กองทัพวารีบุกปทุมธานี บางบัวทอง

 บันทึก (ไม่ลับ) แสงดาวท่ามกลางฟ้ามืด

          นับจาก "กองทัพวารี" ยกพลบุกปทุมธานี บางบัวทองอย่างเป็นทางการมากว่าเดือน วันนี้นับเป็นวันแรกที่ฉันรู้สึกโปร่งใจมากที่สุด  โปร่งใจขนาดที่ว่าสามารถฮัมเพลงโปรด "ราตรีประดับดาว" ขณะทำกับข้าวได้แล้วกันแหละ

          โรงงานที่ฉันทำห้องพยาบาล รวมทั้งหมดไม่มากไม่น้อย แค่ ๔ โรงงานต่างก็ตั้งนิวาศ สถานอยู่ย่านบางบัวทอง ปทุมธานีทั้งสิ้น  ซึ่งแน่นอนเป็นเป้าหมายการเดินทัพของ "วารี" ทั้งนั้น

          เริ่มจากโรงงานย่านปทุมธานี ที่อยู่ห่างจากรพ.ปทุมธานีแค่เดินทางโดยรถไม่เกิน ๑๕ นาที ต้องปิดดำเนินการก่อนเป็นรายแรก โดยยังให้พนักงานไปทำงานเพียงแค่เพื่อรักษาโรงงานเท่านั้น  โรงงานแห่งนี้พนักงานส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างรายวัน มีที่พักอยู่ในคอนโด (แฟลตน่ะแหละ) ของบริษัทฯ โดยเสียค่าที่พักในราคาไม่สูงมากนัก  ซึ่งน้องๆ พี่ๆ ในทีมของฉันต่างก็เพียรพยายามที่จะเข้าไปให้ถึงโรงงาน ถึงขนาดยอมอ้อมเส้นทางมาทางรถเมล์สาย ๓๓ เพื่อไปต่อรถที่ตัวจังหวัด แต่ก็แห้วค่ะ  ในที่สุดฉันจึงโทร.ไปสอบถามโรงงานเพื่อจะหาหนทางไป  คำตอบของบริษัทฯ คือ

          ไม่เป็นไรค่ะพี่ภัส  พวกเราเข้าใจค่ะ เดินทางลำบากมากอย่างนี้ อย่ามาเลยค่ะ

          ถ้ามีอะไรติดต่อพี่ทางมือถือตลอดเวลาเลยนะคะ  แล้วจะพยายามเข้าไปให้ได้เร็วที่สุด

          นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้กว่า ๓ สัปดาห์แล้ว ฉันก็ยังไม่สามารถติดต่อกับบริษัทฯ ได้อีกเลย

          ตามมาเป็นแห่งที่สอง โรงงานซึ่งเป็นคลังสินค้า อยู่บนถนนตลิ่งชัน - สุพรรณบุรี  ซึ่งเริ่มมีภาวะวิกฤติตั้งแต่วันที่ ๑๗ ตค.  วันนั้นฉันเป็นห่วงน้องพยาบาลที่อยู่เวรเพราะเธออยู่ควง ๒ เวรแล้วต้องกลับไปที่ศิริราชเพื่อขึ้นเวรบ่าย       สู้อุตส่าห์ลุยน้ำ ต่อรถเมล์ ท่องน้ำเข้าไปหาถึงห้องพยาบาล กะว่าจะเปลี่ยนไปขึ้นเวรแทนให้   แต่ ณ วันนั้นสถานการณ์ดูยังดีอยู่แม้จะลำบากบ้างแต่คำตอบของน้องพยาบาลที่ขึ้นเวรคือ  ...

          ไม่เป็นไรพี่  กลับกับรถ ๑๘ ล้อของบริษัทฯ ได้

          แต่ว่า วันรุ่งขึ้น ทางคลัง ฯ ตัดสินใจอพยพพนักงานออกก่อนพร้อมประกาศปิดคลังสินค้าชั่วคราว      น้องพยาบาลคนนั้นและพี่พยาบาลที่เข้าไปต่อเวรเช้า อาศัยรถ ๑๘ ล้อของบริษัทฯโดยมาสมทบรวมกันที่แยกนพวงศ์     และเคลื่อนผ่านกองทัพวารีเข้าสู่บางใหญ่กลับถึงที่พักได้อย่างปลอดภัย

