น้ำท่วมกายได้ แต่ ... อย่าให้น้ำท่วมใจ
ความสุข สิ่งที่เป็นยอดปรารถนาของทุกคน ในวัยเยาว์ ความสุขเป็นสิ่งที่ไขว่คว้าหามาได้โดยง่าย แค่ได้ของเล่นถูกใจ ขนมชิ้นโปรด หรือแค่โดนจี้เอว ก็หัวเราะตัวงอ หน้าแดงก่ำ ความสุขกระจายออกมาให้คนทั่วไปได้พบเห็นและซึมซับความสุขเหล่านั้น หากแต่เมื่อเติบโตขึ้น ราวกับโลกพลิกกลับด้าน ความสุขกลับไขว่คว้าหามาได้ยาก หรือหากหามาได้ก็ยึดครองไว้ได้แค่เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น
บางทีอาจเป็นเพราะเราติดภาพที่ว่า ความสุขต้องแสวงหาจึงจะได้มา
หนังสือ “ตัดสินใจเลือกที่จะมีความสุข” ของ นายแพทย์เทอดศักดิ์ เดชคง สนพ.มติชน กลับบอกให้เรารับรู้ในสิ่งที่ตรงกันข้าม ความสุขที่แท้ไม่ต้องแสวงหา มันมีอยู่แล้วในทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง เพียงแต่เรานั่นแหละ “ตัดสินใจเลือกที่จะมีความสุข” หรือเปล่า
ในหนังสือไม่ได้บอกเล่าทฤษฎีให้พวกเราท่องจำเพื่อที่จะปฏิบัติตาม หากแต่ใช้วิธีการยกตัวอย่างผู้คนในสังคมจริงที่ทำงานในอาชีพที่แตกต่างกัน ทั้งที่มีฐานะทางสังคม ร่ำรวยเงินทอง ทั้งที่มีฐานะปานกลาง ไปจนถึงหาเช้ากินค่ำ พวกเขามีตัวตนจริงในสังคมที่เราพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
หนึ่งตัวอย่างที่ฉันอ่านแล้วรู้สึกประทับใจมาก คือ พนักงาน call center อาชีพพนักงาน call center ไม่ว่าจะสังกัดบริษัทใดก็ตาม ลักษณะงานคงไม่แตกต่างกัน หน้าที่ของพวกเขา พวกเธอเหล่านั้นคือ รับฟังข้อเสนอแนะ ข้อร้องเรียนการให้บริการของบริษัทฯ แทบจะทุกครั้งที่เสียงร้องเรียน มักจะมีของแถมคือ อารมณ์โกรธขึ้ง น้ำเสียงห้วนแทบจะตะโกนใส่สาย นานๆ ครั้งที่จะได้ยินเสียงร้องเรียนที่มีทีท่าของความเกรงใจ และแทบจะไม่มีเลยคือเสียงชื่นชมบริการของบริษัทฯ
หน้าที่หลักของพวกเธอคือ รับฟังเพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสระบาย หาคำอธิบายหากเป็นเรื่องที่เธอพอจะให้คำตอบได้ และส่งต่อเรื่องให้แผนกที่เกี่ยวข้องรับไปดูแลต่อหากจำเป็น ดูๆ แล้วแทบเป็นไปไม่ได้ที่พวกเธอจะมีความสุข แต่กลับพบว่าพวกเธอจำนวนหนึ่งกลับมีความสุขอยู่ได้ เธอรู้สึกภูมิใจที่เธอเป็นสื่อกลางรับฟังข้อเสนอแนะของลูกค้า เธอเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้บริษัทฯ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ถูกต้องตรงใจ ซึ่งนั่นหมายถึงความเติบโต ก้าวหน้าของบริษัทฯ พวกเธอยินดีที่จะรับฟังสายร้องเรียนของลูกค้า ถึงขนาดตั้งเป้าหมายด้วยซ้ำว่า วันนี้จะรับสายร้องเรียนกี่สาย และจะสามารถแก้ปัญหา สร้างความพึงพอใจได้กี่สาย
