ผมมีความเชื่อว่าหากจะพัฒนาอะไรสักอย่าง
สิ่งที่ต้องตระหนักให้แม่นมั่นที่สุดสิ่งหนึ่งก็คือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในองค์กรนั้นๆ ถึงแม้สภาพการณ์ที่แท้จริงของสังคม จะสอนให้รู้ว่าเรื่องใหญ่ๆ หลายเรื่อง ล้วนเปลี่ยนแปลงจากคนส่วนน้อยทั้งนั้น แต่ถึงอย่างไร ผมก็ยังยึดมั่นว่าอย่างน้อยต้องให้คนส่วนใหญ่ในบริบทนั้นๆ มีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด
วิธีคิดเช่นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงเมื่อสมัยที่ผมยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ ในยามที่ผู้ใหญ่บ้านตีเกราะเรียกลูกบ้านมาประชุมกันที่ลานบ้านของผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่ศาลาประชาคมของหมู่บ้าน ผมมักติดสอยห้อยตามพ่อกับแม่ไปด้วยเสมอ
ผมชอบบรรยากาศการประชุมในแบบชาวบ้านๆ เป็นอย่างมาก มันเหมือนการบอกเล่าเก้าสิบแก่กันและกัน จนมายุคสมัยใหม่ก็เริ่มเห็นเด็กๆ หรือเยาวชนมีพื้นที่ร่วมในการประชุมเช่นนั้นขึ้นเรื่อยๆ จึงคล้ายกับเชื่อมร้อยให้เห็นว่าคนในชุมชนล้วนมีสิทธิในการที่จะร่วมคิดและร่วมสร้างการงานแห่งชุมชนร่วมกันเสมอ เพียงแต่ว่าจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในบางประการเป็นที่ตั้ง
กรณีดังกล่าว ผมเคยแนะนำให้สโมสรนิสิตวิทยาลัยการเมืองการปกครองได้ทำกระบวนการเรียนรู้ชุมชนเนื่องในโครงการ “มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน” หรือ “หนึ่งคณะ หนึ่งหมู่บ้าน” โดยมุ่งเป้าไปสู่การสร้างพื้นที่ให้เด็กๆ และเยาวชนได้ขยับเข้ามาทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกับผู้ใหญ่ในหมู่บ้านของตัวเอง
วิธีคิดเช่นนั้น มีปลายทางสูงสุดอยู่ที่การสร้างสำนึกรักษ์บ้านเกิดให้กับเด็กและเยาวชน รวมถึงการพยายามเชื่อมร้อยให้ผู้ใหญ่ในชุมชนเห็นความสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชน หรือลูกหลานของตัวเอง ได้มีบทบาทในการกำหนดทิศทางเรื่องราวของชุมชน รวมถึงเรียนรู้ที่จะเป็นผู้รับช่วงของการสืบสร้างชุมชนของพวกเขาเอง
กิจกรรมในครั้งนั้น นิสิตจากสโมสรวิทยาลัยการเมืองการปกครอง ได้วางกรอบแนวคิดของการขับเคลื่อนในลักษณะของกิจกรรมบ้านหลังเรียน กล่าวคือ นอกจากกิจกรรมหลักๆ ที่นิสิตต้องฝากตัวเป็นลูกฮัก และพัฒนาสิ่งแวดล้อม หรือปรับภูมิทัศน์ ตลอดจนการเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมของชุมชนแล้ว ยังกำหนดให้มีกิจกรรมที่ทำร่วมกับเด็กและเยาวชนในหมู่บ้านอย่างจริงๆ จังๆ
ผมไม่ได้กำหนดแนวคิดหรือรูปแบบที่เด่นชัดให้กับแกนนำนิสิตชุดนั้นเลย ฝากเพียงแนวคิดเรื่องการสร้างพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนมีบทบาทในการบอกเล่าเรื่องราวชุมชนต่อผู้หลักผู้ใหญ่เป็นที่ตั้ง เพราะเชื่อมั่นอยู่แล้วว่าโดยศักยภาพของทีมงานนั้น สามารถออกแบบกิจกรรมและบริหารกิจกรรมในทำนองนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น เพราะนิสิตที่เรียนในสายอาชีพการเมืองการปกครองนั้น มีกระบวนทัศน์ของการจัดเวทีเช่นนี้อยู่แล้ว