          หลังจากนั้นอีก ๒ วันคลังสินค้าได้เปิดทำการอีกครั้ง     ฉันพยายามจะเข้าไปทำงาน แต่ก็พลาดรถบริษัทฯ ที่เข้าไปตอนกะเช้า  เพียรที่จะเข้าไปพร้อมรถกะบ่าย     ทว่ากลับไม่สามารถเข้าไปได้อีก

          วันต่อมาฉันเข้าไปที่คลังสินค้าได้สำเร็จด้วยบริการรถสินค้า ๑๘ ล้อ      โดยฉันต้องออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด ไปนั่งตบยุงรอกว่าชั่วโมง  และนั่นเป็นวันสุดท้ายของฉันที่คลังสินค้า  ณ วันนั้นฉันได้พยายามทำหน้าที่ของฉันอย่างดีที่สุดสำหรับพนักงานที่ยังเหลืออยู่ที่นั่น เพื่อดูแลรักษาคลัง และ อีกส่วนหนึ่งคือพนักงานที่บ้านของพวกเขาย้ายไปอยู่ หมู่บ้านบาดาลนิเวศน์ ไปเรียบร้อย ทางบริษัทฯ ก็ได้ช่วยเหลือโดยหาซื้อที่นอนปิคนิค และอนุญาตให้พักค้างที่คลังสินค้าได้ โดยมีแม่ค้าจากทางสุพรรณบุรีมาทำอาหารให้  โดยในส่วนของฉัน ก็จัดวางยาที่จำเป็นต้องใช้แยกประเภท  ทิ้งเบอร์โทร.มือถือไว้ให้

          ขากลับจากคลังสินค้าวันนั้น เรียกได้ว่า ฉันได้ซื้อบริการ สมบุกสมบันทัวร์ โดยไม่รู้ตัวเลยเชียว เริ่มจาก รถทหารไปรับถึงคลัง มาส่งลงน้ำ ย้ำ บนน้ำค่ะ ที่แยกบางใหญ่  จากนั้นก็โบกรถอะไรไม่รู้แหละที่มีเครนสีส้ม ก็เห็นเขาบอกว่าจะไปแครายก็เลยถลาขึ้นไป  แต่ ... พอถึงแยกบางใหญ่ ปริมาณรถจำนวนมากที่หนีน้ำท่วมออกจากบางบัวทอง ทำให้รถเปลี่ยนใจไปปิ่นเกล้าดื้อๆ  ฉันเลยต้องขอลงตรงนั้น  เดินท่องน้ำบนถนนท่ามกลางฝนโปรยปรายแบบไม่เกรงใจรถเลยเชียว เพราะรถทุกคันต่างจอดแน่นิ่งติดสนิท (ดีทีไม่ดับ) กันเป็นแถวยาว  เดินไปได้ครู่หนึ่งผ่านท้ายรถปิคอัพ เห็นหญิงชายนั่งเปิดท้ายเลยชวนคุยเล่นๆว่า

          จะไปไหนกันคะ

          ไปพระนั่งเกล้าค่ะ  นี่ก็อาศัยเขาขึ้นรถมา

          ไปด้วย

          ว่าแล้วก็รีบเดินไปที่คนขับ เคาะกระจกบอกพะงาบๆ ว่าไปด้วย  ไม่ดูเขาปฏิเสธหรือตอบรับ กระโดดขึ้นรถทันควัน  แล้วฝนก็เทลงมา เฮ้อ รอดชีวิต ระหว่างนั่งบนรถที่ยังติด (ดีเท่าไรแล้วที่ไม่มีรถคันไหนดับ) ก็เลยงัดเอาเสบียงประจำตัว (ขนมปังไส้ฟักทองงัย) มาแบ่งกันกินประทังหิว   ในที่สุดก็มาแยกกันที่แยกพระนั่งเกล้า  จากนั้นก็ต่อรถเมล์ถึงปากซอย นั่งมอเตอร์ไซด์เข้าบ้าน  เฮ้อ รอดชีวิตไปอีกหนึ่งวัน  ใช้เวลาเดินทางกว่า ๓ ชม.

