การตีกันของเด็กวัยรุ่นเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าต่างจังหวัดก็ตามงานวัด เมื่อตีกันร้านค้าแผงลอยของชาวบ้านก็พังวินาศเป็นธรรมดา คนต่างจังหวัดย่อมรู้จักและจำกันได้เป็นธรรมดา และแม่ค้าก็ต้องไปเรียกเก็บค่าเสียหายจากผู้ปกครองเป็นธรรมดา ถ้าเรียกเก็บไม่ได้แม่ค้าก็ไปเรียกร้องเอากับผู้ใหญ่บ้าน คือ ให้ผู้ใหญ่บ้าน “ออกให้ก่อน” คราวนี้ไม่ธรรมดา ฟังดูแปลกด้วยซ้ำ แต่ผู้ใหญ่บ้านก็ออกให้ก่อนแบบไม่ธรรมดานี่แหละ ทั้งนี้เพราะทั้งเด็กที่ทำความเสียหายและแม่ค้าผู้เสียหายต่างก็เป็นลูกบ้านของผู้ใหญ่บ้าน ถึงจะไม่ใช่บ้านนี้ก็บ้านโน้น แน่นอนผู้ใหญ่บ้านเหลียวไปทางไหนก็พบแต่คนที่ลงเสียงเลือกตนจึงต้องจ่ายไปก่อนเป็นธรรมดา ไม่เป็นที่ชัดแจ้งว่า ผู้ใหญ่บ้านจะเรียกเก็บจากผู้ก่อความเสียหายหรือไม่ ไม่แต่เฉพาะเรื่องการจ่ายผู้เสียหายเท่านั้น ถ้ามีเยาวชนในบ้าน(เขตปกครอง)ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับ พ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน(ซึ่งก็คือลูกบ้านของผู้ใหญ่บ้านนั่นแหละ) ได้รับการขอร้องให้ไปเจรจาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปล่อยตัวบุตรหลานของตน เรื่องนี้ผู้ใหญ่บ้านอึดอัดมาก ยิ่งรายไหนที่ไปรับตัวออกมาแล้วก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวอีก วนเวียนครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่ทุกครั้งผู้ใหญ่บ้านจะต้องเป็นผู้รับรองความประพฤติของเด็กคนนั้น เป็นอันว่าการจ่ายค่าเสียหายแทนลูกบ้านก็ดี การไปรับรองความประพฤติและขอรับเด็กที่ถูกควบคุมตัวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ล้วนแต่เป็นภาระทางใจ ทางสังคม และทางการเงินแก่ผู้ใหญ่บ้าน(และกำนัน)ทั้งสิ้น ที่สำคัญปัญหาไม่ได้หมดไปและกลับวนเวียนอยู่ประดุจจะเป็นสัจจธรรม บางทีการวิวาทของวัยรุ่นในโรงเรียนอาจจะเกิดจากการปรับตัวของชุมชนพึ่งตนเองในอดีต เป็นจารีตของชุมชนที่เด็กผู้ชายจะต้องฝึกหัดการป้องกันตัวและป้องกันชุมชนด้วย เมื่อครั้งกระโน้นเด็กชายตัวเล็กๆ ก็เริ่มตามรุ่นพี่ไปฝึกการต่อสู้ เมื่อเติบโตมาอีกหน่อยก็ซ้อมสู้กันเองด้วยหมัดศอกเข่าอันเป็นอาวุธประจำกาย เมื่อทราบกำลังกันแล้วก็เลิกรากันไปไม่อาฆาตแค้น ถึงว่าอาฆาตแค้น ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านก็จะปรามไว้ไม่ได้ยุส่ง ระหว่างหมู่บ้านก็ต่อสู้กันในทำนองเดียวกัน ครั้นเกิดศึกเสือเหนือใต้ขึ้นชายหนุ่มเหล่านี้ก็อาสาเข้าสู่สนามรบ เพื่อป้องกันแดนดินถิ่นเกิดและที่ทำกิน ตลอดจนธำรงศักดิ์ศรีของชาติพันธุ์ เพียงแต่ปัจจุบันนี้ สังคมเปลี่ยนไปมาก