เพลโตและอริสโตเติลถือได้ว่าเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ ปรัชญาที่มาจากแนวความคิดของทั้งคู่มีคุณูปการอย่างยิ่งใหญ่ในการพัฒนาศาสตร์ทั้งมิติทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ จากอดีตจวบจนปัจจุบัน

มนุษย์ทุกคนเกิดมาล้วนปรารถนาให้ตัวเองดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข การที่มนุษย์ทุกคนต้องมีกิจกรรมทางสังคมในช่วงระยะเวลาของการมีชีวิตอยู่นั้น เกี่ยวเนื่องมาจากปัจจัยเหตุในมิติที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมและมิติที่มนุษย์ไม่สามารถสนองตอบต่อความต้องการของตัวเองได้ทั้งหมดในด้านต่าง ๆ ด้วยปัจจัยเหตุดังกล่าวนี้มนุษย์จึงอยู่ร่วมกันเป็นสังคมและดำเนินกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน การอยู่ร่วมกันในสังคมของมนุษย์และการมีกิจกรรมร่วมกันทางสังคมมีระดับของความซับซ้อนทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของแต่ละสังคม แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เพื่อนำพาสังคมของตัวเองเคลื่อนเข้าสู่มิติความสันติสุขทางสังคมให้มากที่สุด แต่อาจจะแตกต่างกันในการสร้างเครื่องมือและกลไกขึ้นมาขับเคลื่อนทางกิจกรรมดังกล่าว

 

       มนุษย์ตั้งแต่ยุคอดีตจวบจนถึงปัจจุบันวิวัฒนาการทางมิติของสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ล้วนแล้วแต่พัฒนาไปตามยุคตามสมัย มีจุดมุ่งหมายหลักสำคัญก็เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทางสังคมให้สูงขึ้น ในทุกสังคมกระบวนการของการดำเนินชีวิตและการขับเคลื่อนกิจกรรมระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองล้วนมีผู้นำและผู้ตาม ซึ่งผู้นำและผู้ตามล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสังคม ผู้นำก็ต้องการผู้ตามที่ดีในขณะเดียวกันผู้ตามก็ปรารถนาที่จะมีผู้นำที่ดี ซึ่งองค์ประกอบของทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดีก็มีหลากหลายประการ จากการที่สังคมของมนุษย์ล้วนปรารถนาที่จะมีทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดี และมนุษย์ก็เข้าใจในความแตกต่างของปัจเจกชน ดังนั้น มนุษย์จึงสร้างกรอบและข้อปฏิบัติทางสังคมขึ้นมาเพื่อผลักดันให้สังคมบรรลุซึ่งเป้าหมายของผลประโยชน์สูงสุดร่วมกันของคนในสังคม

 

       มนุษย์กับความสมเหตุสมผลของการดำเนินชีวิตในสังคมเป็นสิ่งจำเป็นที่สำคัญในการขับเคลื่อนให้สังคมบรรลุสู่จุดหมายที่ต้องการ ความแตกต่างและความหลากหลายของมนุษย์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระดับของเหตุผลในตัวมนุษย์ ที่จะสะท้อนออกมาทางพฤติกรรมของกิจกรรมทางสังคมของมนุษย์ เหตุผลและความไม่มีเหตุผลดูเสมือนหนึ่งว่า ยืนอยู่คนละขั้วชัดเจน เหมือนถูกกับผิด ขาวกับดำ ดีกับชั่ว เป็นต้น แต่แท้ที่จริงความมีเหตุผลและไม่มีเหตุผลเป็นเพียงยี่ห้อของมายาคติทางปรัชญาเท่านั้น การที่จะเข้าใจถึงแก่นแท้และรากเหง้าของความมีเหตุผลและความไม่มีเหตุผล ต้องพิจารณาจากองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างร่วมกัน เปรียบเสมือนการพิจารณาประชาธิปไตยที่ไม่ควรพิจารณาเฉพาะยี่ห้อที่มีเพียงคำว่า “ประชาธิปไตย” เท่านั้น แต่ควรพิจารณาถึงองค์ประกอบของการกระทำและการได้มาซึ่งยี่ห้อว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ เฉกเช่นเดียวกันกับคำว่าเหตุผลและไม่มีเหตุผลที่จะต้องพิจารณาถึงความสมบูรณ์ทางตรรกะขององค์ประกอบทางด้านแนวความคิดเป็นหลักด้วย