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ เวทีของการระดมสมอง (Brain Storming) จึงค่อยๆ ขับตัวขึ้นโดยมี “วัด” เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีเป้าประสงค์หลักคือการสร้างพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้มีบทบาทต่อการสร้างสรรค์ชุมชนบ้านเกิดของเขาเอง
กิจกรรมแรกทั้งปวงถูกแบบออกแบบเชิงบูรณาการ มีกิจกรรมนันทนาการ (Recreational Activities) เชื่อมร้อยสู่การละลายพฤติกรรม มีประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) เด็กและเยาวชนได้ระดมพลังสมองเพื่อมองปัญหาที่พวกเขากำลังสู้รบกับมันทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว นอกจากนั้นก็ยังจัดกิจกรรมเสริม (Supplementary Activities) เพื่อการเรียนรู้อีกหลายอย่าง เช่นนำปราชญ์ชาวบ้านมาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ชุมชนให้เด็กๆ ฟัง รวมถึงการพาเด็กๆ เดินเท้าเข้าสู่ครัวเรือนต่างๆ เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้หลักผู้ใหญ่ โดยมีประเด็นให้เก็บเกี่ยวความรู้ไปพร้อมๆ กัน เช่น การกินอยู่ เครือญาติ ประเพณี ประวัติศาสตร์ หรือปรากฏการณ์สำคัญๆ ของชุมชน เป็นต้น
แน่นอนครับ การเดินทอดเท้าในหมู่บ้านเช่นนั้น โดยส่วนตัวผมมองว่าเป็นกิจกรรมไม่ธรรมดาเลยก็ว่าได้ เพราะนั่นคือกระบวนการหนึ่งของการเรียนรู้ที่มีสีสัน เหมือนการศึกษาดูงานนอกสถานที่ (Field Trip) ก็ไม่ปาน อย่างน้อยก็เป็นการออกมาเที่ยวดูครัวเรือนเพื่อนบ้านไปในตัว ...
กิจกรรมเช่นนั้น ผมเชื่อเหลือเกินว่า จะทำให้เจ้าของบ้านสนุก มีความสุข และรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง ผ่านการได้ต้อนรับขับสู้ในวิถีคนบ้านเดียวกัน
-
ได้เล่าเรื่องราวหมู่บ้านและประสบการณ์ชีวิตของตัวเองให้ลูกหลานฟัง ได้อบรมสั่งสอนลูกหลานผ่านชีวิตจริง หรือแม้แต่นิทานสอนใจ แถมยังได้ถามทักความจำว่า "เป็นลูกเต้าใครกันบ้างล่ะ..."
พอเสร็จจากนั้น พี่ๆ นิสิต ก็จะสร้างกระบวนการให้เด็กและเยาวชนได้มาสะท้อนผลการเรียนรู้ร่วมกันว่าพบเจออะไร ได้อะไร...รวมถึงจะก่อเกิดเป็นแผนกิจกรรมในชุมชนอย่างไร
แน่นอนครับ กิจกรรมที่เกิดขึ้นอาจดูธรรมดามาก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ากิจกรรมเช่นนี้ถูกละข้ามมายาวนานเลยทีเดียว ครั้งนี้จึงเป็นการเสริมสร้างและช่วงชิงพื้นที่ หรือแม้แต่สร้างพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้หยัดยืน และเรียนรู้ที่จะเป็นส่วนหนึ่งกับบ้านเกิดของตัวเองได้เป็นอย่างดีเหมือนกัน เพียงแต่ต้องอาศัยกระบวนการที่ต่อเนื่อง ถอดบทเรียน และมีผู้ใหญ่ที่ใจดีมาขานรับแนวคิดของเด็กและเยาวชน พร้อมกับนำพาพวกเขาไปสู่การขับเคลื่อนร่วมกันเท่านั้นเอง
สำหรับครั้งนี้ ผลของการระดมสมองของเด็กและเยาวชนนั้น สิ่งที่เขาสะท้อนออกมาอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือปัญหาเด็กและเยาวชนไม่ชอบ “อยู่ติดบ้าน” ส่วนใหญ่เพลินหลงอยู่กับร้านอินเตอร์เน็ต, คาราโอเกะ,ห้างสรรพสินค้า, โรงภาพยนตร์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้รุกคืบมาพร้อมๆ กับการมาตั้งรกรากของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