          เท่าที่ฉันรู้ ทางคลังสินค้าได้วางแผนย้ายฐานการส่งสินค้าไปแล้วล่วงหน้า คงเหลือสินค้าที่คลังนั้นให้น้อยที่สุด เพื่อให้ส่งผลกระทบต่องาน และต่อผู้บริโภคให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้  พนักงานที่นี่เป็นพนักงานรายเดือน ซึ่งแน่นอนทางบริษัทฯ ยังยินดีจ่ายเงินเดือนให้  และย้ายพนักงานไปทำงานอีกคลังทดแทน  ส่วนที่มาทำงานไม่ได้เพราะการเดินทางก็ยังคงได้รับเงินเดือนเช่นเดิม  และยังเตรียมสวัสดิการช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วมอีก

          โรงงานแห่งที่ ๓ ซึ่งที่จริงเป็นแห่งที่ได้รับผลกระทบไล่เลี่ยกับโรงงานแรกที่อยู่แถวปทุมธานี เพราะโรงงานแห่งนี้อยู่ใน "ตลาดน้ำบางบัวทอง" (ถนนบางบัวทองงัย)  แต่ทางโรงงานแห่งนี้วางแผนรับมือได้ค่อนข้างดี ทันการณ์  เริ่มจากย้ายพนักงานที่ทำงานชั้นล่างทั้งหมดรวมทั้งห้องพยาบาลขึ้นไปอยู่ชั้น ๒ ล่วงหน้าและปิดล็อคทางเข้าของน้ำทั้งหมด  รวมถึงจัดซื้อเรือเตรียมไว้  จากนั้นก็อนุญาตให้พนักงานที่บ้านพักย้ายไปสังกัด หมู่บ้านบาดาลนิเวศน์ เช่นกันย้ายมาพักพิงในโรงงาน  จ้างแม่ค้ามาทำอาหารบริการฟรี เช้าถึงเย็นสำหรับพนักงานที่พักค้างในโรงงาน  พนักงานที่ต้องการไปกลับ ก็มีบริการ เรือรับส่ง ถึงบ้านพัก  แต่ฉันเพิ่งได้เห็นสภาพของโรงงานด้วยตาของตัวเองก็เมื่อต้นสัปดาห์นี้เอง เป็นเพราะก่อนหน้านี้ฉันไม่มีเวรที่นี่เลย   วันที่ ๒๔ ซึ่งเป็นวันแรกและวันเดียวของเดือนนี้ที่ฉันได้มีโอกาสเข้าไปที่โรงงานแห่งนี้ ฉันต้องเดินทางโดยรถเมล์สาย ๑๓๔ มาลงแยกบางพลู  เดินลุยน้ำลึกระดับต้นขาไปจนถึงจุดรอรถทหาร ว้าว ขึ้นรถทหารครั้งแรกในชีวิต ทหารที่น่ารัก ใช้ ต้นขา ของตัวเขาแทนบันไดให้พวกเราก้าวขึ้นรถ  อารามเกรงใจและความเงอะงะของฉัน ทำให้ต้นขาซ้ายและขวากระแทกกับพื้นรถ ทิ้งรอยเขียวช้ำไว้จนถึงวันนี้  พอลงจากรถก็เดินท่องน้ำระดับเอวมาต่อเรือทหาร  ไปลงหน้าโรงงาน และเดินท่องน้ำต่อเข้าบริษัทฯ  ซึ่งฉันก็ได้เข้าไปจัดการงานพื้นฐาน พร้อมทั้งจัดระบบให้พี่พยาบาลที่จะมารับหน้าที่ต่อ สามารถเดินทางได้สะดวกโดยประสานงานเวลาเข้า-ออกเพื่อให้เรือของบริษัทฯ รับส่งได้   ขากลับออกจากโรงงานก็ได้เรือของบริษัทฯ มาส่งถึงแยกและเดินทางกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย

         จากวันนั้นจนถึงวันนี้ พี่พยาบาลก็รับหน้าที่ห้องพยาบาลนี้ไปแทนเพราะพี่เขาไปสะดวกและปลอดภัย เพราะแค่ท่องน้ำแป๊บๆ ก็มีเรือรับ-ส่ง  แล้วฉันก็อุ่นใจว่าพนักงานราวร้อยกว่าคนมีคนดูแลเรียบร้อยแล้ว  งานของฉันทั้งทำค่าเวร ทั้งทำเรื่องซื้อยา ดูแลพี่เขาเรื่องการเดินทางก็เรียบร้อย

