จากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ จะก่อเกิดการเรียนรู้ในหลายด้านเพื่อการอยู่ร่วมระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติที่เราละเลยและเอาเปรียบมาเนิ่นนาน รวมถึงคุณค่าทางจิตวิญญาณในหลายสิ่ง ทั้งเชื่อว่า จะนำสู่การจัดการแบบบูรณาการเพื่อรองรับปัญหาน้ำ หรือปัญหาสังคมในอนาคต

เมื่อบ้านต้องเผชิญน้ำท่วม

             ปีนี้   พื้นที่หลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่เผชิญปัญหาน้ำท่วม  ดิฉันและสามีพยายามติดตามข่าวระดับน้ำ  พายุฝน  และสถานการณ์น้ำท่วมอยู่ตลอดเวลา  ด้วยหวนคิดว่า  หมู่บ้านที่ตนเองอาศัยอยู่นั้นเมื่อสิบปีก่อน  เคยเผชิญปัญหาน้ำท่วมขนาดต้องพายเรือ    แม้ว่า  ตอนตกลงที่ซื้อบ้านนั้น  เจ้าของโครงการฯ จะยืนยันว่า  เขาถมที่ดินสูงพอ และมีเขื่อนกั้นน้ำปิงไหลทะลัก  แต่ก็ยังไม่เชื่อใจสนิท   

ข่าวน้ำปิงไหลท่วมพื้นที่เศรษฐกิจเชียงใหม่  ทำให้เริ่มไม่ไว้ใจสถานการณ์  จึงชวนกันขับรถไปดูระดับแม่น้ำปิง  และคลองรอบ ๆ หมู่บ้าน  พร้อมทั้งเริ่มวางแผนป้องกัน 

เริ่มจากเตรียมอาหารแห้ง จำพวกบะหมี่สำเร็จรูป  ไข่ไก่  ขนมปัง ปลากระป๋อง และอาหารสด ผักผลไม้  น้ำดื่ม  น้ำในถังสำรองต่าง ๆ   ตรวจสอบปริมาณแก๊สหุงต้ม  เทียนไข  ไฟฉายพร้อมถ่าน และ  ยารักษาโรค  

จากนั้นสำรวจบริเวณบ้าน   สมมติฐานว่า  หากน้ำเอ่อท่วมเข้าบ้านจะขยับย้ายสิ่งใดบ้าน   หาจุดฝาปิดท่อระบายน้ำ  ซึ่งน้ำอาจดันผ่านท่วมเข้าบ้านได้ รวมทั้งมองหาร้านขายกระสอบทราย

ตอนเช้าวันที่  29  กันยายน  ดิฉันยังไปทำงานปกติ  พร้อมกับลูกชายซึ่งไปสอบวันสุดท้าย ในขณะที่สามีปิดเทอมอยู่บ้าน   ตอนบ่ายสามีขับรถไปรับลูกและโทรฯมาบอกว่า  เริ่มเห็นน้ำหน้าหมู่บ้านปริ่มขอบถนน  จึงตัดสินใจรีบกลับบ้าน  และวางแผนจะหาสถานที่จอดรถยนต์ทั้งสองคัน  โดยนำไปจอดที่ทำงานและฝากบ้านเพื่อนร่วมงานพร้อมทั้งสั่งกระสอบทรายเพื่อทำแนวกันน้ำทะลักเข้าบ้าน

ช่วงเวลา  15.30 – 17.30 น. แรงกายสามคนพ่อแม่ลูกขนกระสอบทรายน้ำหนัก 35 กิโล  จำนวนสามสิบกระสอบ  ทำแนวกั้นทั้งหน้าบ้านหลังบ้านและท่อระบายน้ำ  พร้อมรีบเติมแบตเตอรี่โทรศัพท์ให้เติม และหุงข้าวเผื่อกันปัญหาถูกตัดไฟ

18.30 น้ำไหลถึงถนนหน้าบ้าน  ซึ่งทางโครงการฯ ก็พยายามบอกว่าไม่ต้องห่วงได้พยายามทำเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำ   เพื่อนบ้านต่างพากันมาดูปริมาณน้ำด้านหน้าหมู่บ้าน  ปรากฏว่า  น้ำท่วมประมาณ  50 ซม. และหมู่บ้านในเฟส 2 – 3 น้ำท่วมหมดแล้ว(ดิฉันอยู่เฟส 1)