และนั่นยังรวมถึงปัญหาการดื่มสุราในหมู่บ้านทั้งในกลุ่มเด็ก เยาวชนและผู้ใหญ่ ซึ่งมีทั้งในระบบงานประเพณีและในวิถีชีวิตประจำวันทั่วไป


เช่นเดียวกับปัญหาการไม่ค่อยมีบทบาทกับกิจกรรมทางสังคมที่มีขึ้นในหมู่บ้านของตัวเอง เพราะส่วนใหญ่บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่จะแบกรับไปหมด เด็กและเยาวชน จึงมีสถานะและบทบาทเพียงเข้าร่วมในกิจกรรมที่ผู้ใหญ่จัดขึ้น ซึ่งบางทีก็ไม่สนใจว่ากิจกรรมเหล่านั้นตอบสนองความต้องการของเด็กและเยาวชนกี่มากน้อย
ภาพสะท้อนทั้งหมดที่กล่าวถึงนั้น ฟังดูไม่แปลกใหม่จากชุมชนอื่นๆ เลยก็ว่าได้ แต่ในมุมเล็กๆ ของที่นี่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นนั้น ถือเป็นความแปลกใหม่ที่เด็กและเยาวชนกำลังขยับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์บ้านเกิดของตัวเอง อย่างน้อยก็ได้สะท้อนแนวคิดไปสู่การทำแผนพัฒนาและส่งมอบให้ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านได้ลองวิเคราะห์ดูว่าสิ่งต่างๆ ที่เสนอไปนั้น สามารถผนึกเป็นกำลังร่วมกันได้แค่ไหน...
ถึงวันนี้ก็ยังต้องติดตามกันต่อไปว่า กิจกรรมที่เกิดขึ้น ณ บ้านดอนเวียงจันทร์ นั้นก่อเกิดพลังของเด็กและเยาวชนในการสร้างสรรค์ชุมชนตัวเองได้แค่ไหน แกนนำยังคงอยู่ หรือล่มสลายไปอีกครั้งแล้วหรือยัง
หรือแม้แต่ บัดนี้เด็กและเยาวชนมีโอกาสในการกำหนดรูปแบบกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชุมชนบ้างหรือยัง ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างของการเป็นเครือญาติยังแน่นแฟ้นอยู่อีกไหม ...รวมถึงกิจกรรมบ้านหลังเรียนที่นิสิตได้บุกเบิกไว้ยังคงหยัดยืนกันอยู่อีกหรือเปล่า หรือยอมจำนนให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่หายเข้าร้านอินเตอร์เน็ต,ห้างสรรพสินค้า,โรงภาพยนตร์ (อีกแล้ว)
สำหรับผมนั้น ผมมองว่าทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้น และต้องการความต่อเนื่องจากทุกฝ่าย หรืออย่างน้อยก็คือกระบวนการเล็กๆ ที่พยายามสร้างสรรค์ให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมร่วมกันให้ได้มากที่สุดนั่นเอง
ที่สำคัญก็คือการพยายามสะท้อนให้เห็นว่า เด็กและเยาวชนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน จึงควรได้รับโอกาสในการเรียนรู้ภารกิจของเขาที่มีต่อชุมชนตั้งแต่ยังเด็ก เป็นการวางระบบจากต้นน้ำ ไม่ใช่ปลายน้ำอย่างที่เคยเป็นมา
ในส่วนของมหาวิทยาลัยนั้น กิจกรรมเล็กๆ นี้ ยังคงถือเป็นความงามของการมุ่งเสริมสร้างให้นิสิตตระหนักในวาทกรรม "เพราะมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน" หรือแม้แต่การปลูกฝัง "จิตสำนึกสาธารณะ" เพื่อให้นิสิตได้รู้ว่าการเป็น "ผู้มีปัญญา พึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน" นั้นสามารถทำได้หลายวิธี
และกิจกรรม ๑ คณะ ๑ หมู่บ้านที่จัดขึ้นนี้ ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ วิธี ที่เริ่มต้นได้อย่างง่ายงาม และมีพลัง...