จะเห็นได้ว่า แม้จะต่างอาชีพ ต่างฐานะ ต่างก็มีความสุขได้ โดยใช้หลักการเดียวกัน คือ เลือกที่จะมอง ที่จะเห็น ในสิ่งที่ดีที่มีประโยชน์ต่อชีวิต และให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านั้น ส่วนที่ไม่ดี ไม่มีประโยชน์เพียงแต่รับรู้และยอมรับเท่านั้น
ใดๆ ในโลกนี้ล้วนไม่สมบูรณ์แบบ
หากเพียง “มีการจัดวางได้ถูกตำแหน่ง ให้มีโอกาสเผยความงาม
ความสามารถได้เต็มที่
ทุกอย่างล้วนงดงามได้ไม่แตกต่างกัน
ข้อความข้างต้นนี้เป็นความเรียงที่ฉันส่งให้ “ขวัญเรือน” ในคอลัมน์หนังสือดีของผู้อ่าน และได้รับการตีพิมพ์ในขวัญเรือนฉบับปักษ์แรกเดือนพฤศจิกายน 2554
ในสถานการณ์แห่งความทุกข์ยากจากวิกฤติการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ คงเป็นเรื่องยากที่ผู้ประสบภัยจะสามารถมองหาความสุขได้ท่ามกลางความสูญเสียมากมายขนาดนั้น แต่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ฉันเอง ณ ขณะนี้ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ประสบภัย เพียงแต่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก แต่ฉันเคยมีประสบการณ์อื่นที่ใกล้เคียงกัน ...
เมื่อปีพ.ศ.2541 ฉันเคยป่วยด้วยโรคหน้าเกร็งตากะพริบค้าง โรคที่เกิดจากเส้นประสาทควบคุมการกระพริบตาทำงานผิดปกติ คือ เมื่อกระพริบตา ตาจะปิดสนิทแน่นนานราวกับทากาวตราช้างเอาไว้อย่างนั้น และต้องใช้ความพยายามอย่างมากถึงขนาดที่ต้องยู่ใบหน้าเพื่อที่จะพยายามลืมตาขึ้นให้ได้ ฉันเคยจับเวลาดูเล่นๆ ปรากฏว่า กว่าจะลืมตาขึ้นได้ฉันใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 นาทีหรืออาจจะมากกว่า ในบางครั้ง
ฉันป่วยด้วยโรคนี้ในขณะยังทำงานอยู่ในรพ.เอกชนแห่งหนึ่ง พร้อมกับมีงานห้องพยาบาลเป็นงานเสริม ตอนนั้นอาการยังไม่มากนัก คือ อาการมีแต่เฉพาะขับรถ นั่งทำงานจ้องคอมฯ นานๆ เท่านั้น แต่พอดีว่าฉันมีปัญหาในที่ทำงานก็เลยลาออกและย้ายที่ทำงานใหม่ ระหว่างอยู่ในช่วงโปร อาการของโรคก็เป็นมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขนาดเป็นทุกครั้งที่กระพริบตา ผลที่ตามมาคือ ฉันไม่ผ่านโปร ฉันต้องเปลี่ยนงานอีกครั้งไปทำงานที่รพ.