        ทีนี้ก็มาถึงโรงงานแห่งสุดท้าย โรงงานนี้อยู่ในถนนบางกรวย เริ่มจากแยกบางพลูเลี้ยวซ้ายเข้าเพื่อมุ่งเข้าสู่ท่าน้ำนนท์ (ฝั่งตรงข้ามหอนาฬิกา) ทางไปวัดสวนแก้ว ทะลุไปบางกรวย ถึงสุดทางที่ปิ่นเกล้าแถวๆ ตั้งฮั่วเส็งน่ะ  ซึ่งเป็นเป้าหมายต่อไปของ "กองทัพวารี"  โรงงานนี้ก็จัดว่าวางแผนได้ดีไม่แพ้โรงงานย่านบางบัวทองเลยเชียว  มีเตรียมการป้องกันน้ำ ปรับการผลิต  และเช่นกัน ปรับโรงงานเป็น ศูนย์พักพิงชั่วคราว ของพนักงานไปด้วย  พนักงานที่ไม่สะดวกในการเดินทางก็อนุญาตให้ไม่ต้องมาได้ หรือมาแล้วรีบกลับก่อนได้  มีการแจกเบี้ยยังชีพช่วย  มีการแจกอาหารสำหรับผู้ที่พักค้าง และผู้ที่มาทำงานได้  ก็สู้มาจนกระทั่งเมื่อ ๒ วันก่อนจึงได้ประกาศปิดการทำงาน โดยนัดเปิดงานอีกครั้งวันจันทร์ที่ ๓๑ ตค.   อนุญาตให้พนักงานส่วนใหญ่กลับไปดูแลบ้านของตัวเองได้ เพราะว่ากองทัพหลวงของ "วารี" คืบหน้าใกล้เข้ามาทุกขณะ  ส่วนห้องพยาบาล ทางผู้บริหารมาอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง  ซึ่งฉันมองว่าในเมื่อที่่นี่ไม่ต่างจากศูนย์อพยพ  ฉันก็ยืนยันที่จะมาทำงานช่วยที่นี่ให้ได้มากและนานที่สุด

          จะเข้ามาทำงานตราบเท่าที่รถเมล์ยังวิ่งได้นะคะ  ขออนุญาตไปกลับตามเวลา น้ำขึ้นน้ำลง  ด้วย  ซึ่งทางบริษัทฯ ก็ยินดี

          สำหรับการเดินทางของฉัน ผู้ซึ่งกลัวน้ำสุดใจเหตุเพราะ "ว่ายน้ำไม่เป็นค่ะ" เป็นแต่ สวัสดีน้ำ เท่านั้น วันแรกๆ ก็เพียรที่จะไปทางบางพลู (เลี่ยงที่จะไปทางท่าน้ำนนท์งัย)   แต่ทว่าขากลับไม่มีรถสักคันวิ่งไปทางนั้นอีก  ฉันต้องซื้อตั๋ว ระหกระเหินทัวร์ โดยไม่รู้ตัวล่วงหน้า เพราะรถแท็กซี่พาฉันไปส่งที่ศิริราช ข้ามเรือมารอรถเมล์ (สาย ๓๒, ๒๐๓, หรือสาย ๓๓ ก็ได้ แต่ ... เงียบ) ดีที่คนรอรถอยู่ด้วยกันชวนให้มาต่อรถด้วยกันที่พาต้าเพื่อไปบางพลัด (วันแรกที่น้ำขึ้นบางพลัดแหละ) ซึ่งนอกจากเขาจะนำทางฉันมาต่อรถแล้ว  ยังสู้อุตส่าห์ยืนรอส่งจนฉันขึ้นรถสาย ๑๘ เพื่อไปสะพานพระรามเจ็ดจนเรียบร้อยก่อนจะแยกกลับบ้านตัวเอง  รถสาย ๑๘ (แอร์) มาส่งไว้ที่เชิงสะพานพระรามเจ็ด พร้อมกับแนะให้รอรถทหารหรือรถฟรี (รถแดงสาย ๑๘) จากสะพานพระรามเจ็ด  ซึ่งฉันก็ได้ใช้บริการรถแดงสาย ๑๘ ฟรีมาที่แยกแคราย และต่อรถอีกทอดกลับบ้าน เฮ้อ   วันต่อมาเลยต้องเปลี่ยนแผน

