น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้เราตระหนักดีว่ามนุษย์เราเสมอภาคกันด้วยน้ำมวลเดียวกัน
ตลอด 30 ชั่วโมงที่หลายฝ่ายพยายามต่อสู้กับกระแสน้ำเพื่อเร่งอุดรอยรั่วในหลายทิศทางของเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี แต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายพื้นที่หลายพันไร่ในเขตอุตสาหกรรมแห่งนี้ถูกน้ำท่วมเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว
วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ตลอด 30 ชั่วโมงที่หลายฝ่ายพยายามต่อสู้กับกระแสน้ำเพื่อเร่งอุดรอยรั่วในหลายทิศทางของเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี แต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายพื้นที่หลายพันไร่ในเขตอุตสาหกรรมแห่งนี้ถูกน้ำท่วมเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว
วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ระทึก! กทม.นับถอยหลัง48ชั่วโมง ระดมกระสอบทราย1ล้านใบป้องกันน้ำท่วมสายไหม-ดอนเมือง (จากมติชนออนไลน์ 18 ตค. 54)
พาดหัวข่าว The Nation Channel 18 ตค. 54
โครงการกว่า 300 ไร่ "ชวนชื่นอเวนิว" จมบาดาลหมดแล้ว - "คลองระพีพัฒน์" แตกน้ำทะลัก รังสิตคลอง3-4
"พุทธมณฑล" ประกาศอพยพภายใน 24 ชม. คาดน้ำสูงอีก 1 ม. !
ผนังดินกั้นคลองระพีพัฒน์ "คลองสี่" พัง 10 ม.
"สุขุมพันธุ์" สั่งเร่งเสริมกระสอบทรายในสายไหม-ดอนเมือง
ข่าวพาดหัว "น้ำท่วม" ทุกวันที่เราดูเหมือนคุ้นชินกันดี แต่เริ่มกลายเป็นข่าวระทึกขวัญทุกขณะจิตสำหรับประชาชนผู้อยู่ใกล้บริเวณเขตเสี่ยงภัย ผู้เขียนอยู่ในสถานะผู้ติดตามข่าวสารด้วยความห่วงใยในเพื่อนร่วมชาติเดียวกัน ณ บัดนี้ กำลังจะเขยิบฐานะมาเป็นผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกับผู้ประสบอุทุกภัยแล้ว
ชาวกรุงโชคดีตรงที่มีโอกาสเตรียมตัวล่วงหน้า (ถ้าไม่เชื่อคำพยากรณ์ที่วกวนไปมา จนชะล่าใจ) ก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังด้วยความไม่ประมาท
หมู่บ้านที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ อยู่เหนือระดับตลิ่งของคลองพระยาสุเรนทร์สองเมตร ตั้งแต่มีข่าว "มวลน้ำหลาก" กำลังเดินทางมาเยือนกรุงเทพฯ ผู้เขียนก็เริ่มศึกษาตำแหน่งแห่งที่ของบ้านตนเองอย่างจริงจัง ทำให้ทราบว่าการเดินทางของ "มวลน้ำหลาก" จะไหลจากคลองรังสิตมาจนถึงคลองหกวาและไหลผ่านบ้านของผู้เขียนซึ่งอยู่ในโซนระหว่างเขตคลองสามวาและเขตสายไหมโดยในขณะนี้ได้กลายเป็นเขตเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดไปแล้ว
แม้จะมีข่าวชวนให้หลงทางไปบ้างที่ว่าน้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ แน่ หรือที่ว่าน้ำหลากไหลลงทะเลไปแล้ว หรืออีกหลาย ๆ ข่าวที่ทำให้เราโล่งอกไปเพียงแค่ข้ามคืนก็ตาม แต่สำหรับผู้เขียน ซึ่งเป็นมือใหม่ในการศึกษาแผนที่ภูมิศาสตร์ (บ้านตนเอง) ก็ยังเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า "ท่วมแน่" ก่อนที่ภาครัฐจะออกมายอมรับว่าดอนเมือง-สายไหมท่วมเสียอีก
ชุมชนดั้งเดิมที่อยู่ริมคลองพระยาสุเรนทร์
ผู้เขียนขับรถผ่านชุมชนที่อาศัยอยู่ริมคลองพระยาสุเรนทร์ น้ำขึ้นสูงเท่าตลิ่งแล้ว แต่ก็ยังต่ำกว่าหมู่บ้านจัดสรรที่ผู้เขียนอยู่ถึงสองเมตร บ้านหลายหลังที่อยู่ริมคลองเป็นบ้านชั้นเดียวเรียงรายติด ๆ กัน ผู้เขียนเดินไปสำรวจพื้นที่และความเป็นอยู่ของเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรมในเขตเดียวกันกับผู้เขียน น้องผู้ชายคนหนึ่งเล่าว่า "ผมเตรียมอพยพแล้วครับ"
ถนนสายลีบเล็กนี้ เป็นถนนคนเดินของชุมชนริมคลอง
น้องผู้ชายคนนี้เล่าว่า "ตลอดแนวคลองนี้ เป็นพื้นที่ที่รัฐให้ชาวบ้านมาปลูกบ้านอาศัยอยู่เป็นเวลานานนับสิบปีแล้ว ไม่มีใครมีโฉนดเป็นของตนเอง" หรือที่จริงก็คือเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านบุกรุก โดยรัฐยังคงเป็นเจ้าของอยู่นั่นเอง
ผู้เขียนทอดถอนใจ เห็นใจอย่างยิ่งแต่ก็ไม่อาจจะซักไซ้ต่อว่าพวกเขาจะอพยพไปไหน จะไปอยู่กับใคร เนื่องจากมีภารกิจที่จะต้องทำสำหรับวันนี้คือ "ยกโทรทัศน์ TOSHIBA REGZA 46 นิ้ว ขึ้นชั้นบน" เป็นงานหนักที่น่าหมั่นไส้อย่างยิ่ง นึกถึงตอนที่ซื้อมาก็เพราะว่ามันเข้าชุดกับเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นของ "เกินความจำเป็น" เราจะเริ่มตระหนักในสิ่งที่เรามีไว้เพื่อใช้กับมีไว้เพื่อประดับก็ในภาวะวิกฤตินี้แหล่ะ วิถีชีวิตแบบชาวกรุงชนชั้นกลางก็เป็นเช่นนี้เอง
เมื่อเทียบกับชุมชนริมคลองพระยาสุเรนทร์ที่อยู่นอกอาณาเขตหมู่บ้านจัดสรรที่ผู้เขียนอยู่ ช่างต่างกัน แค่ไหน อย่างไร ลองชมภาพกันดู
นอกจากกำแพงล้อมรอบหมู่บ้านแล้ว ทางโครงการยังขุดลอกทำคันดินรอบหมู่บ้านอีกชั้นหนึ่ง
การทำคันดินล้อมรอบหมู่บ้านเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แข่งกับเวลาที่ทางกรุงเทพฯ ประกาศว่า "เหลือเวลาอีก 48 ชั่วโมง" สำหรับน้ำที่จะผ่านมายังดอนเมือง-สายไหม
เครื่องสูบน้ำของหมู่บ้านก็ทำงานกระหึ่มทั้งวันทั้งคืน จริง ๆ ต้องบอกว่าทำงานมานานนับสองสามสัปดาห์แล้ว ไม่ว่ากรุงเทพฯ จะปลอดภัยหรือไม่ การสูบน้ำของโครงการหมู่บ้านก็หาได้หยุดพักด้วยความชะล่าใจไม่
แต่ละบ้านก็ป้องกันด้วยกระสอบทราย และโบกปูนปิดประตูเข้าออกบ้านตนเอง
