หากมีโอกาสไปเชียงใหม่และได้ไปคณะแพทยศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผมมักถือโอกาสแวะไปหาพี่องอาจ ศิลปะ ของหน่วยปั้นและทำหุ่นจำลองเพื่อเป็นสื่อการศึกษาทางการแพทย์ หน่วยโสตทัศนศึกษา ของคณะแพทยศาสตร์ เพื่อไปนั่งคุย ดูผลงานกับการประดิษฐ์คิดค้น รวมทั้งการริเริ่มทำสิ่งต่างๆทั้งที่อยู่ในวงจรการทำงานกับการดำเนินชีวิตส่วนตัว ที่พี่แกได้ทำ ทุกครั้งก็อดไม่ได้ที่จะต้องหาวิธีศึกษารวบรวมและเผยแพร่ไว้ตามแต่พอจะมีกำลังคิดและทำได้ไปด้วย มีหลายอย่างที่เป็นพลังชีวิตและความสร้างสรรค์ที่ฝังอยู่ในความเฉพาะตนของพี่แก ซึ่งยากที่จะหาคนถอดรหัสรวบรวมไว้เป็นบทเรียนไว้ให้ได้ หากแกเกษียณและทำงานไม่ได้แล้ว ภูมิปัญญาและความลึกซึ้งมากมายก็หมดสิ้นไปด้วย เมื่อมีโอกาสผมเลยอยากเก็บรวบรวมและเผยแพร่ไว้ เหมือนกับเรื่องราวทางด้านอื่นๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่ง
พี่องอาจ ศิลปะ เป็นรุ่นพี่ของผมจากสาขาเวชนิทัศน์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนเวชนิทัศน์ศิริราชแล้ว ก็ไปทำงานที่คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลสวนดอก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในจำนวนของคนที่จบสาขาเวชนิทัศน์และได้ทำงานเวชนิทัศน์ในโรงเรียนแพทย์หรือในทีมการวิจัยแบบสหวิทยาการนั้น ทั้งประเทศไทยมีอยู่ไม่ถึง ๑๐๐ คนจากเพียง ๓๐๐ กว่าคนที่มีอยู่ของทั่วประเทศ คนจบเวชนิทัศน์ อาจเรียกว่าเป็นคนทำงานศิลปะสื่อและสิ่งจัดแสดงเพื่อการศึกษาและสื่อสารทางการแพทย์ เมื่อเข้าทำงานในหน่วยงานต่างๆ ก็จะมีชื่อตำแหน่งแตกต่างกันไปตามลักษณะงาน คือ ช่างภาพการแพทย์ นักวิชาการโสตทัศนศึกษา (ปัจจุบันโรงเรียนเวชนิทัศน์ได้พัฒนาหลักสูตรและปรับเปลี่ยนสถานภาพเป็นสถานเทคโนโลยีทางแพทยศาสตร์ศึกษา อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ ๒๙.เวชนิทัศน์ : ศิลปะสื่อเพื่อพัฒนาชีวิตและสุขภาพ)
แต่ผมมักจะเรียกรวมๆว่านักเวชนิทัศน์ ซึ่งในจำนวนที่มีการผลิตขึ้นในประเทศนั้น นักเวชนิทัศน์ที่กระจายอยู่ตามสถาบันการศึกษาและแหล่งต่างๆของประเทศเท่าที่ผมรู้จักคุ้นเคย ก็มักจะมีความฝีมือละความเชี่ยวชาญเฉพาะตน แตกต่างกันไป เหมือนกับเป็นคนทำงานศิลปะทางการแพทย์สาขาหนึ่งที่จะมีความเป็นตัวของตัวเอง ที่เกิดจากการทำงานและค้นพบแนวทางเฉพาะตน ติดอยู่กับฝีมือที่สั่งสม โดยนอกจากจะทำงานได้อย่างรอบตัวในทุกด้านแล้ว ก็จะมีความเชี่ยวชาญบางด้านของตนเอง เช่น บางคนเก่งทางการถ่ายสไลด์ทางศัลยศาสตร์ บางคนเก่งทางการถ่ายภาพจากกล้องอีเลคตรอน บางคนเก่งทำหุ่นจำลองทางการแพทย์ บางคนเก่งทางการเขียนภาพกราฟิค บางคนเก่งเขียนภาพปรสิต บางคนเก่งเขียนภาพทางจุลชีววิทยา บางคนเก่งเขียนการ์ตูนและทำสทื่อการศึกษาทางการแพทย์ เหล่านี้เป็นต้น พี่องอาจ ก็มีความเชี่ยวชาญเฉพาะตนในลักษณะนั้นเหมือนกัน ทว่า เจาะจงลงไปอย่างเฉพาะด้าน ก็เห็นจะอธิบายและสื่อให้ครบถ้วนตามความเป็นจริงของสิ่งที่แกทำไม่ได้
ผลงานทั้งหมดในห้องนี้ เป็นผลงานหลายร้อยชิ้น ผมลองถามไถ่การสร้างผลงานตลอดชีวิตของพี่แกแล้ว ก็น่าจะได้งานหลักๆหลายพันชิ้น งานทั้งหมดนี้ พี่องอาจอาจจะมีทีมผู้ช่วย ช่วยดำเนินการในบางขั้นตอนอยู่เป็นระยะๆบ้าง แต่โดยรวมแล้ว ก็แทบจะกล่าวได้ว่า ทั้งหมดในส่วนที่จะต้องลงมือปฏิบัติการในห้องนี้ หลังจากการทำงานข้อมูลและศึกษาจุดหมายต่างๆร่วมกันกับทีมครูแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัย แล้วนั้น เกิดจากการคิดและทำด้วยสมองและสองมือของคนคนเดียว
ผลงานในยุคแรกเริ่ม ก่อนที่จะประสบความสำเร็จและนำมาสู่การก่อตั้งหน่วยทำหุ่นจำลองและสิ่งจัดแสดงทางการแพทย์ขึ้นของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นชุดแสดงการผ่าตัดก้อนนิ่วในไต นำเสนอผลการวิจัยและทำงานร่วมกับศาสตราจารย์นายแพทย์นิวัฒน์ ชุมสาย ณ อยุธยา อดีตครูแพทย์ของคณะแพทย์ ได้ใช้เป็นสื่อการศึกษาของแพทย์หลายรุ่นและเป็นชุดสื่อจัดแสดงที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมทั้งผลการวิจัยและการทำสื่อนำเสนอเพื่อการศึกษาวิจัยชุดนี้
เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างผลงานของพี่องอาจ เป็นเครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นเองจากการใช้วัสดุและสิ่งของต่างๆที่หาได้ในประเทศและจากท้องถิ่น รวมไปจนถึงจากสิ่งของเหลือใช้ เครื่องมืออัตโนมัติทุกชิ้น ดูเหมือนกับเป็นเศษเหล็ก ทว่า ตั้งจังหวะการทำงานได้อย่างแม่นยำ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเบื้องหลังของสิ่งที่ใช้ผลิตสื่อและสิ่งจัดแสดงทางการแพทย์ ที่หลายชิ้นมีมาตรฐานสากล ผลิตใช้ในประเทศและส่งออกไปใช้ในต่างประเทศ อย่างไม่น่าจะทำได้ในประเทศไทยเพราะเทคโนโลยีและเครื่องมือไม่มี
การดัดแปลงวัสดุต่างๆมาสร้างเครื่องมือและการวางแผนในหัวทำหลายอย่างไปในเวลาเดียวกัน เป็นเบื้องหลังให้พี่แกทำงาน ๓-๔ ชิ้นพร้อมกันไปอย่างคู่ขนาน พอหล่องานชิ้นนี้เสร็จและรอให้แห้ง ก็ไปเตรียมวัสดุด้วยเครื่องมือที่สร้างขึ้นเองอีกชิ้นหนึ่ง พอเดินเครื่องแล้ว ก็เดินไปทำอีกชิ้นหนึ่ง ใน ๑ ชั่วโมงที่ผมเดินคุยพร้อมไปกับที่พี่แกเดินทำงานไปด้วยนั้น พี่องอาจทำงานได้ถึง ๔ ชิ้น ซึ่งหากเป็นคนอื่นทำเชื่อว่าจะต้องใช้คนมากกว่า ๑๐ คนและใช้เวลามากกว่า ๑ เดือน อีกทั้งไม่ได้ความแม่นยำและงดงามอย่างที่พี่แกทำอีกด้วย
รูปปั้นด้วยกระดาษหมักทำเอง เป็นพระราชานุสาวรีย์ของสมเด็จพระบรมราชชนกแบบลอยตัว ทั้งแม่นยำทั้งความเหมือนและสัดส่วนโครงร่าง งดงาม และสร้างสรรค์อย่างยิ่ง เพราะคงจะเป็นพระราชานุสาวรีย์พระองค์แรกที่ทำขึ้นด้วยกระดาษ
แนวคิดและความบันดาลใจของพี่เขาก็คือ งานต่างๆของคณะที่จำเป็นต้องอัญเชิญพระราชานุสาวรีย์ไปประดิษฐานเป็นส่วนหนึ่งด้วยนั้นมีอยู่ตลอดเวลาในหลายโอกาสและหลายสถานที่ แต่เดิมนั้น คณะทำงานต่างๆก็จะใช้พระบรมสาทิสลักษณ์แบบเข้ากรอบอย่างพิเศษสักหน่อยไปประดิษฐานบนขาตั้ง ซึ่งพี่แกเห็นว่ายังไม่งดงามและสมพระเกียรติพอ หากเป็นรูปปั้นแบบลอยตัวก็จะงดงามและเหมาะสมกับงานที่จัดขึ้นมากกว่า แต่การปั้นและหล่อพระราชานุสาวรีย์ ไม่ว่าจะใช้ปูนปลาสเตอร์หรือโลหะชนิดใด ก็จะทำให้มีน้ำหนักมาก อีกทั้งต้องติดตั้งบนแท่นอย่างมั่นคงแข็งแรง ต้องสิ้นค่าใช้จายสูง และเมื่อติดตั้งแล้วก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้
เงื่อนไขบนความจำเป็นดังกล่าว ทำให้พี่แกนึกถึงการหมักกระดาษและนำมาใช้ปั้นพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบรมราชชนกดังที่ต้องการ ทำให้พระราชานุสาวรีย์ที่ได้มีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้อย่างสะดวก ซึ่งนอกจากจะลดค่าใช้จ่ายได้หลายแสนบาทแล้ว ก็ตรงกับความจำเป็นในการใช้งานและไม่สามารถหาจากที่ไหนได้ทั้งในประเทศไทยและในโลก พี่แกตั้งใจว่า ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการใน ๒-๓ ปีข้างหน้านี้ จะทำมอบให้ไว้กับคณะและมอบเป็นมรดกของสังคมไทยอย่างน้อย ๒ องค์
"...เมื่อไม่นานมานี้
.....พี่เพิ่งป่วยหนัก และอาจารย์หมอที่รักษาพี่
ท่านดูแลรักษาพี่จนหาย เหมือนกับให้ชีวิตได้ทำงานต่ออีกแก่พี่
พี่เลยจะทำงานชิ้นนี้มอบให้แก่คณะแพทย์
พร้อมทั้งเป็นการน้อมเคารพต่อสิ่งที่พี่ได้รับจากอาจารย์หมอและพยาบาล
ที่ได้ให้ในสิ่งที่ไม่สามารถตอบแทนได้
...งานอย่างนี้ไม่มีใครสั่งให้พี่ต้องทำ พี่ทำขึ้นเอง ว่างก็ทำ
ตั้งใจว่าจะให้ได้สัก ๒ องค์ก่อนเกษียณ ... "
พี่องอาจได้กล่าวถึงพลังข้างในอย่างหนึ่ง
ให้ผมได้ทราบถึงความบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังงานชิ้นนี้
พระราชานุสาวรีย์กึ่งพระองค์แบบลอยตัวของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทย ฝีมือการปั้นอย่างแม่นยำและงดงามในเชิงศิลปะจากฝีมือของพี่องอาจ ทำขึ้นเพื่อแจกจ่ายให้กับหน่วยงานสาขาการพยาบาล รวมทั้งสถาบันการศึกษาทางการพยาบาลหลายแห่งของประเทศ
