มหาวิทยาลัยวิจัย  : 2. ช่วยตั้งคำถาม  (1) เสรีภาพทางวิชาการ

        ผมค่อยๆ ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ ว่าหน้าที่ของคนแก่อย่างผม ไม่ใช่เน้นให้คำตอบ     แต่ควรเน้นกระตุ้นการตั้งคำถาม     แล้วให้คนหนุ่มสาวเขาไปช่วยกันหาคำตอบ     โดยเฉพาะคำตอบที่เป็นรูปธรรม เป็นสารสนเทศ     ยิ่งหาจากอินเทอร์เน็ต คนหนุ่มสาวยิ่งหาเก่ง     แล้วเราไปช่วยเขาตีความ ช่วยเอา ความรู้ฝังลึก ที่เรามีในฐานะคนที่ผ่านโลกมามาก เอาไปเป็นเครื่องปรุงต้มยำความรู้    

       กล่าวใหม่ว่าเป็นการช่วยกันคนละไม้คนละมือ     มีการค้นหาสารสนเทศรูปธรรม  เอามาตีความเป็น explicit knowledge    แล้วผสาน tacit knowledge (คนแก่มีมากหน่อย  โดยเฉพาะความรู้เชิงบริบท)      ก็จะได้ความรู้สำหรับเอาไปทดลองใช้สร้างความสำเร็จตาม "หัวปลา"

       คำถามชุดแรก คือคำถามเชิง "ภาพใหญ่" (macroscopic)     ในระดับมหาวิทยาลัย และในระดับเหนือมหาวิทยาลัย เช่นระดับการจัดการระบบอุดมศึกษาของประเทศ     ระบบการจัดการงาน วิจัย/นวัตกรรม ของประเทศ     ระบบการให้เสรีภาพทางวิชาการ อดทนต่อความเห็นทางวิชาการที่แตกต่างจากนโยบายของรัฐบาล   เป็นต้น

       แค่เรื่องตั้งคำถามหัวข้อเดียว      ก็เขียนบันทึกได้หลายบันทึกแล้วละครับ    ผมจะลงรายละเอียดเพื่อจะชี้ให้เห็นว่า เรื่องมหาวิทยาลัยวิจัย มีความซับซ้อนมาก     ไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดกันแบบ "หลาวหลาว" (ภาษาปักษ์ใต้ครับ)     หรือแบบแค่ lip service

       ลองไปศึกษาดูซีครับว่าในประเทศที่มหาวิทยาลัยวิจัยของเขาก้าวหน้า     สังคมและการเมืองของเขาอดทน อดกลั้นต่อความเห็นที่แตกต่างอย่างไร     รัฐบาล / ประธานาธิบดี / นายกรัฐมนตรี ของเขายอมเปิดกว้างให้มีการวิจัยเชิงนโยบาย     ที่อาจวิเคราะห์เชิงตำหนิหรือไม่เห็นพ้องต่อ นโยบาย / มาตรการ ของรัฐบาล ได้อย่างไร       เขามีกฎหมาย / มาตรการ ที่ป้องกันฝ่ายการเมืองเข้าไปล้วงลูก ปิดกั้นงบประมาณทางวิชาการ ที่อาจไม่สอดคล้อง หรือไม่เห็นด้วยกับนโยบายของพรรค หรือของรัฐบาล อย่างไร     เราน่าจะเข้าไปศึกษาให้ทะลุ

       และถ้า สกอ. กล้าหาญที่จะสนับสนุนการศึกษานี้     จะขอความร่วมมือจากสถานทูตสหรัฐอเมริกา     ขอความร่วมมือจาก NSF, NIH, NIST, etc.  หรือขอความร่วมมือจาก บริติช เคาน์ซิล   ขอข้อมูล และให้คนของเขามาร่วม ลปรร. เขาก็จะยินดีให้ความร่วมมือ    เพราะนี่คือพื้นฐานสำคัญของการเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของสังคม    ย้ำว่ามหาวิทยาลัยของสังคมนะครับ    ไม่ใช่มหาวิทยาลัยของรัฐบาล     มหาวิทยาลัยต้องมีเสรีภาพทางวิชาการ ที่จะตรวจสอบ และวิจัย นโยบายสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายระดับพรรคการเมือง  ระดับรัฐบาล  ระดับองค์การระหว่างประเทศ  ระดับประเทศอื่น  ระดับองค์กรธุรกิจ  ระดับ NGO     โดยที่ความน่าเชื่อถือก็จะอยู่ที่ความเป็นกลางและความแม่นยำ เฉียบคม ทางวิชาการ

        สรุปว่า คำถามแรกก็คือ บรรยากาศ และระบบของเสรีภาพทางวิชาการ เป็นอย่างไร    เชื่อมโยงกับกฎหมายที่บังคับรัฐบาลให้ต้องสนับสนุนอุดมศึกษา และระบบปัญญาอื่นๆ ของสังคมอย่างไร    จึงจะทำให้มหาวิทยาลัยวิจัย  และระบบทางปัญญาอื่นๆ เกิดขึ้น เติบโต แข็งแรง  และทำประโยชน์ให้แก่สังคม ได้จริง

       เรื่องนี้เราต้องอย่าเข้าใจผิด     ว่ารัฐบาลมีอำนาจทำอะไรก็ได้ ที่เขาอ้างว่าทำเพื่อประชาชน     ในประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็งเขาจะมีกฎหมายป้องกันนักการเมืองเข้าไปใช้อำนาจครอบงำระบบสร้างสรรค์ปัญญาของประเทศนะครับ    ประเทศที่เขามีประสบการณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาก่อน เขารู้ว่า ต้องจำกัดอำนาจการเมืองครับ     ถ้าไม่จำกัด ไม่สร้างการถ่วงดุล การเมืองจะรวบอำนาจ  ครอบงำ และในที่สุดสังคมก็จะล่ม     การทำวิจัยค้นหากลไกป้องกันอำนาจฉ้อฉลทางการเมืองให้เจอและเอามาบอกสังคมก็จะเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องครับ  

       ที่จริงประชาธิปไตยที่เข้มแข็งต้องมีกฎหมาย  ระบบ  และกลไก ป้องกันการครอบงำ ไม่ว่าโดยใคร     แค่มีคณะทำงานของมหาวิทยาลัยศึกษาระบบป้องกันการครอบงำในสังคม    ก็จะเกิดคุณูปการแก่บ้านเมืองในขณะนี้อย่างมหาศาล     และที่สำคัญจะช่วยยกการครอบงำมหาวิทยาลัย (ทางอ้อม แบบไม่รู้ตัว) ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ออกไปด้วย

วิจารณ์ พานิช
๒๖ สค. ๔๙