เอกชนในเมือง คราวนี้อาการของโรคพัฒนามากขึ้นจนเรียกได้ว่าเป็นแทบจะทุกครั้งที่กะพริบตาเลยเชียว เดินๆอยู่ก็หลับตาพรึ่บ ชนคนในห้างสรรพสินค้ากระเด็น ขับรถไม่ต้องพูดถึงเพราะหวิดขับรถชนหลายต่อหลายครั้งจนต้องเลิกขับรถในที่สุด ผลที่ตามมาคือ ฉันไม่ผ่านโปรอีกครั้ง ณ เวลานั้น ฉันไม่สามารถ ไม่กล้าที่จะไปสมัครงานที่ไหนอีก แต่กลับหลุดไปอยู่ในวงจรของ “ตลาดเงิน” ซึ่งกว่าฉันจะหลุดออกมาได้ก็มีหนี้สินติดตามฉันมาอีกจำนวนหนึ่ง ในที่สุดฉันก็มีเพียงงานห้องพยาบาลที่ยังทำอยู่เพียงไม่กี่วันต่อเดือนตามตารางเวร รายได้ต่อเดือนฉันจากที่เคยมี 5 หลักลดเหลือเพียง 4 หลักต้นๆ ในขณะที่ฉันมีรายจ่ายหลักคือ การผ่อนรถ และหนี้สินราวหกหลักที่ได้มาจากตลาดเงิน ไม่ต้องพูดถึงค่ารักษาเลย ณ ตอนนั้นฉันเวียนไปรักษาทุกวิถีทางที่มีคนแนะนำ เริ่มจากไปรักษาที่ศิริราชก่อนเพื่อจะได้รับการยืนยันว่า โรคที่ฉันเป็นรักษาไม่หาย ทำได้แค่ประคับประคอง ฉีดยาไป แม้ค่ารักษาจะเบิกคืนได้ตามสิทธิราชการ แต่ก็ต้องสำรองจ่ายไปก่อนไม่ต่ำกว่า 5000 บาท/ครั้ง และต้องรอเงินคืนกลับไม่ต่ำกว่า 3 เดือน เมื่อรพ.ศิริราช บ้านฉันรักษาไม่หาย ฉันก็เวียนไปรักษาที่อื่นทุกที่ๆ มีคนแนะนำ ทั้งฝังเข็ม นวดกดจุด ไคโรแพคติค ซึ่งแต่ละแห่งก็มีค่ารักษาไม่น้อย ณ เวลานั้นฉันก็มองเห็นแต่ความทุกข์ของตัวเอง ทุกข์ในอาการป่วยของตัวเอง ทุกข์ในภาระหนี้สินก้อนมหึมานั่น มองหาแง่ดีของความทุกข์ ความเจ็บป่วยไม่เจอเลย
ด้วยความทุกข์ ฉันเคยแม้แต่ไปยืนที่ลานจอดรถชั้น 7 มองไปที่พื้นพลางคิดว่า ถ้าแค่ฉันกระโดดลงไปที่พื้นนั่น ทุกอย่างก็คงจบลงเสียที แต่ฉันทำไม่ได้ ฉันไม่สามารถจะทิ้งปัญหาที่ฉันก่อไว้ให้คนที่ฉันรักต้องรับภาระแทนได้
ทางเดียวที่ฉันทำได้คือ นิ่ง ไม่กล้าที่จะระบายกับใครแม้แต่คนข้างตัว พ่อแม่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ฉันไม่เคยบ่นเล่าความทกุข์ให้ฟัง ไม่ต้องการให้ท่านทุกข์มากขึ้น วิธีการเดียวที่ฉันทำได้คือ การสวดมนต์ พร่ำบ่นหน้าที่พระ ร้องไห้เพียงลำพัง ไม่น่าเชื่อว่าวิธีการนี้กลับช่วยให้ฉันเริ่มมีสติ คงเพราะใจที่ได้ระบายสิ่งที่คั่งค้างอยู่ ทำให้สมองเริ่มจัดระเบียบข้อมูล เริ่มมีสติที่จะมองเห็น