ไม่มีพื้นที่สำหรับการต่อสู้เพื่อทดสอบความเข้มแข็งอีกต่อไป แต่วัฒนธรรมและแห่งการทดสอบพลังป้องกันตนเองยังระอุอยู่ในสายเลือด เมื่อมีพลังแต่ไม่มีการจัดการที่เหมาะสม การต่อสู้ที่ประเพณีได้ทดใช้พลังสร้างสรรค์ ก็ถูกแปรไปเป็นการวิวาทที่ผิดทั้งกฎหมายและประเพณี ซึ่งหากตกลงกันไม่ได้ก็แจ้งความและดำเนินคดี จำได้ว่า โน่น... เมื่อสี่สิบกว่าปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ดิฉันเรียนมัธยมศึกษาเคยได้ข่าวการยกพวกตีกันของรุ่นพี่ คณะอันดันต้นๆ ของมหาวิทยาลัยอันดับต้นของประเทศ ข่าวคราวนี้ไม่เคยเงียบหาย จนวันนี้ก็ยังได้ยินข่าวนักศึกษา นักเรียนยกพวกตีกัน เมื่อมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน เด็กที่โรงเรียนก็ตีกัน ทุกกรณี(case)พบว่า มองตากันแถวบ้าน(ในหมู่บ้าน) แล้วก็มาตีกันคนละตุ้บที่โรงเรียน แล้วก็ไปชกกันคนละทีที่บ้าน แล้วก็มาชกกัน(โซ้ย)คนละ 2-3 ที แล้วก็ยกพวกมายันกันที่บ้าน ก็ไม่ใช่พวกไหนดอก เพื่อนนักเรียนทั้งนั้น ก็เรียนมัธยมกันร้อยทั้งร้อยนี่นะ ถ้าการตีกันยกใหญ่นั้นเกิดในโรงเรียนก็ได้ชื่อว่านักเรียนตีกัน ครูก็จัดการไป ถ้าตีกันนอกโรงเรียนก็ได้ชื่อว่านักเรียนโรงเรียนดัง(โรงเรียนอีกแล้ว)ยกพวกตีกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะประสานมาที่ครูฝ่ายปกครอง ครูฝ่ายปกครองก็รุดไปสถานีตำรวจ รับรองความประพฤติ บางทีกว่าจะรับตัวนักเรียนมาได้ก็ต้องมาให้ผู้อำนวยการรับรองเป็นลายลักษณ์อักษร ดิฉันจำได้ว่าวันหนึ่งครูวุ่นมาพบดิฉันพร้อมกับหนังสือรับรองที่พิมพ์มาเรียบร้อยแล้ว พิมพ์ชื่อดิฉันเรียบร้อยแล้วด้วยว่าเป็นผู้รับรอง นักเรียนของดิฉันมีเป็นพัน ครูวุ่นบอกว่า “ผอ.รับรองเถอะ เห็นแก่อนาคตของเด็ก” ดิฉันถามครูวุ่นไปหลายคำถาม “จะต้องรับรองเด็กคนนี้ในครั้งต่อๆ ไปไหม”(ความหมายคือ วิธีนี้แก้ปัญหาได้จริงไหม) ครุวุ่นไม่ตอบ “ที่โรงพักจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นคำรับรองของโรงเรียน” ครูวุ่นไม่ตอบ “ตำรวจเขาจะรู้ไหมว่า ผอ.จำเด็กไม่ได้” ครุวุ่นไม่ตอบแต่ทำกิริยาร้อนรนด้วยความเป็นห่วงอนาคตของเด็ก ดิฉันเซ็นต์รับรอง ‘อนาคตที่ตัวเองก็ไม่ค่อยจะแน่ใจ’ ให้ครูวุ่นไป พร้อมกันนั้นก็ได้ยินเสียงของ Bob Dylan แว่วมา The Answer my friend is Blowin’ in the Wind... นับตั้งแต่ที่กงไกรลาศวิทยาทำ SCHOOL in SCHOOL ที่เราเรียกกันว่า “โรงเรียนเล็กในโรงเรียนใหญ่” และถักทอกันเครือข่ายการพัฒนาเยาวชนภายในโรงเรียน ปัญหานักเรียนลดลงเกือบหมด ทั้งจำนวนและระดับความรุนแรง การวิวาทที่เกิดนอกโรงเรียนก็ลดลงด้วย พวกเรามีกำลังใจมาก วันหนึ่งในการประชุมทบทวนงานปีการศึกษา 2548 