         คราวนี้ลองใช้เส้นทางท่าน้ำนนท์  นั่งรถเมล์เข้าท่าน้ำนนท์  นั่งเรือข้ามฟาก (น้ำสูงมากๆๆๆ และเชี่ยวมากด้วย) พอขึ้นฝั่งก็เดินลุยน้ำขึ้นสะพานบ้าง ลงมาย่ำน้ำที่พื้้นถนนบ้าง มาต่อรถเมล์  แล้วเดินท่องน้ำเข้าบริษัทฯ เฮ้อ  จนถึงวันนี้ก็ได้ ๓ วันแล้ว  น้ำก็ค่อยๆ คืบขึ้นทีละนิดๆๆๆ

          บนหนทางที่ยากลำบากของ ระหกระเหินทัวร์ และ สมบุกสมบันทัวร์ ที่ฉันไปซื้อบริการโดยไม่เจตนา ฉันเห็นสิ่งน่ารักๆ มากมาย  น้ำใจที่มีให้กัน รอยยิ้ม การช่วยเหลือ การอดทนรอคอย การ ... ที่ฉันนึกว่าสิ่งเหล่านี้หายไปจากประเทศของเราแล้ว  กลับคืนมาจนฉันคิดว่า

          ระหว่าง ความแตกแยก แม้เราจะอยู่อย่างสะดวกสบาย มีข้าวกิน มีบ้านอยู่

          กับ ความสมานฉันท์ แม้เราจะต้องลำบากบ้าง   บางคนอาจจะลำบากมากถึงขนาดต้องตั้งต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

          ถ้ามันจะแลก เรียกคืนกลับ ความสมานฉันท์ได้ ก็นับว่าคุ้มค่า  แม้ว่าราคาจะแสนแพงมากๆ ก็ตาม

          ความเสียหายจากภัยธรรมชาติ แม้จะรุนแรงสักเพียงไหนก็ตาม  แต่เรายังสามารถซ่อมแซมคืนได้  ขอเพียงเรายังร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว เป็น ชาติ

          แต่ความเสียหายที่เกิดจากความแตกแยก แตกสามัคคี จนกระทั่งเสียชาติ ไม่ว่าจะทุ่มเทเงินทองมากมายสักแค่ไหน ก็ไม่อาจเรียกคืนได้

          ขอส่งแรงใจให้ร่วมแรงร่วมใจสู้ สู้ ไปด้วยกันนะคะ

          เชื่อเถอะค่ะว่า พวกเราไม่ทิ้งกันแน่นอน เพราะเราคือ คนไทย ด้วยกัน

            ณ วินาทีนี้ ฉันมั่นใจว่า ฉันได้ทำดีที่สุดแล้วเพื่อรับผิดชอบทั้ง ๔ บริษัทฯ ที่ฉันดูแลอยู่  ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง 

          ฉันได้ทำหน้าที่ของพยาบาลที่ต้องรับผิดชอบต่อพนักงานซึ่งก็คือคนไข้ที่ฉันรับผิดชอบ ดูแลทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ

          ทำหน้าที่ของคนไทยคนหนึ่งที่มีต่อเพื่อนคนไทยด้วยกัน  ทั้งช่วยเหลือซึ่งกันและกันในระหว่างเดินทาง ให้คำแนะนำในการดูแลปัญหาสุขภาพที่พบเจอในระหว่างการเดินทาง  ให้และรับน้ำใจจากเพื่อนร่วมทาง  บริจาคทรัพย์ช่วยเหลือเท่าที่จะให้ได้  บริจาคเลือด ... และที่สำคัญ ให้รอยยิ้ม คำขอบคุณจากใจ ให้กับผู้บริการรถสาธารณะทุกท่าน รวมถึง ทหาร เหล่าจิตอาสา และเพื่อนร่วมทางที่น่ารักทุกท่าน 

          และ ทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะสมาชิกของครอบครัวอย่างดีที่สุดแล้ว

         และจนถึงวันนี้  ฉันก็ยังคงเชื่อมั่นสุดใจว่า

สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว  สิ่งนั้นดีเสมอ

 

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

แม้ว่า ตั้งอยู่ อาจจะดูว่ายาวนาน ราวกับว่าจะไม่มีวันสิ้นสุด

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ในที่สุดมันก็จะต้อง ดับไป

 

สู้ สู้ นะคะ