คงเพราะตัวเองกำลังมีทุกข์ จึงทำให้ฉันเริ่มมองเห็นความทุกข์ของคนอื่นเป็นครั้งแรก ณ ตอนนั้นแม้ฉันจะมีรายได้น้อย แต่รายได้ที่น้อยของฉันก็ยังมากกว่าคนหาเช้ากินค่ำอีกหลายคน เพราะฉันเริ่มมองเห็นทุกข์ของคนอื่น จึงเริ่มที่จะบริจาคเงินเป็นรายเดือนเพื่ออุปการะให้โอกาสแก่เด็กยากไร้ ทั้งที่ตอนนั้นหนี้สินฉันก็ยังหนักหนา แต่ฉันเริ่มคิดได้ว่าฉันยังพอช่วยตัวเองได้ ยังพอใช้หนี้ได้ ก็แค่หนี้หมดช้าไปหน่อยแค่นั้น อยากให้โอกาสคนอื่น เพื่อให้เขาไม่ต้องมาลำบากเช่นเดียวกับฉัน ฉันเริ่มมองเห็นว่าจริงๆ แล้วฉันยังมีอีกหลายสิ่งที่คนอื่นไม่มี ฉันเริ่มมองเห็นคุณค่าของตัวเอง คุณค่าของงานที่ตัวเองทำ แม้ว่าฉันจะกระพริบตาค้าง หน้ายับยู่ยี่ แต่สมองของฉันยังใช้การได้ ฉันยังใช้ความรู้ทางการพยาบาลให้การรักษา ให้คำแนะนำกับคนอื่นได้ แล้วโรคที่ฉันเป็นมันก็แค่ “การกะพริบตาค้าง” ส่วนอื่นๆ ของร่างกายยังทำงานได้เป็นปกติ แทนที่จะมานั่งคร่ำครวญกับการกะพริบตาค้าง เอาเวลานั้นมาดูแลอวัยวะอื่นๆให้ทำงานได้เป็นปกติ ไม่ป่วยเป็นโรคอื่นเพิ่มเติมขึ้นมาอีกจะดีกว่า
จากที่เคยหงุดหงิดว่าตารางเวรน้อย รายได้ก็จะน้อยตามมา ซึ่งหงุดหงิดไปก็ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย กลับเปลี่ยนเป็นมองในแง่มุมใหม่ว่าเพราะตารางเวรทำงานของฉันมีน้อย ฉันก็เลยมีวันหยุดเยอะขึ้น ก็เลยถือโอกาสใช้เวลาที่เหลือเยอะนั่นมาหาวิธีดูแลร่างกาย ทำอาหารกินเอง มีเวลาไปออกกำลัง มีเวลาไปเยี่ยมพ่อแม่ เยี่ยมยาย มีเวลาไปทำบุญที่วัด ที่รพ.สงฆ์ มี... ฉันเริ่มรู้สึกถึงข้อดีของการป่วย
หลังจากฉันเริ่มปรับตัวได้ เริ่มมองเห็นข้อดีของการป่วยของตัวเองได้ เริ่มพอใจยอมรับได้ในสิ่งที่ตัวเองมี สิ่งดีๆ ต่างๆ ก็เริ่มทยอยเข้ามา งานห้องพยาบาลเริ่มมีมากขึ้นเพราะมีบริษัทฯ ติดต่อเข้ามาให้ไปทำ แม้จะยังไม่เท่าก่อนที่ฉันจะป่วย แต่เพราะฉันพยายามจำกัดรายจ่าย ทยอยใช้หนี้ แบ่งเงินเก็บวันละนิดวันละหน่อย ในที่สุดภาระทางการเงินค่อยๆ คลี่คลาย พร้อมๆ กับที่โรคของฉันก็ค่อยๆ ดีขึ้นทีละน้อยตามลำดับ ฉันใช้เวลาทั้งหมดตั้งแต่ป่วยเป็นโรค จนโรคหายสนิทพร้อมกับที่ภาระทางการเงินคลี่คลาย ไม่มากไม่น้อย แค่ ๙ ปีเอง ๙ปี สำหรับโรคที่อาจารย์แพทย์บอกว่าไม่หาย แต่ฉันกลับสามารถหายเป็นปกติได้
ในขณะทุกข์ หากเราไม่หาทางที่จะระบายความทุกข์ออกมา
เราก็จะไม่มีสติที่จะมองเห็นทางพ้นทุกข์ได้เลย
“เมื่อมีทุกข์ ก็จงร้องไห้ เมื่อมีสุขจงเปลี่ยนเป็นร้องเพลง”
ข้อความตอนหนึ่งในเพลงที่ชาวญี่ปุ่นแต่งขึ้นเพื่อให้กำลังใจพวกเราชาวไทย ออกอากาศทาง ThaiPBS
ขอแค่คุณได้ระบายความทุกข์นั้นออกมา เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่มากพอ สมองจะค่อยๆ จัดระเบียบ แล้วคุณจะเริ่มได้สติที่จะเห็นหนทางแก้ปัญหา
ข้อดีอย่างหนึ่งที่ฉันมองเห็นจากเหตุการณ์ครั้งนี้คือ
คุณมีเพื่อนร่วมทุกข์ ในขณะที่ตอนนั้นฉันทุกข์เพียงลำพัง
คุณอาจจะเสียทรัพย์สินมากมาย แทบจะเรียกได้ว่าตั้งต้นใหม่ แต่อย่างน้อยสุขภาพของคุณก็คงจะดีกว่าฉัน ณ ตอนนั้น หรือแม้จะใกล้เคียงกัน แต่ที่แน่ๆ คุณไม่ได้เป็นโรคประหลาดที่ใครต้องมองจนเหลียวหลังแบบที่ฉันเคยเจอเป็นแน่ (ก็แหม เดินๆ อยู่หลับตาปุ๊บชนโครมกับคนตรงหน้า นั่งกินข้าวอยู่ หลับตาปุ๊บกว่าจะลืมตาได้ คนที่นั่งตรงข้ามก็ทำหน้างงๆ ว่าหลับตา หน้ายับเป็นหมาบุลด๊อกทำไมกัน ... ใครไม่สงสัยก็มหัศจรรย์แหละ)
คุณมีรัฐบาล มีคนทั้งประเทศที่พยายามทุ่มเทแรงกาย แรงใจ กำลังทรัพย์ที่จะช่วยคุณ แม้อาจจะไม่มากนักเพราะต้องเฉลี่ยช่วยคนอื่นๆอีกหลายคน แต่อย่างน้อยคุณก็ยังมีคนที่พยายามจะช่วย
และที่สำคัญ คุณและพวกเรายังมี “ในหลวง” พ่อหลวงที่ทรงห่วงใย ทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยพวกเราเสมอ ตลอดมาและตลอดไป …
ที่วัดชลประทานวันนี้ มัคทายกวัดได้กล่าวว่า
เพราะว่าเหตุการณ์น้ำท่วม ทำให้เขาซึ่งขณะนี้เป็นชายวัยกลางคนแล้ว ต้องปั่นจักรยานเป็นระยะทางไกลๆ เพื่อคอยติดตามระดับน้ำ แล้วรีบปั่นกลับมาแจ้งเตือนเพื่อนในชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยต้องทำมาก่อน
เพราะว่าน้ำท่วม ทำให้เขาได้มีโอกาสออกกำลังกาย (การปั่นจักรยาน) เพิ่มขึ้นเป็นของแถม ...
ลองค่อยๆ ทบทวนดูสิคะว่า น้ำท่วมครั้งนี้ มีอะไรดีๆ ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคุณบ้าง
บางคนจากที่เคยต้องอยู่ห่างไกลญาติพี่น้อง แม้ว่าจะอยู่ในจังหวัดเดียวกันแต่ไม่เคยมีโอกาสมาเยี่ยมเยียนกันเลยสักครั้ง
แต่เพราะว่าน้ำท่วม พวกเขาเลยได้อพยพมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
บางคนจากที่ไม่เคยได้ไปเที่ยวที่ไหน ไม่เคยกลับต่างจังหวัดบ้านเกิดเป็นเวลานาน แต่เพราะน้ำท่วมเลยได้โอกาสไปใช้ชีวิตกับพ่อแม่ที่บ้านเกิด ...
หาข้อดีของน้ำท่วมครั้งนี้ให้เจอนะคะ
เมื่อคุณหาข้อดีพบ ขอบคุณข้อดีเหล่านั้นได้ ใช้ชีวิตโดยมองที่ข้อดีเหล่านั้น แล้วใช้ชีวิตให้ดี ให้คุ้มค่าที่สุด
คุณจะมีสิ่งดีๆ กลับเข้ามาในชีวิตคุณแน่นอน
น้ำท่วมกายได้ แต่ ... อย่าให้น้ำท่วมใจ
เอาใจช่วยทุกคนค่ะ ... วารี
