ชีวิตที่พอเพียง : 1421. อยู่ในประเทศเดียวกัน แต่เหมือนอยู่คนละประเทศ
บ่ายวันที่ ๕ ต.ย. ๕๔ ผมไปฟังการบรรยายในชื่อ “การสัมมนาเศรษฐกิจ Thailand : Moving Forward with the New Government” ที่ธนาคารไทยพาณิชย์จัดเพื่อสมณาคุณแก่ลูกค้า ที่สาระของการบรรยายเข้มข้นและสร้างข่าวในสื่อมวลชนอย่างมากมาย เช่นที่ ๑, ๒
ผมได้โอกาสสังเกตกระบวนทัศน์หรือวิธีคิดของคนในภาคธุรกิจ เปรียบเทียบกับวิธีคิดของคนในภาควิชาการ แล้วผมก็สรุปกับตัวเองว่า “คล้ายอยู่คนละโลก” ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว เพราะคนในวงการธุรกิจเขาก็มีชีวิตดิ้นรนต่อสู้สำเร็จและล้มเหลวอู่กับชีวิตแบบหนึ่ง เป็นโลกธุรกิจ ส่วนคนในวงการวิชาการเราก็มีชีวิตที่อยู่ในสภาพได้รับการปกป้องเลี้ยงดูในอยู่ในมุมสงบ ทำงานสร้างสรรค์วิชาการ เป็นโลกวิชาการ
ชีวิตของผม สมัครใจเป็น “ข้าวนอกนา” คือชอบเอาตัวเองไปอยู่ในวงการที่ตนไม่คุ้นเคย หรือโชคดี (หรือโชคร้ายก็ไม่ทราบ) มีคนชวนไปทำงานนอกความชำนาญของตน คือไปเป็นข้าวนอกนา จึงได้มีโอกาสเรียนรู้สังคมหรือวงการหลากหลายแบบ และได้เห็นความแตกต่างในกระบวนทัศน์ ระหว่างนักวิชาการกับนักธุรกิจ ชัดเจนมาก
ในการประชุมนี้ นักธุรกิจเขาเผชิญความท้าทายหรือวิกฤตที่เกิดทั้งภายนอกประเทศ และภายในประเทศ แบบมองหาโอกาส ไม่คร่ำครวญ ไม่ร้องขอความช่วยเหลือ แต่ก็ชี้ให้เห็นโอกาสและช่องทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยทั้งประเทศฝ่าวิกฤตไปได้ ไปสู่สภาพใหม่ ที่ไม่เหมือนเดิม
ความท้าทายที่พูดกันในวันนั้นมี ๓ กลุ่ม คือ (๑) วิกฤตการเงินและเศรษฐกิจของยุโรปและอเมริกา (๒) วิกฤตจากนโยบายของรัฐบาลใหม่ และ (๓) วิกฤตจาก AEC ซึ่งเมื่อมองมุมกลับ ต่างก็เป็นโอกาสทั้งสิ้น แต่จะเป็นโอกาสได้ต้องมองเชื่อมโยงเป็น เห็นภาพใหญ่ และมองทะลุประเด็นสำคัญ ไม่หลงยึดประเด็นปลีกย่อย และที่สำคัญต้องมีความพร้อมที่จะปรับตัว
ทำให้ผมย้อนกลับมาที่นักวิชาการ ระบบกำกับดูแลอุดมศึกษาต้องสร้างเงื่อนไขของการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด สถาบันอุดมศึกษาและนักวิชาการจึงจะเข้มแข็งหรือแข็งแกร่ง นำพาวงการวิชาการไทยให้ร่วมมือและแข่งขันในโลกได้ ในขณะนี้เรายังตกอยู่ในลัทธิอุปถัมภ์ จึงยากที่จะมีความแข็งแกร่ง
วิจารณ์ พานิช
๗ ต.ค. ๕๔