ชีวิตที่พอเพียง : 1422. ชื่นชมนักพัฒนาเทคโนโลยี
วันที่ ๕ ต.ค. ๕๔ ผมไปร่วมงานแถลงข่าวรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น ของสมาคมส่งเสริมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ไปพบว่าผู้ได้รับรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่นประเภทกลุ่ม ท่านหนึ่งเป็นเพื่อนผม คือ ศ. พญ. ฉวีวรรณ บุนนาค
โครงการที่ได้รับรางวัลชื่อ “โครงการพัฒนาการผลิตไรฝุ่นและผลิตวัคซีนไรฝุ่นสู่ภาคอุตสาหกรรม” คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล หัวหน้าทีมด้านการผลิตไรฝุ่นคือ รศ. วรรณะ มหากิตติคุณ หัวหน้าทีมผลิตวัคซีนไรฝุ่นคือ ศ. พญ. นวลอนงค์ วิศิษฏสุนทร เป็นผลงานต่อเนื่องของทีมวิจัยโรคภูมิแพ้ ที่ ศ. พญ. ฉวีวรรณริเริ่มขึ้นเมื่อกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว เวลานี้ผลิตภัณฑ์วัคซีนกำลังอยู่ในขั้นตอนการขออนุมัติจาก อย. โดยบริษัท Greater Pharma เป็นผู้ซื้อสิทธิทางปัญญาไปใช้ทางธุรกิจ และลงทุนสร้างโรงงานผลิต ๓๐ ล้านบาท โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุน
รางวัลประเภทบุคคลได้แก่ ดร. เกรียงไกร สุขแสนไกรศร เรื่อง เทคโนโลยีผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากชีวมวลและเชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ ของกลุ่มบริษัท SCG นำไปใช้ในอุตกระดาษ ซีเมนต์ และเซรามิกส์ ซึ่งถ้าซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศจะแพงมาก โดยพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดจากของ มจธ. ทั้ง scale-up และ modify ให้เข้ากับแต่ละอุตสาหกรรม
รางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ มี ๒ รางวัล ได้แก่
ผศ. ดร. อภินิติ โชติสังกาศ แห่ง มก. เรื่อง เครื่องมือวัดหน่วยแรงของน้ำในช่องว่างดิน (KU Tensinometer) การวัดศักย์แรงดูดในดินและการทดสอบที่เกี่ยวข้อง ระบบเตือนภัยดินถล่ม และการพัฒนาเกณฑ์การเตือนภัยดินถล่ม และแนวทางปรับปรุงเสถียรภาพของลาด ตรงกับยุคสมัยน้ำท่วมพอดี เป็นเรื่องวิศวกรรมปฐพี เครื่องมือนี้ถ้าซื้อจากต่างประเทศราคาแพงมาก การประดิษฐ์ขึ้นใช้เอง และนำไปทดลองประยุกต์ใช้ในพื้นที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมาก น่าชื่นชมการทำงานร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศด้านน้ำและด้านดิน
ดร. นิศรา การุณอุทัยศิริ แห่ง ศช. เรื่อง แอนติบอดีไมโครอะเรย์ และดีเอ็นเอไมโครอะเรย์ ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร การเลี้ยงกุ้ง ช่วยให้ไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศ และลดค่าใช่จ่ายราคาแพง
สื่อมวลชนรายงานเรื่องนักเทคโนโลยีดีเด่น ที่นี่ ๑, ๒
ที่โรงแรมสยามซิตี บริเวณติดกัน มีพิธีแถลงข่าวรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งเป็นเรื่องทำนองเดียวกัน อ่านได้ ที่นี่
การพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องการการจัดการสู่ตลาดหรือแข่งขันในตลาดได้ โดยต้องมองเป้าหมายอย่างน้อยใน AEC ที่มีประชากร ๖๐๐ ล้านคน ไม่ใช่มองแค่ประเทศไทย ที่มีประชากร ๖๐ ล้าน ซึ่งต้องรวมตัวกันส่งเสริมการพัฒนาต่อเนื่อง โดยต้องมีกลไกรับรู้ความต้องการของตลาด คือต้องเน้นที่ demand-side เป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอา supply-side เป็นตัวตั้ง รวมทั้งสอดแนมคู่แข่งด้วย และตั้งหน้าพัฒนาต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
วิจารณ์ พานิช
๗ ต.ค.๕๔