หมายเหตุ
๑.ใช้งบประมาณดำเนินการ ๓๐,๐๐๐ บาท
๒.ภาพโดย สโมสรนิสิตวิทยาลัยการเมืองการปกครอง
ณ บ้านดอนเวียงจันทร์ เทศบาลตำบลท่าขอนยาง
อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
เป็นโครงการที่ยอดเยี่ยมมากครับ
สวัสดีครับ คุณบีเวอร์
จะว่าไปแล้ว กิจกรรมหลายกิจกรรมที่ผมขายไอเดียไปกับผู้นำนิสิตนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากความทรงจำอันดีงามของตัวผมเอง วันนี้ถึงแม้ไม่ใช่คนที่ต้องลงมือเองในทุกเรื่อง แต่ก็พยายามขายไอเดีย ขายความฝันไปเรื่อยๆ..
โครงการดังกล่าว ถึงแม้จะครบรอบ 1 ปีแล้ว แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มีการขับเคลื่อนต่อเนื่องในบางหมู่บ้าน และยังต้องลงพื้นที่เพื่อศึกษาถึงความเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์อันเป็นผลกระทบด้วยเหมือนกัน
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อ.โสภณ เปียสนิท
ขอบพระคุณสำหรับดอกไม้ที่นำมาฝากนะครับ ช่วยให้ชีวิตสดใส แช่มชื่นเป็นยิ่งนัก ความฝันของคนเราเหมือนดอกไม้ ผลิบานสดใส..แต่อยู่ได้ยาวนานก่าเท่านั้นเอง
สวัสดีครับ น้องครูแป๋ม
กิจกรรม 1 คณะ 1 หมู่บ้านมีวาทกรรมคู่บุญกันก็คือ "เพราะมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน" นั่นเอง กิจกรรมนี้ถือเป็นกระบวนการเรียนนอกชั้นเรียนที่สำคัญอย่างยิ่ง เรียนผ่านการปฏิบัติจริง ตัวละครในห้องเรียนคือ "คน" ที่มีเลือดเนื้อและวิญญาณ ...
นิสิตไม่เพียงได้ความรู้ใหม่ๆ จากเวทีนี้ แต่ยังหมายถึงการกระตุ้นให้นิสิตได้ทบทวนเรื่องราวเรื่องสำนึกรักษ์บานเกิดของตัวเองไปในตัว
แน่นอนครับ ชุมชนเองก็ได้หวนกลับไปทบทวนสถานะของตัวเองด้วยเหมือนกัน
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมนะครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์ แผ่นดิน
ชื่นชมความมั่นคงอันแรงกล้า...การกระทำต่อเนื่อง ในวาทกรรมคู่บุญนะคะ
ได้ความคิดต่อยอดทำงาน ต้องขายไอเดียต่อเนื่อง ให้เป็นวาทกรรมที่นี่ให้ได้ "โรงพยาบาลเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน" จะได้กลับทิศทางความคิดทีมเจ้าหน้าที่ว่า เราต้องอ่อนน้อมให้มากขึ้น ชุมชนอยู่มาก่อนโรงพยาบาลตั้ง ผู้มาทีหลังพึงศึกษาและทำตัวให้เหมือน "ลูกฮัก" (นิสิต...ของอาจารย์)
ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการให้เกิด เพื่อสุขภาวะ จักต้องเรียนผ่านการปฏิบัติจริง เป็นความชื่นบานร่วมกันของกระบวนการเรียนรู้ ระหว่างทีมโรงพยาบาลและชุมชน...อันนี้ก็ต้องการองค์ความรู้และความต่อเนื่อง
ประเด็นที่สามที่ได้จากบันทึกนี้ เมื่อมีโอกาสจะไม่ลืมกิจกรรมพัฒนา...เด็กและเยาวชน ที่จะสืบทอดความรักในชุมชน ยืดอกภาคภูมิใจในถิ่นฐานบ้านเกิด
จะมาแลกเปลี่ยนเรื่อย ๆ นะคะอาจารย์ กำลังเขียนโครงร่างการวิจัยเล็ก ๆ 4 หมู่บ้าน ของอำเภอสระใคร...การพัฒนาจากรากฐานของชุมชน ซึ่งแนวคิดหลักไม่ห่างจาก "ชุมชนเองก็ได้หวนกลับไปทบทวนสถานะของตัวเองด้วยเหมือนกัน"
ขอบคุณบันทึกดี ๆ เสมอมานะคะ