หุ่นจำลองสตรี หล่อด้วยยางพารา ข้างในฝังระบบกลไกสำหรับศึกษาด้วยฝามือเพื่อฝึกฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ วัสดุหลายอย่าง เช่น การหล่อยาง การใช้ฟองน้ำ การใช้หล่อด้วยพลาสสติกเหลว เป็นวิธีคิดค้นขึ้นเองในการนำเอาวัสดุต่างๆ มาใช้สร้างงานให้ได้ตามวุตถุประสงค์ที่ต้องการนำไปใช้ อย่างยากที่จะสามารถทำได้ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศไทย
หุ่นจำลองทำจากการหลอมพลาสติกด้วยเทคนิคที่สร้างเครื่องมือและคิดค้นสูตรกับวิธีการขึ้นเอง ใช้สำหรับการสอบนักเรียนแพทย์ในการวินิจฉัยโรคหูและการตัดสินใจวางแผนการรักษา อาจารย์แพทย์ที่คิดริเริ่มโครงการนี้ มีโจทย์ให้พี่องอาจคิดสร้างสรรค์แก้ปัญหาให้หุ่นหมุนได้รอบทิศทาง
พี่องอาจคิดค้นได้ง่ายๆด้วยการไปรวบรวมเอาลูกเทนนิสเก่าๆมากดท่อ PVC ซึ่งเลื่อยให้ได้ขนาดที่ต้องการแล้วลนให้อ่อนตัวด้วยความร้อน กดลูกเทนนิสลงไปพร้อมกับทำให้อุณภูมิลดลง ทำให้กลายเป็นเบ้าเหมือนข้อต่อกระดูกเชิงกรานและล็อคให้ลูกเทนนิสยึดติดกับฐาน โดยสามารถเป็นแกนที่ทำให้หุ่นสามารถหมุนได้รอบทิศดังที่ต้องการ ผลงานหลายชิ้นในลักษณะนี้ ได้รับการสั่งผลิตจากโรงเรียนแพทย์ทั้งในและต่างประเทศ สร้างคุณูปการแก่วงวิชาการทั้งต่อประเทศไทยและนานาชาติ
สิ่งต่างๆ ที่เห็นในห้องเวิร์คช็อปและสตูดิโอสำหรับทำงานของพี่องอาจนั้น ล้วนสามารถนำมาประกอบขึ้นใหม่เป็นงานชิ้นใหม่ๆได้อยู่ตลอดเวลา พี่แกบอกว่า จากประสบการณ์ที่ทำงานอย่างนี้มาตลอดชีวิตนั้น เมื่อมองเห็นสิ่งของต่างๆรอบตัว แกก็มองเห็นวิธีดัดแปลง เหมือนเห็นเป็นชิ้นงานสร้างสรรค์สำหรับใช้เพื่อจุดหมายต่างๆฝังอยู่ในสิ่งนั้นๆอยู่แล้ว ดังนั้น ทุกอย่างจึงมีคุณค่าและทำให้เกิดประโยชน์ใช้สอยได้หมด ไม่มีขยะและของสูญเปล่าในทรรศนะของแกเลย
นอกจากนี้ ตลอดเวลาของการทำงาน พี่แกทำงานอย่างเป็นการปฏิบัติธรรมและเจริญสติไปบนวิถีปฏิบัติไปด้วย เมื่อเสร็จงาน ก็ได้ทั้งงานและได้พัฒนาความงอกงามในจิตใจตนเอง
ทั้งหมดนี้นั่นเอง ที่ทำให้ผมไม่ทราบว่าจะให้นิยามอย่างไรดีสำหรับกรณีของพี่องอาจ ศิลปะ,ว่าควรจะนับว่าแกเป็นนักเวชนิทัศน์ที่เก่งทางไหนดี เพราะดูเหมือนจะเก่งและเชี่ยวชาญทั้งการปั้น การหล่อ การแกะสลัก การผลิตเครื่องยนต์กลไกเพื่อเป็นเครื่องมือทำงาน การเขียนภาพ รวมทั้งการพัฒนาศาสตร์ด้านใน ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของกิจกรรมชีวิตที่ทำโดยมีห้องสวดมนต์และห้องทำกิจกรรมเจริญสติภาวนาอยู่ด้วยในบ้าน ‘ทำงานและใช้ชีวิตเพื่อเป็นการศึกษาปฏิบัติธรรม’ พี่แกให้บทสรุปต่อมรรควิถีในความเป็นทั้งหมดของชีวิต.
