เรียนรู้จากกรณีสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล
บันทึกนี้เป็นการตีความของผม ซึ่งคนอื่นไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย โดยผมยึดหลักผลประโยชน์ของมหา วิทยาลัยมหิดล เป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของบุคคล ไม่ใช่เพื่อการเอาชนะกัน โดยเป้าหมายสุดท้ายของ มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ที่การทำหน้าที่มหาวิทยาลัยวิจัยให้แก่ สังคมไทย เป็นปัญญาของแผ่นดิน ตามปณิธาน ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ประชาคมมหิดลร่วมกันกำหนดไว้และยึดถือ เป็นที่ยอมรับนับถือกันทั่วไป ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก
การสรรหาบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ ในมหาวิทยาลัยมหิดล ใช้วิธีการสรรหา ไม่ใช้วิธีการเลือกตั้ง ไม่มีการนำเอา คะแนนของการเสนอชื่อมาเป็นตัวกำหนดผล ไม่มีการหยั่งเสียง หรือกล่าวให้ชัดว่า ไม่ใช้คะแนน นิยมแบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และไม่เหมือนมหาวิทยาลัยอื่นบางมหาวิทยาลัยที่ใช้วิธีหยั่งเสียง หาคะแนนนิยม จากกลุ่มผู้ปฏิบัติงานภายในมหาวิทยาลัย
ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยมหิดล กรรมการสรรหามีองค์ประกอบ ๓ ส่วน คือ กรรมการสภาผู้ทรง คุณวุฒิ กรรมการสภาจากผู้บริหาร และกรรมการสภาจากคณาจารย์ มีประธานสภาคณาจารย์ และนายกสมาคม ศิษย์เก่า ด้วย คือเป็นองค์คณะที่ใช้หลักการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ หลากหลาย
หลังการประชุมครั้งสุดท้ายเพื่อลงมติของคณะกรรมการสรรหา ก็มีข่าวออกมาทางหน้าหนังสือพิมพ์ ละเอียดยิบ ว่าผลการลงคะแนน (ลับ) ของคณะกรรมการสรรหาเป็นอย่างไร
ยิ่งกว่านั้น เมื่อประชุมคณะกรรมการสรรหาเสร็จ ประธานคณะกรรมการสรรหานั่งรถกลับบ้าน พนักงานขับรถก็เล่าว่า ก่อนประธานมาขึ้นรถ พนักงานขับรถของผู้ได้รับเสนอชื่อได้คุยกันแล้ว ว่าใครชนะใครเท่าไร
กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกรรมการสรรหาอีกท่านหนึ่งนั่งรถกลับบ้าน ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อน ว่า “เธอเป็น กรรมการสภามหิดลรู้ไหมว่าเขาจะเปลี่ยนอธิการบดีกันแล้ว” โดยที่เพื่อนของท่านไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วท่านเป็นกรรมการสรรหา
ทั้งหมดนี้แสดงว่า มีคนจงใจเอาความลับไปเปิดเผยเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง บุคคลที่อยู่ในข่ายผู้ทำ มีเพียง ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือเจ้าหน้าที่ อีกกลุ่มหนึ่งคือกรรมการสรรหาเอง และคงจะมีคนทำเพียงน้อยคน อาจจะเพียงคนเดียว บุคคลผู้นี้ ได้ทำความเสียหายต่อชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยมหิดลอย่างรุนแรง สมควรได้รับ การตำหนิ แม้เราจะไม่รู้ว่าเป็นใคร และจะต้องหาวิธีไม่ให้มีการแพร่งพรายความลับในโอกาสอื่นๆ อีก เพราะการรักษาความลับเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของผู้มีวุฒิภาวะ การนำเอาความลับขององค์กรไปเผยแพร่ สะท้อนภาพลักษณ์ด้านลบขององค์กรต่อสาธารณชน กล่าวง่ายๆ ว่า ทำให้องค์กรเสียชื่อเสียง
