กับสามคนข้างต้นกลับไม่ได้และเวลาที่ห่างในการได้ที่ รร.บีมากกว่า คือ 4 ปีกว่า เขากลับไม่ให้

ค่าของคนจึงอยู่ที่คนของใคร...ผู้ยริหารมาอยู่ 4 เดือนรู้ได้อย่างไร..และไม่ฟังการคัดค้านจากใครเลย แม้กระทั่งรอง ผอ.ซี่งอยู่ รร.บี มาเป็นสิบปี

แล้วเราจะหาความยุติธรรมจากไหนได้..ไปร้อง สพป.หรือ ศูนย์ดำรงธรรมได้ไห

ปล.ดิฉันไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในกรณีนี้เลย..เพียงแต่เห็นความไม่เป็นธรรมแล้วทนไม่ได้จริงๆค่ะ

สวัสดีค่ะอาจารย์  ขอสอบถามค่ะว่าผู้ถูกประเมินสามารถขอดูคะแนนที่ตนเองได้รับจากผู้บังคับบัญชาได้มั้ยคะ

สงวนลิขสิทธิ์ © 2005-2021 บจก. ปิยะวัฒนา และผู้เขียนเนื้อหาทุกท่าน
ขอแนะนำ ClassStart ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี