การอภิปรายในสภามหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ ๒๑ ก.ย. ๕๔   จดหมายเปิดผนึกถึงกรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดลหลายชุด  และข่าวใน social mediaช่วยให้ผมรวบรวมความเข้าใจผิดเกี่ยวกับกติกาของกระบวนการสรรหาของมหาวิทยาลัยมหิดล  ซึ่งมีกติกาชัดเจนและบางส่วนไม่เหมือนของมหาวิทยาลัยอื่น ดังนี้

          เข้าใจว่ามีการหยั่งเสียง และกรรมการสรรหาต้องทำตามผลการหยั่งเสียง   โดยเข้าใจผิดว่า การที่แจ้งให้ส่วนงานต่างๆ เสนอชื่อผู้สมควรได้รับการพิจารณานั้นจะมีการนับคะแนน และยึดถือเป็นตัวตัดสิน   ขอทำความเข้าใจว่า ขั้นตอนนี้มีเป้าหมายเพื่อได้ชื่อคนที่เหมาะสมเท่านั้น   โดยใช้หลักการว่าให้คนในประชาคมมีส่วนเสนอชื่อ  แต่ไม่ใช่มีส่วนออกเสียง   มหาวิทยาลัยมหิดลไม่มีการสรรหาผู้บริหารโดยการเลือกตั้งหรือลงคะแนนเสียง   เราได้ผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว และเห็นว่าไม่เป็นผลดีต่อมหาวิทยาลัย

          คิดว่าต้องเป็นประชามติของประชาคมมหิดล ดังใน เฟสบุ๊กนี้   นี่ยิ่งหนักเข้าไปอีก  คิดว่าต้องได้อธิการบดีมาด้วยวิธีการลงคะแนนเสียงประชามติ  ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบันมีความชัดเจนมากว่าเราไม่ใช้วิธีนี้   อาจมีบางมหาวิทยาลัยใช้วิธีเลือกตั้ง แต่มหิดลไม่ใช้

          คิดว่า อธิการบดีคนปัจจุบันต้องมีสิทธิ์ได้รับการสรรหาเป็นสมัยที่ ๒ หากไม่มีข้อบกพร่องชัดเจน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของการบริหารงาน   ที่จริงวิธีคิดนี้ไม่ถึงกับผิด  แต่เป็นวิธีคิดที่มุ่งตัวบุคคล   ผมมีความเห็นที่ต่าง ว่าต้องคิดแบบมุ่งผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นหลัก  คณะกรรมการสรรหาต้องตัดสินใจเสนอบุคคลที่จะมาทำหน้าที่อธิการบดีที่เหมาะสมที่สุดต่อความเจริญก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยเป็นหลัก  ไม่ใช่เอาเรื่องสมัยที่ ๒ เป็นหลัก

          คิดว่าอธิการบดีคนปัจจุบันได้ทำความดีต่อมหาวิทยาลัยมหิดลอย่างมากมาย  การสรรหาจึงควรสื่อหลักการ “ทำดีได้ดี” ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ในช่วงเวลาการทำหน้าที่อธิการบดีของ ศ. นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร ท่านได้ทำคุณประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยและแก่ประเทศชาติอย่างน่าชื่นชมยิ่ง หาคนทำได้เช่นนี้ยากมาก  ผมเองไม่มีทางทำได้แม้เพียงครึ่งเดียว  แต่การสรรหาอธิการบดีไม่ใช่การตอบแทนความดีของบุคคล   แต่เป็นการหาคนที่เหมาะสมที่สุดมาเป็นผู้นำเบอร์หนึ่งของมหาวิทยาลัยในสถานการณ์จำเพาะ และเน้นอนาคตมากกว่าอดีต  การสรรหาอธิการบดีเป็นเรื่องของสถาบัน ไม่ใช่เรื่องของบุคคล

          การโต้แย้งกติกา หลังจากผลการสรรหาถูกนำไปเปิดเผย   นี่เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมากที่สุดในสภาฯ และในจดหมายเปิดผนึก  เป็นการโต้แย้งหลังจากรู้ผลแล้ว   ซึ่งหากทำตามข้อเรียกร้อง สภามหาวิทยาลัยจะเละทันที  เพราะไม่ยึดมั่นในกติกาที่ตกลงกัน

          ขออนุญาตตบท้ายว่า   ปัญหาเรื่องนี้ทั้งหมดเพราะมหาวิทยาลัยมีผู้เหมาะสมอย่างยิ่ง ๒ คน ที่ต่างกันน้อยมาก   ตัดสินใจยากอย่างยิ่ง  เป็นความเจ็บปวดของคนที่ต้องทำหน้าที่ตัดสิน  แต่โดยหน้าที่ก็ต้องทำ   และทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของมหาวิทยาลัยมหิดล และของสังคมไทย   ทำหน้าที่นี้แล้วก็เจ็บปวด  เจ็บปวดเพราะไม่ได้เลือกคนหนึ่งที่เราทั้งรักและชื่นชมในความดีและความสามารถ

          ผมเขียนบันทึกนี้เพื่อประโยชน์ของการเรียนรู้สาธารณะ   ไม่ต้องการโต้แย้งเอาชนะผู้ใดหรือความคิดใด  และผู้อื่นย่อมเห็นต่างได้

 

วิจารณ์ พานิช
๒๒ ก.ย. ๕๔