 

              วิวัฒนาการทางสังคมและความสมเหตุสมผล

วิวัฒนาการทางสังคมและความสมเหตุสมผล : การที่มนุษย์เกิดมานั้นต้องมีสังคม เกี่ยวเนื่องมาจากเหตุปัจจัยทางด้าน มนุษย์เป็นสัตว์สังคมและมนุษย์ไม่สามารถสนองตอบความต้องการของตนเองได้ทั้งหมด ซึ่งจากตรรกะดังกล่าวมนุษย์จึงต้องอาศัยพึ่งพาซึ่งกันและกันเพื่อบริหารจัดการสิ่งเหลือ (สิ่งขาด) ของตัวเองและสังคม เมื่อมีการทำกิจกรรมร่วมกันในสังคมแล้ว มนุษย์แต่ละคนพึงต้องการผลประโยชน์ส่วนตนสูงสุดและเกิด ความกลัว ที่จะรักษาผลประโยชน์ส่วนตนไว้ ซึ่งความกลัวที่สำคัญคือ ความกลัวที่จะเสียสิทธิและความกลัวที่จะถูกละเมิดสิทธิ เมื่อมนุษย์ถูกความกลัวเข้าครอบงำก็ย่อมแสวงหาทางออกร่วมกันในสังคมโดยการคิดหาวิธีจัดระเบียบทางสังคมนั้นโดยการหาค่าเฉลี่ยความกลัวของปัจเจกชน เพื่อบริหารจัดการความกลัวเหล่านั้นให้หมดไป ซึ่งปัจจัยเหตุของการบริหารจัดการด้านความกลัวของสังคมเพื่อให้สังคมได้ก้าวข้ามพ้นผ่านไปสู่สังคมในอุดมคติที่พึงปรารถนานั้นมีรากเหง้าที่สำคัญมาจากแนวความคิดของเพลโต และอริสโตเติล

 

              เพลโต & อริสโตเติล มายาคติว่าด้วยความสมเหตุสมผล

เพลโตและอริสโตเติลถือได้ว่าเป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ ปรัชญาที่มาจากแนวความคิดของทั้งคู่มีคุณูปการอย่างยิ่งใหญ่ในการพัฒนาศาสตร์ทั้งมิติทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ จากอดีตจวบจนปัจจุบัน ถึงแม้ว่า เพลโตและอริสโตเติลจะมีความผูกพันกันในฐานะที่เป็นอาจารย์กับลูกศิษย์ แต่ทัศนะคติในบางอย่างบางเรื่องก็มีความแตกต่างกัน บ่งชี้ถึงอิสรภาพทางความคิดซึ่งเป็นสิ่งสวยงามได้เป็นอย่างดี แต่บนความแตกต่างของกระบวนการทางความคิด บทสรุปท้ายสุดก็มีความปรารถนาและเป้าหมายเดียวกันคือ “ขับเคลื่อนสังคมให้บรรลุซึ่งผลประโยชน์สูงสุดร่วมกันทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ” เพื่อพิจารณาและเปรียบเทียบให้เห็นถึงความชัดเจนทางตรรกะของความคิดทางด้านความสมเหตุสมผลในการดำเนินชีวิตในสังคมของเพลโตและอริสโตเติลแล้ว จะได้ว่า

               เพลโต (Plato, ๔๒๗ – ๓๔๗ ก่อน ค.ศ.) ถึงแม้จะรู้ว่ารัฐในอุดมคติแบบ “อุตมรัฐ” ของตนเองไม่มีตัวตนอยู่จริง แต่เพลโตก็มิพักสงสัยในความเชื่อของตนเองและตระหนักแน่ชัดว่า ควรจะเป็นเช่นนั้น

              “หน้าที่ใหญ่ของรัฐในอุตมคติ คือ จัดระเบียบให้อำนวยส่งเสริมต่อการปกครองโดยชนชั้นนำผู้ทรงคุณธรรมนี้ เพลโตมีแต่ความชิงชังต่อนักการเมืองซึ่งคอยรักษาตำแหน่งงานของรัฐด้วยการพินอบพิเทาต่อฝูงชน ซึ่งโดยกลับกันไม่เหมาะสมที่จะปกครองตนเองรวมทั้งที่จะเลือกผู้ปกครองที่สามารถด้วย”

           “ผู้ปกครองที่ยุติธรรมไม่แสวงหาผลประโยชน์เฉพาะตัว หากแต่แสวงหาผลประโยชน์ของส่วนรวมโดยที่รู้อยู่ว่า ความสุขสบายของตนไม่อาจแยกจากของประชาชนของตนได้ ผู้ปกครองที่ยุติธรรมไม่ใส่ใจในเรื่องเงินทองหรืออำนาจ สำหรับเพลโตแล้วย่อมเป็นการเพียงพอว่าด้วยการเสียสละในฐานะที่เป็นผู้ปกครอง”

 

            การที่เพลโตมีแรงจูงใจที่จะสร้างรัฐในอุดมคติให้สำเร็จเนื่องมาจากเขายึดมั่นอยู่กับรากฐานคติทางความคิดของโสกราติสที่ว่า “คุณธรรมคือความรู้” เพลโตจึงให้ความสำคัญกับคุณธรรมของอุตมรัฐมากที่สุด เพลโตไม่เคยทรยศต่อความคิดของตัวเองที่มีต่อรูปแบบของรัฐในอุดมคติของเขา แต่การที่รัฐในอุดมคติแบบอุตมรัฐของเพลโตไม่มีตัวตนจริงในสังคม เกี่ยวเนื่องมาจากสมมติฐานที่สำคัญ คือ

          ๑. คนเรามีความสามารถแตกต่างกันในการเรียนรู้

          ๒. มนุษย์ตามธรรมชาตินั้นมีข้อจำกัดเนื่องจากมนุษย์ได้เสื่อมถอย (a fall from grace) จากสภาพสมบูรณ์นิรันดร์กาล

          ๓. รัฐที่ดีที่สุดคือรัฐที่มีคุณธรรมสูงสุด

          ๔. ความยุติธรรม คือ ผลของการแบ่งแยกชนชั้นและการแบ่งหน้าที่

 

         จากสมมติฐานดังกล่าวของเพลโต เมื่อพิจารณา จะเห็นได้ว่า เพลโตมององค์ประกอบพลังรากฐานที่จูงใจคนในสังคม ๓ ประการ คือ (๑)พลังของความปรารถนาหรือความอยาก (๒)จิตหรือกำลังขวัญ และ (๓)เหตุผล ซึ่งแต่ละอย่างมีอยู่ในตัวคนทุกคนในขนาดปริมาณต่าง ๆ กันไป แต่จะมีอย่างหนึ่งที่เป็นใหญ่อยู่เสมอ สังคมอาจแบ่งออกได้เป็นสามชนชั้นตามขนาดจำนวนของแต่ละประเภทที่มีอยู่ในบุคคลซึ่งประกอบรวมกันเป็นประชาคม ชนชั้นหนึ่งชั้นใดจะมีบทบาทอันเหมาะสมที่สุดตามประเภทพลังจูงใจที่เป็นใหญ่ คนที่จูงใจด้วยประเภทความอยากหรือปรารถนาเป็นใหญ่จะประกอบเป็นชนชั้นที่ใหญ่ที่สุด ชนชั้นจำนวนน้อยลงไปจะจูงใจด้วยจิตหรือกำลังขวัญมากกว่าด้วยความปรารถนา แต่ชนชั้นนี้จะยังคงมีจำนวนมากกว่าชนชั้นที่อยู่ภายใต้เหตุผล ดังนั้น ในแง่ของจำนวนชนชั้นที่ทรงเหตุผลจะเล็กที่สุด ชนชั้นที่กล้าหาญและทรงกำลังขวัญจะอยู่ในฐานะระหว่างกลาง และชนชั้นที่มีความอยาก (กิเลส) จะมีขนาดใหญ่ที่สุด 

          เหตุผลเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาที่สุดในการสร้างรัฐในอุดมคติ ซึ่งการสร้างความมีเหตุผลต้องอาศัยองค์ประกอบที่สำคัญคือ ระดับของความเสียสละสูงสุด โดยอาศัย ศีลธรรม สมาธิ และปัญญา ซึ่งเพลโตมองว่าไม่มีทางที่มนุษย์โดยทั่วไปจะก้าวข้ามผ่านไปถึงยังจุดนั้น เพราะมีอุปสรรคและแรงเสียดทานที่สำคัญคือ แรงปรารถนาหรือความอยากที่อาศัย กิเลส เป็นตัวขับเคลื่อน ที่สร้างได้ง่ายในสังคม และมนุษย์ก็สามารถปีนขึ้นสู่พลังรากฐานแห่งจิตหรือกำลังขวัญ โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ ความเสียสละส่วนตัวระดับหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยความรู้  เป็นรากฐานสำคัญ การที่จะฟันฝ่าไปถึงทัศนะของผู้ปกครองที่มีเหตุผลตามอุดมคติของเพลโตจึงเป็นไปไม่ได้เลย ดังข้อสมมติฐานที่ ๒ ของเพลโตที่มองว่า มนุษย์ตามธรรมชาตินั้นมีข้อจำกัดเนื่องจากมนุษย์ได้เสื่อมถอย (a fall from grace) จากสภาพสมบูรณ์นิรันดร์กาล ซึ่งโดยนัยก็คือ ไม่มีทางเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบได้ทุกกรณี และมองว่ามนุษย์ไม่มีเหตุผล หากปล่อยให้เหตุผลของมนุษย์สามารถกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างได้ในสังคมก็จะไม่มีความสงบสุข เพราะมนุษย์จะใช้เหตุผลตีความเข้าข้างตนเองเสมอ ซึ่งความคิดดังกล่าวถูกเรียกว่า กระแสต่อต้าน (opposing view) โดยมีนักปรัชญาร่วมอุดมการณ์ที่สำคัญคือ เซนต์ออกุสติน (St. Augustine of Hippo, ๓๕๔ – ๔๓๐) มาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther, ๑๔๘๓ – ๑๕๔๖) และจอห์น คาลวิน (John Calvin, ๑๕๐๙ – ๑๕๖๔)

 

           อริสโตเติล (Aristotle, ๓๘๔ – ๓๒๒ ก่อน ค.ศ.) มีความเชื่อเช่นเดียวกับเพลโตที่ว่า รัฐในอุดมคติแบบอุตมรัฐไม่มีตัวตน แต่อริสโตเติลเชื่อว่ามนุษย์สามารถที่จะสร้างรัฐที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งความเหมือนที่แตกต่างทางกระบวนการทางความคิดที่มีต่อยี่ห้อ “รัฐที่สมบูรณ์” ของอริสโตเติลทำให้เขามีมุมมองที่ต่างจากเพลโตในเรื่องดังกล่าว

              “รัฐที่สมบูรณ์เป็นรัฐที่ไม่ถือเอาคุณธรรมและความสามารถเกินไปกว่าที่คนมีอยู่จริง ๆ รัฐเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคน เฉพาะภายในแวดล้อมของรัฐเท่านั้นที่คนอาจจะดำเนินชีวิตที่ดีและมีทางใช้กำลังปัญญาความสามารถของตนได้เต็มที่ รัฐอันสมบูรณ์จะสร้างเสริมคนได้อย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อมีรัฐที่สมบูรณ์ไม่ได้ ภารกิจนี้ก็จะต้องปฏิบัติให้ดีเท่าที่จะทำได้ รัฐอะไรก็ตามย่อมดีกว่าไม่มีรัฐเลย”

              อริสโตเติลเชื่อมั่นในเหตุผลของตัวตนแห่งมนุษย์อย่างมิพักสงสัย ว่ามนุษย์สามารถสร้างรัฐที่สมบูรณ์ได้ ถึงแม้ว่าจะมีความลำบากและอุปสรรคมากมายขวางอยู่ในการที่จะก้าวข้ามผ่านไปยังจุดนั้น แต่ด้วยพลังของการขับเคลื่อนโดยส่งผ่านกลไกทางเหตุและผลของมนุษย์ ทำให้อริสโตเติลเชื่อว่า มนุษย์สามารถบรรลุสู่รัฐที่สมบูรณ์ได้ตามนัยแห่งรัฐสมบูรณ์ตามแบบฉบับของเขาเอง การที่อริสโตเติลเชื่อเช่นนั้น มีปัจจัยเหตุมาจากสมมติฐานที่สำคัญทางความคิด คือ

                ๑. ไม่มีมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุด

                ๒. รัฐที่ดีที่สุดต้องใช้ปฏิบัติได้จริง

                ๓. ระดับคุณธรรมและความสามารถต้องไม่เกินไปกว่าที่มนุษย์จะมีอยู่จริง

 

             จากข้อสมมติฐานดังกล่าวของอริสโตเติล เขามีความเชื่อว่า ถึงแม้พลังรากฐานที่จูงใจคนในสังคม ๓ ประการ จะมีองค์ประกอบที่ระดับพื้นฐานที่เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ (๑)พลังของความปรารถนาหรือความอยาก (๒)จิตหรือกำลังขวัญ และ (๓)เหตุผล ก็ตาม แต่อริสโตเติลมองว่า ด้วยพลังของเหตุผล ที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน สามารถที่จะผลักดันและขับเคลื่อนความเป็นเหตุเป็นผลของมนุษย์ออกมาได้ แม้จะไม่สมบูรณ์ถึงระดับที่สูงสุดก็ตาม แต่ก็สามารถสร้างและผลิตออกมาได้อยู่ในระดับที่พึงพอใจและควรจะเป็นของมนุษย์จริง ๆ ซึ่งอริสโตเติลให้ความสำคัญขององค์ประกอบทั้ง ๓ ประการ โดยมองว่าองค์ประกอบทั้งสามนั้นมี ความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้เพราะความมีเหตุและผลของมนุษย์เป็นสำคัญ โดยเชื่อว่า มนุษย์นั้นมีเหตุผลและสามารถใช้เหตุผลในการแสวงหาความรู้และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ ความคิดดังกล่าวถูกเรียกว่าเป็นความเชื่อจารีตนิยม (traditional believe) หรือกระแสหลัก โดยมีนักปราชญ์ร่วมอุดมการณ์ที่สำคัญ คือ เซนต์ โธมัส อไควนัส (St. Thomas Aquinas, ๑๒๒๕ – ๑๒๗๔) เซโน (Zeno, ๓๓๖ – ๒๖๔ ก่อน ค.ศ.) และ มาร์คัส ทูเรียส ซิเซโร (Marcus Tullius Cicero, ๑๐๖ – ๔๓ ก่อน ค.ศ.)