ทำให้เราคิดได้ว่าน่าจะมีเครือข่ายนอกโรงเรียนด้วย ดิฉันจึงได้เชิญผู้เกี่ยวข้องกับพัฒนาเด็กและเยาวชน เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล นายอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน มาหารือกัน ตั้งโจทย์ง่ายๆ เพียงข้อเดียว คือ พวกเราต่างมีหน้าที่พัฒนาเด็ก เราทำกันอย่างเดียวกันแต่คนละที คนละเวลา เช่น โรงเรียนดูแลเฉพาะวันที่เปิดทำการทำวันละ 8 ชั่วโมง (ประมาณ 200 วันต่อปี) กำนันผู้ใหญ่บ้านดูแลเฉพาะเมื่อเยาวชนพ้นวัยเรียนไปแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลเฉพาะเมื่อเยาวชนถูกจับกุม เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลดูแลเฉพาะเมื่อเยาวชน(ตีกัน)บาดเจ็บ ในขณะที่นายอำเภอรับผิดชอบทุกเวลาทุกเรื่องในอำเภอ(รวมไปถึงเยาวชนด้วย)แต่ไม่ได้จัดกระทำด้วยตนเอง หรือเราจะช่วยกันทำคนละอย่าง(ตามอำนาจหน้าที่)ในช่วงเวลาเดียวกัน เสวนากันไปมา สรุปว่า แทนที่เราจะทำงานเดียวกัน(แก้ไขปัญหานักเรียนซึ่งก็คือเยาวชน)คนละหน คนละเวลา ให้ปัญหามันวิ่งวนเข้าโรงเรียนแล้วก็ออกจากโรงเรียนแล้วก็วิ่งเข้าโรงเรียนมาใหม่ ทุกรอบที่ปัญหาวิ่งวนไปก็ทวีความรุนแรงทั้งระดับและขนาด ..ก็ในเมื่อเราทุกฝ่ายในที่ประชุมนี้ ต่างก็มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลเด็ก(ทำคนละอย่างตามอำนาจหน้าที่)อยู่แล้ว ก็ช่วยกันในช่วงเวลาเดียวกันเสียเลย จะได้ตัดวงจรปัญหาเสียในคราวเดียว เป็นอันได้เครือข่ายภายนอกโรงเรียน คือ ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานของตนเองทุกเรื่องทุกเวลา นี่ถือเป็นชั้นแรก ระดับนี้ใช้กฎบ้านที่พัฒนามาจากความรักใคร่ของสายเลือดเดียวกัน ถ้าผู้ปกครองจัดการไม่ได้ก็เป็นหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ระดับนี้ใช้กฎชุมชน ยังเจรจากันได้ ถ้าเหลือกำลังก็ถึงมือนายอำเภอ ซึ่งถ้าถึงระดับนี้ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายบ้านเมืองโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและ/หรือโรงพยาบาล ชั้นนี้ไม่ต้องเจรจา ดังภาพ หลังจากที่สร้างเครือข่ายได้ไม่นานก็มีงานวัด มีความผิดธรรมดาเกิดขึ้นกับเด็กหมู่บ้านที่ตีกันเป็นเจ้าประจำ คือ ไม่ตีกัน บรรดาครูๆ ตื่นเต้นกันใหญ่ สืบข่าวได้ความมาว่า กำนันหมู่บ้านนี้ จ่ายค่าเสียหายจนเบื่อแย่แล้ว พอเรามีเครือข่ายพัฒนาเยาวชนในชุมชนขึ้น ท่านกำนัน(ซึ่งก็คือผู้ใหญ่บ้านด้วย)ทำประชาคมเลยว่า ต่อไปนี้ลูกบ้านไหนไปตีกันทำลายข้าวของร้านรวงแตกหักพัง กำนันจะไม่จ่ายค่าเสียหายให้แทน จะให้จ่ายไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บทีหลังกำนันก็ไม่ทำ ลูกบ้านผู้เข้าประชุมยกมือรับรองกติกานี้(กฏชุมชน)ทุกหลังคาเรือน ยกเว้นสองสามครอบครัวที่ลูกหลานไปก่อวิวาทเหตุวิวาทเสมอ ดังนั้น การช่วยเหลือโดยไม่แก้ไขพฤติกรรมก็สาบสูญไปจากหมู่บ้านนี้ ไม่น่าเชื่อ... ดิฉันยังไม่อยากจะเชื่อเลย ก็ตีกันตั้งแต่รุ่นดิฉันเรียนมัธยม จนดิฉันมาเป็นผู้บริหารโรงเรียน กี่รุ่นต่อกี่รุ่น ไม่เห็นจะเลิกรา ถูกตำรวจจับก็แล้ว เข้าโรงพยาบาลก็แล้ว นายอำเภอเตือนก็แล้ว ครูปกครองทำทัณฑ์บนก็แล้ว อยู่ดีๆ จะมาหยุดตีกันไปเฉยๆ จะเป็นไปได้อย่างไร พวกครูก็สงสัยเช่นกัน จึงพากันไปสืบความต่อ ได้ความว่าพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กที่ตีกันนั้นต่างก็ขนาบลูกหลานกันเป็นการใหญ่(กฎบ้าน) บางครอบครัวถึงกับสั่งลูกหลานว่า ภายในสองทุ่มต้องเข้าบ้าน เป็นอันว่าพ่อแม่ผู้ปกครองมีคาถาศักดิ์สิทธิ์ ฉมังกว่าผู้มีอำนาจทั้งหลาย (สาย)เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ... นึกว่าจะเรียบร้อยแล้ว ต่อมา มีงานวัดอีก(หลายวัด) วัยรุ่นบ้านนี้ นายต๋องเด็กหมู่ 1 ไปงานวัดดังเคย แต่ไม่ตีกับใคร(อันนี้ไม่เคย) ที่แปลกประหลาด คือ นายต๋องและพวกกลับบ้านอย่างเร็วและต่างคนต่างเข้าบ้านในทันที อีกสักครึ่งชั่วโมงต่อมา มีวัยรุ่นบ้านอื่นมาตามนายต๋องและเพื่อน ขับมอร์เตอร์ไซค์ตะโกนเรียกดังขรมไปทั้งหมู่บ้าน คราวนี้กำนันออกมารับหน้า แล้วก็จำได้ว่าหนึ่งในกลุ่มนั้นคือนายคิดบ้านอยู่หมู่ 12 นายคิดบอกว่าเขม่นกันกับนายต๋องและพวก ตนถูกนายต๋องชกเข้าทีหนึ่ง แต่พอจะตะลุมบอน นายต๋องและพวกเล่นเกมไอ้เสือถอยกลับบ้านเสียนี่ ด้วยความอยากแก้มือ ตนจึงตามมา กำนันบอกว่าจะจัดการให้ นายคิดและพวกจึงกลับไป รุ่งขึ้นกำนันประสานกับผู้ใหญ่บ้านหมู่ 12 สอบกับไปสอบกันมา กลายเป็นว่ารุ่นปู่ของนายคิดและนายต๋องเป็นพี่น้องกัน เมื่อหมู่ 1 เริ่มแออัด(แออัดแบบทำนา ไม่ใช่แออัดแบบสลัม) ปู่ของนายคิดจึงออกมาหักร้างถางพง ต่อมาทางการก็ยกพื้นที่บริเวณนี้เป็นหมู่ 12 รุ่นหลานก็เลยกลายเป็นเด็กต่างบ้านกัน... และไม่รู้ประวัติศาสตร์ เป็นอันจบลงด้วยดี วัยรุ่นไม่ต้องตีกัน กำนันผู้ใหญ่บ้านไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย เจ้าหน้าที่ไม่ต้องจับวัยรุ่นตีกัน ครูปกครองไม่ต้องรุดไปโรงพัก ผู้อำนวยการไม่ต้องรับรองความประพฤติ หมอและพยาบาลไม่ต้องรักษาวัยรุ่นตีกันบาดเจ็บ(น่ารักษาไหมล่ะ) รัฐไม่ต้องจ่ายในการเยียวยาความเสียหายทั้งหลาย เป็นอันว่า ทุกคนทุกฝ่ายได้ใช้เวลา(ย้ำว่าไม่ใช่เวลาว่าง)อย่างคุณภาพในการสร้างสรรค์ชีวิตที่มีค่าของตน เชื่อไหมคะ... ถ้าไม่เชื่อ ต้องลองดู...
ขอบคุณตัวอย่างดีๆที่น่านำไปเป็นแบบอย่างค่ะ