การแต่งตั้งอธิการบดีเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัย และสภามหาวิทยาลัยมหิดลออกข้อบังคับ กำหนดให้ใช้ วิธีสรรหา แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นคณะหนึ่ง มอบอำนาจให้ไปสรรหาผู้ที่เหมาะสมที่สุดมา ๑ ชื่อ (หรือถ้าไม่มีทางเสนอ ๑ ชื่อ ก็ให้เสนอได้ไม่เกิน ๓ ชื่อ) คือเรามอบให้คณะกรรมการสรรหา ไปทำงานเชิง พิจารณารายละเอียด เพื่อใช้ข้อมูลหลักฐานต่างๆ ที่บอกว่าใครเหมาะสมที่สุด โดยที่ข้อมูลเชิงลึกบางอย่างพูดใน สภาฯ ที่มีคนจำนวนมาก ไม่ได้ แต่พูดกันอย่างเป็นความลับในคณะกรรมการสรรหาที่เป็นคนกลุ่มเล็กได้ วิธีการแบบนี้ สะท้อนว่าเราเชื่อในวิจารณญาณและความน่าเชื่อถือของคณะกรรมการสรรหา
เพราะความลับรั่วแบบมีคนจงใจทำให้เปิดเผยกว้างขวาง จึงเกิดการตั้งข้อสงสัยขึ้นว่า การสรรหา อธิการบดีครั้งนี้ ไม่เรียบร้อยสง่างาม ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ควรใช้ผลการสรรหาที่ไม่สง่างามนี้หรือไม่
จึงต้องพิจารณาว่าความไม่สง่างามเกิดจากอะไร เพราะคณะกรรมการสรรหาทั้งองค์คณะทำหน้าที่ไม่ เหมาะสม หรือเพราะมีกรรมการ (หรือเจ้าหน้าที่) บางคนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ผู้มีวิจารณญาณตอบได้ ชัดเจนว่า น่าจะเป็นประการหลังมากกว่า
จึงต้องพิจารณาต่อ ว่าการที่มีคนเอาความลับไปเปิดเผย ทำให้ผลงานของคณะกรรมการสรรหาไม่ถูกต้อง แม่นยำหรือไม่ ผมคิดว่าไม่เกี่ยวกัน
ข้อความข้างบนเขียนก่อนมีการประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อวันที่ ๒๑ ก.ย.๕๔ ซึ่งใช้เวลากว่า ๒ ช.ม. พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ และตัดสินด้วยความยากลำบากใจ เพราะชื่อ ๒ ชื่อที่เข้ารับการตัดสินของ กรรมการสรรหานั้น ดีเยี่ยมทั้งคู่ แต่สภามหาวิทยาลัยก็ต้องตัดสินใจ จะมาอ้างว่ารักพี่เสียดายน้องไม่ได้ และผล ก็เป็นที่ทราบกันทางสื่อมวลชนแล้ว
อ่านจาก FaceBook ที่นี่ จะเห็นว่า คนทั่วไปเข้าใจเอาเองว่าการสรรหาต้องใช้คะแนนเสียงจากคนภายใน มหาวิทยาลัย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม มีการใช้คำว่า โหวต, popular vote, ประชามติ, และลงคะแนน ซึ่งเป็นความ เข้าใจผิด มหาวิทยาลัยมหิดลเดินทางห่างจากวัฒนธรรมเลือกตั้งมาไกลมากแล้ว และในกระบวนการสรรหา ก็ระบุชัดว่ามีแต่การเสนอชื่อ ไม่มีการให้น้ำหนักต่อความถี่ของการได้รับการเสนอชื่อมากน้อยกว่ากัน
การแสดงความเห็นในที่สาธารณะ โดยใช้คนละหลักการหรือวิธีคิดที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของ มหาวิทยาลัยนั้นๆ คือกำหนดหลักการของตนเองขึ้นมา แล้วกล่าวหาว่าผู้อื่นทำผิด เป็นสิ่งที่ดาดดื่นมากในสังคม สื่อสารออนไลน์ หรือโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก ผู้รับสารจึงพึงใช้วิจารณญาณในการรับสารนั้นๆ
โชคดีที่ผู้ใหญ่ของสภามหาวิทยาลัย และผู้เป็นตัวเลือกทั้ง ๒ ท่าน ไม่มองว่าการตัดสินของสภามหา วิทยาลัยเป็นการตัดสินแพ้ชนะ ไม่มองว่าเป็นการตัดสินว่าใครดีกว่าใคร แต่เป็นการเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดมา ทำงานในอนาคต ๔ ปีข้างหน้า โดยที่ตัวเลือกทั้งสองท่านนั้นหากเป็นม้าแข่งก็ต้องใช้ภาพถ่ายในการตัดสิน
ผลที่ออกมาทำให้สมาชิกผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยมหิดลจำนวนมากทำใจไม่ได้ เรียกได้ว่า “พลิกล็อก” และมีการสื่อสารเหตุผลต่างๆ นานา ออกมาใน อีเมล์ และหนังสือเปิดผนึกถึงสภามหาวิทยาลัย โดยมีเหตุผลใหญ่ๆ ๓ ประการ คือ