ผมรู้จักพี่องอาจ แต่พี่องอาจ ไม่รู้จักชื่อผม ;)...
หน่วยโสตฯ ก็ไปเยี่ยมเยือนบ่อย ๆ ตอนทำงานอยู่ครับ ;)...
สายวิชาชีพตัวเอง แต่ไม่ได้ทำที่หน่วยฯ นี้
แหม อยากให้ที่มหาวิทยาลัยมีหน่วยงานแบบนี้บ้าง
ขอบคุณครับท่านพี่ ;)...
สวัสดีครับอาจารย์ Wasawat Deemarn ครับ
งานของพี่เขามันส์มากเลยเนาะอาจารย์
ทั้งวิธีคิด วิธีสร้างสรรค์งาน และผลที่ปรากฏเป็นชิ้นงาน
งานของพี่องอาจมีคุณค่ามากต่อคณะแพทย์ บางชิ้นบางรายการที่มีราคาแพงๆ พี่เค้าจะสามารถดัดแปลงประยุกต์ใช้วัสดุที่ช่วยลดต้นทุนไปได้เยอะ เคยคุยกับพี่สาวค่ะว่าองค์ความรู้ในตัวพี่องอาจมากมาย น่านำมาถ่ายทอดต่อให้รุ่นน้องๆได้เยอะเลย แม้แต่เรื่องนอกเหนือจากงานประจำๆ เช่นการตกแต่งซุ้มงานต่างๆบางทียังอึ้งว่าพี่เค้าคิดได้ไงค่ะ
สุดยอดมากๆ เลยครับ น่านับถือจริงๆ
สวัสดีครับต๋อย
ในกลุ่มคนสายปฏิบัติการนั้น คงมีกรณีอย่างพี่องอาจนี้อีกไม่น้อยนะครับ วิธีที่จะสร้างความรู้ภาคปฏิบัติออกมา เอาไว้ใช้สร้างคน หรือเอาไว้บริหารจัดการการพัฒนา และสืบทอดเป็นบทเรียนต่างๆของสังคม ให้คนรุ่นหลังๆได้ศึกษาและพัฒนาตนเองต่อยอดกันไป ก็เห็นด้วยมากเลยกับแนวคิดของต๋อย เคยพยายามรวมกลุ่มสุมหัวกันพัฒนาวิธีทำอย่างนี้ในมหิดลเหมือนกันครับ เห็นประสบการณ์ที่ติดตัวไปกับคนเกษียณหลายอย่างที่อยากหาวิธีศึกษารวบรวมไว้
สวัสดีครับบีเวอร์ครับ
เห็นแล้วต้องทึ่งแปดตลบเลยเชียว
ดูๆแล้ว สามารถนำมาเล่าถ่ายทอดสู่กันได้อีกหลายแง่ครับ
หากมีโอกาสจะไปเจาะมาแบ่งกันดูทีละนิด
ได้เรียนรู้เพื่อเป็นสื่อทางด้านพัฒนาการศึกษาเรียนรู้
แบบอาสากันเอง ไปด้วยเหมือนกันเลยนะนี่
สวัสดีค่ะอาจารย์
งานวิทย์ที่ผสานกับศิลปะเพื่อมนุษย์อย่างแท้จริงเลยนะคะ
มีข่าวจากงานแสดงภาพวาดเพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาฝากค่ะ คือการจัดงานเลื่อนไปเป็นประมาณ ธ.ค.54 แล้ว จากงานเล็กๆ ทำท่าจะเป็นงานระดับชาติไปแล้วค่ะ
ชื่นชมงานอาจารย์เสมอค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
สวัสดีครับคุณณัฐรดาครับ