21.00 น.  ผลจากการทำเขื่อนของโครงการฯ น้ำลดลงจากภายในหมู่บ้าน  แต่ก็ยังไม่วางใจนัก เพราะวิทยุประกาศว่า  เขื่อนแม่กวงและแม่งัดจำเป็นต้องปล่อยน้ำออกซึ่งก็พูดคุยกับเพื่อนบ้านว่า  น้ำจะมาถึงเขตหมู่บ้านเรา  ใช้เวลาประมาณ  6 ชั่วโมง แต่หมู่บ้านก็พยายามบอกว่า   ไม่ต้องท่วม   ก่อนเข้านอนได้เตรียมย้ายกรงน้องหมา 3 ตัว ไว้ในด้านที่สูง เพื่อกันน้ำเข้าเวลาที่เรานอนหลับไปแล้ว  โดยคืนนี้  ใช้วิธีการเปิดหน้าต่างเพื่อรับอากาศแทนการเปิดแอร์ เผื่อว่า  น้ำเข้าหมู่บ้านจะได้ยินเสียงประกาศเตือน

ตีห้าตื่นนอน  เสียงกบเขียดระงมไปทั่ว  เพราะว่าน้ำไหลท่วมหน้าบ้าน  สูงเลยฟุตบาทและถึงกระสอบทรายชั้นที่สอง  วันนี้ทั้งวันใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน หรือออกไปคุยกับเพื่อนบ้าน  เตรียมรับสถานการณ์หากเกิดปัญหา  ซึ่งสถานการณ์นี้ทำให้ได้รู้จักเพื่อนบ้านต่างซอยมากขึ้น   

เราพูดคุยกันในครอบครัว ว่า  บ้านเราตอนนี้อยู่ใกล้ชายทะเลมีน้ำล้อมรอบ  เวลามีรถขนาดใหญ่วิ่งผ่านซอย  เกิดคลื่นน้ำ  เหมือนคลื่นชัดฝัง และคิดว่า  เรายังโชคดีท่วมระดับนี้  ยังช่วยเหลือตนเองได้  คนที่อยู่บริเวณอื่นลำบากกว่าเรามาก  ระหว่างวันมีเพื่อน ญาติมิตรโทรฯ ถามข่าวคราวและความช่วยเหลือที่ต้องการ  เป็นที่ซาบซึ้งใจ

น้ำท่วมขังอยู่สองวัน  แต่ทำให้ได้เรียนรู้หลายสิ่ง  นับจากน้ำใจเพื่อนบ้านที่แบ่งปันกระสอบทราย  ช่วยสูบน้ำ  ช่วยแจ้งข่าว  หรือการวางแผนจัดการกับภาวะน้ำท่วม และปัญหาหลังน้ำลด  ที่ต้องอยู่กับกลิ่นเน่าของน้ำที่ท่วมขังด้านหลังบ้าน  การจัดการกับกระสอบทรายที่แสนหนัก  การระวังสัตว์มีพิษไม่ให้เข้าบ้าน  รวมทั้งการวางแผนรองรับสถานการณ์น้ำปีต่อไป  ซึ่งคาดว่า   ต้องรุนแรงเพิ่มขึ้น  โดยการปรับสนามหน้าบ้านและสวนหลังบ้านให้สูงขึ้น  ทำแนวกั้นเสริมรอบกำแพงรั้วบ้าน  และเตรียมเครื่องสูบน้ำ

ทุกวันนี้  เวลาดูข่าวน้ำท่วม  เห็นสภาพความเป็นอยู่ของคนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหนัก  จึงเห็นใจอย่างสุดซึ้งต่อความทุกข์จากการเสียทรัพย์  ย้ายที่อยู่อาศัยและการขาดแคลน  หรือการพลัดพรากจากผู้ที่เป็นที่รัก

ดังนั้นเมื่อมีการระดมบุญช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม  ครอบครัวเรา  จึงไม่รีรอจะเข้าไปมีส่วนร่วมทั้งแรงกายและทรัพย์ตามกำลัง   เพราะในวันที่บ้านเราน้ำท่วม  ได้รับการเกื้อกูลด้วยข้าวห่อ  และกระสอบทรายจากผู้อื่น  ซึ่งแม้ว่าเราจะไม่รับเพราะเราเตรียมไว้ในส่วนของเราเองได้เท่าทัน  แต่สิ่งเหล่านั้นก็ช่วยเกื้อกูลเพื่อนบ้านของเราให้ผ่านพ้นปัญหาได้

และดิฉันก็เชื่อว่า  จากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้  จะก่อเกิดการเรียนรู้ในหลายด้านเพื่อการอยู่ร่วมระหว่างคนกับคน  คนกับธรรมชาติที่เราละเลยและเอาเปรียบมาเนิ่นนาน   รวมถึงคุณค่าทางจิตวิญญาณในหลายสิ่ง  ทั้งเชื่อว่า  จะนำสู่การจัดการแบบบูรณาการเพื่อรองรับปัญหาน้ำ หรือปัญหาสังคมในอนาคต