(๑) อธิการบดีท่านปัจจุบันเพิ่งทำหน้าที่มาวาระเดียว ตามปกติหากทำงานดี มีผลงานดี ก็จะได้รับการต่อวาระที่ ๒ และเป็นที่ประจักษ์กันทั่วไปว่า ท่านอธิการบดีท่านปัจจุบันมีผลงานดีเด่นมาก
(๒) เมื่อเอาความถี่ของ “คะแนน” เสนอชื่อจากหน่วยงานต่างๆ มารวมกัน อธิการบดีท่านปัจจุบัน ได้รับคะแนนสูงกว่ามาก แสดงว่า ประชาคมมหิดลต้องอารให้ท่านดำรงตำแหน่งต่ออีกวาระหนึ่ง
(๓) ในกรณีที่มีผู้เข้ารับการสรรหาเพียง ๒ คน และคุณสมบัติใกล้กันมากเช่นนี้ คณะกรรมการ สรรหาควรเสนอทั้ง ๒ ชื่อให้สภามหาวิทยาลัยตัดสิน เพราะในข้อบังคับฯ ก็ระบุว่าให้คณะกรรมการสรรหา เสนอชื่อผู้ได้รับการสรรหาไม่เกิน ๓ ชื่อ
ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๒๑ ก.ย.๕๔ ก็มีการถกเถียงวนเวียนอยู่ที่ ๓ ประเด็นนี้
เป็นเหตุผลที่ดูเผินๆ น่ารับฟัง และน่าจะถูกต้อง แต่สภามหาวิทยาลัยมหิดลได้ใช้เวลากว่า ๒ ชั่วโมงทำความเข้าใจประเด็นทั้ง ๓ และประเด็นอื่นๆ แล้ว ผมสรุปว่าเหตุผลทั้ง ๓ ข้อนั้นฟังไม่ขึ้น หรือเอามาเป็นหลักในการตัดสินใจของสภาฯ ไม่ได้ ด้วยเหตุผล
(ข้อ ๑) ไม่มีกำหนดไว้ที่ใดเลยว่าให้เป็นเช่นนั้น
(ข้อ ๒) การนำเอาความถี่หรือตัวเลขต่างๆ มารวมกันแล้วใช้กดดันคณะกรรมการสรรหาและสภา มหาวิทยาลัยนั้น เป็นการพยายามสร้างกติกาขึ้นมานอกเหนือจากข้อบังคับว่าด้วยการสรรหาอธิการบดีของ มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่สามารถยอมรับได้
(ข้อ ๓) เป็นข้อที่ฟังสมเหตุสมผลที่สุด แต่ในขั้นตอนการทำงานของคณะกรรมการสรรหา เมื่อรู้ว่ามีบุคคลเข้ารับการสรรหาเพียง ๒ คน คณะกรรมการสรรหาได้ตกลงกันเป็นมั่นเหมาะแล้วว่าจะเสนอ ชื่อเดียวต่อสภาฯ แต่เมื่อผลการลงมติของคณะกรรมการสรรหาออกมาพลิกล็อก กรรมการสรรหาบางท่าน กลับมาแสดงเหตุผลข้อ ๓ ต่อที่ประชุมสภาฯ ทั้งๆ ที่ตนควรจะถกเถียงโต้แย้งกันในคณะกรรมการสรรหา ว่าควรเสนอชื่อทั้ง ๒ คนต่อสภาฯ แล้วคณะกรรมการสรรหาจึงลงมติ การมาโต้แย้งภายหลัง จึงไม่ถูกต้อง
โดยสรุป ผมมีความเห็นว่า มีข้อเรียนรู้ ๓ ประการจากเหตุการณ์นี้
(๑) ต้องมีมาตรการรักษาความลับไม่ให้แพร่งพราย ป้องกันการเล่นการเมืองในสื่อมวลชน และสื่อโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก
(๒) ต้องทำความเข้าใจเรื่องการสรรหา ว่าไม่มีการยอมรับการสร้างคะแนนนิยมทางอ้อมขึ้นมากดดัน
(๓) องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาควรมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นส่วนใหญ่ กรรมการที่มาจากผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยน่าจะเป็น non-voting member
ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าบันทึกนี้เป็นการตีความของผมคนเดียว โดยผู้อื่นอาจไม่เห็นด้วย เขียนขึ้นเผยแพร่เพื่อเป็นข้อเรียนรู้ของประชาคมมหิดล และของสังคมไทยในวงกว้าง ไม่มีเจตนากล่าวร้ายผู้ใด
วิจารณ์ พานิช
๓ ต.ค.๕๔
สภามหาวิทยาลัย ย่อมมีวิจารณญาณ ในการพิจารณา เพราะ อยู่ ระดับสูง และ ใกล้ชิดกับการทำงาน ครับ Link ที่ไป มติชน ใน Blog ก่อนหน้านี้ไปไม่ได้ เพราะ มีข้อมูลบางเรื่องที่ บางท่านอยากศึกษา โดยเฉพาะ ที่ รมต ท่าน หนึ่ง ให้ข่าวว่าไทยไม่พร้อน รับ อาเซี่ยน ครับ