ผมคงจะมีโอกาสได้ไปชมกับเขาบ้างนะครับ งานแสดงศิลปะในวาระอย่างนี้ ต้องถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวและปฏิบัติการเชิงสังคม ที่ใช้ศิลปะและพลังความตื่นตัวของสังคม ให้มุ่งไปสู่การสร้างสรรค์สุขภาวะและการจัดการความเป็นส่วนรวมให้แก่สังคม ผู้มีส่วนร่วมก็ได้ประโยชน์ จิตรกรที่ร่วมแสดงงาน ก็ได้ริเริ่มและเคลื่อนไหวการทำงานศิลปะและนำเสนอสู่สังคมในอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งงดงามทั้งตัวงานเองและเจตนารมย์ที่เกิดขึ้น อีกคนคัดสรรค์และประสานการจัดขึ้น ก็เป็นการสร้างนวัตกรรมการจัดการเชิงสังคมเพื่อสนองตอบต่อความจำเป็นและให้ผู้คนมากมายได้มีส่วนร่วม ผู้ชมและผู้บริจาค ก็ได้งานศิลปะที่เป็นหมายเหตุการได้มีส่วนร่วมทางสังคมด้วยตนเองอย่างมีความหมาย เรียกว่าเป็นแนวการระดมพลังของคนทำงานศิลปะที่สามารถมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสังคมได้เป็นอย่างดีอยู่เสมอ และเมื่อทราบแล้วก็ต้องหาทางส่งเสริมให้เกิดขึ้นมากยิ่งๆขึ้นเลยละครับ
อันที่จริง ในงานหนังสือสอนเขียนรูปสีน้ำของคุณณัฐรดาหลายเล่ม ก็มีการบูรณาการการสื่อสารและให้ความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้คนได้ซึบซับผ่านการทำงานศิลปะอยู่นะครับ การจัดแสดงงานในลักษณะนี้ หากเปิดโอกาสให้จิตรกร นำเสนอและจัดแสดงวาระการคุยสื่อสารกับสังคมไปด้วย หรือจัดเสวนา หมุนเวียนนำเอาบทเรียนหลากหลายของคนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม มาถ่ายทอด เรียนรู้ และให้เป็นกรณีตั้งต้นเปิดไปสู่การเรียนรู้สาธารณะในเรื่องต่างๆเพื่อสังคม ก็จะเป็นทั้งสีสันและก่อให้เกิดพลังการเคลื่อนไหวพลังแห่งความตื่นรู้ของกลุ่มผู้เข้าชมขึ้นได้นะครับ คนทำงานก็ได้เรียนรู้ในการเชื่อมโยงวิถีการทำงานของตนเข้ากับประเด็นทางสังคม ที่จะสามารถเป็นแรงบันดาลใจสำหรับทำงานในแนวอย่างนี้ในสังคมไทยได้อย่างลึกซึ้งโดยวิธีการทางศิลปะมากยิ่งๆขึ้น
สวัสดีครับอาจารย์ณัฐพัชร์ครับ
นี่เพิ่งทราบนะครับว่าได้มีวาระสากลในเรื่องนี้ด้วย เมื่อวานมีเหตุให้ได้นึกถึงพี่โดม สุขวงศ์ ผู้อำนวยการหอภาพยนต์แห่งชาตินี้อยู่ ๒ เรื่องพอดีเลยละครับ เหตุแรกก็คือผมผ่านไปที่ร้านหนังสือสามัญชนเชียงใหม่ และอีกเหตุหนึ่ง ผมได้เห็นข่าวน้ำท่วมบ้านของสุชาติ สวัสดิ์ศรี ซึ่งทำให้ห้องสะสมหนังสือ งานวรรณกรรม และสิ่งตีพิมพ์ที่เป็นหมายเหตุสังคมไทยมากมายหลายเรื่อง จมอยู่ใต้น้ำพร้อมกับหนังสือนับแสนเล่ม กับสื่อและงานศิลปะอีกนับหมื่นชิ้น ผมนึกถึงความสูญเสียของสังคมไทยและสังคมความรู้ แล้วก็ให้นึกถึงการสะสมสื่อโสตทัศน์และฟิล์มหนังของหอภาพยนต์นี่แหละครับ ดูทำเลและ setting ของหอภาพยนต์แล้ว เราต้องหาโอกาสไปแจมด้วยสักหน่อยนะครับ