สำหรับบ้านผู้เขียน ไม่มีกระสอบทราย ไม่ได้โบกปูน ก่ออิฐ ปิดประตูเข้าออก ที่ไม่ทำไม่ใช่เพราะประมาท แต่คำนวณดูแล้วว่าถ้ามวลน้ำหลากมาจริง "เอาไม่อยู่" และที่สำคัญ ลักษณะบ้านเดี่ยว การผุดของน้ำนั้นมาหลายทิศทาง การสร้างกำแพงให้สูงจะต้องสูงขนาดสามเมตร เหนือกว่ากำแพงรอบหมู่บ้าน จึงจะต้านทานได้ในระดับหนึ่ง จะคาดการณ์ผิดถูกหรือไม่อย่างไรก็ตาม สาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากกระสอบทรายขาดตลาดด้วย ซึ่งผู้เขียนก็เห็นว่าตนมีความจำเป็นน้อยกว่าผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
ผู้เขียนเตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิตอยู่บนชั้นสอง ชั้นสองสูงกว่าชั้นล่างสามเมตรกว่า หากน้ำท่วมสูงถึงสามเมตร นั่นหมายความว่าผู้เขียน "เตรียมอพยพ"
เครื่องออกกำลังกายยกมาไว้ชั้นสอง
โทรทัศน์ติดผนังถูกยกออกจากชุดเฟอร์นิเจอร์ Built-In
ทุกอย่างที่ Built-In ติดผนังชั้นล่าง ถูกออกแบบไว้ล่วงหน้าแล้วที่จะให้มีการรื้อถอนโยกย้ายออกไปได้
โทรทัศน์ข้างล่างยกมาตั้งไว้บนโต๊ะหนังสือไม้สัก
การเตรียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในชั้นสองของผู้เขียนเป็นไปตามอัตภาพ ถึงเวลาจริง ๆ ไม่อาจทราบได้ว่าจะได้อยู่ หรือได้อพยพ ในเมื่อ "น้ำล้อมเมือง" แล้ว
น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้เราตระหนักดีว่ามนุษย์เราเสมอภาคกันด้วยน้ำมวลเดียวกัน ใครทุกข์น้อยกว่าก็แบ่งปันคนทุกข์มากกว่า แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีใครเป็นสุขได้ในยามนี้ ตราบที่เรารู้ดีว่ามีพี่น้องร่วมชาติเดียวกันกำลังตกระกำลำบากอยู่
ขอเพียง "ยิ้มสู้ อยู่ให้เป็น"
เตียงที่ผมเคยนอนดูทีวีชั้นล่างนั้น...คงต้องยกขึ้นด้วยเเล้วใช่ไหม??
คิด “มุมเครียด” มานานบ้านน้ำท่วม
จุกจนอ่วมอรทัยน่าใจหาย
คิด “มุมดี” มีบ้างทางสบาย
หากไม่ตายคงซึ้งหนึ่งบทเรียน
มาอยู่เป็นเพื่อนค่ะ ไม่ไกลจากบ้านพี่ใหญ่แถวถนนรัชดา-ลาดพร้าว มีคลองบางซื่อที่มีชุมชนอาศัยกันมาช้านานเช่นกัน พี่ใหญ่มักจะชะเง้อดูระดับน้ำอยู่บ่อยๆเมื่อนั่งรถผ่านไปทำงานทุกวัน วันนี้ปริ่มๆติดขอบเหมือนกันค่ะ
ดีครับ
มาให้กำลังใจค่ะท่านอาจารย์ศิลา
ยิ้มสู้ อยู่ให้เป็น..เยี่ยมมากค่ะ..
.แล้วมันก็จะผ่านไปนะคะ..
ภาวนาขอให้ปลอดภัยค่ะ..^_^
Smile of Mind & Take Life Easy ;)...
ขอบคุณคะ บันทึกเหล่านี้ เป็นประวัติศาสตร์ บทเรียน เพื่อหาวิธีการรับมือกับธรรมชาติต่อไป
เห็นด้วยว่า มนุษย์เราเสมอภาคด้วยน้ำมวลเดียวกัน (อย่าเอามาเป็นเรื่องทะเลาะกันเลยนะ :-)
หากมีสติเราก็ได้เรียนรู้ตัวเองในยามวิกฤตนี่แหละค่ะ ข้าวของที่ต้องยกหนีน้ำ ยิ่งมีมาก นั่นคือภาระ
คนข้างกายพูดเสมอในยามน้ำเข้าหลากที่ต่างๆที่แล้วที่เล่า ว่าคนที่เป็นทุกข์และเสียหายมากที่สุดคือคนที่อยู่ตรงกลางๆ เป็นหนุ่มสาววัยทำงาน วัยสร้างตัว ไม่เคยมีความรู้อะไรกับแผ่นดิน ทำงานได้เงินซื้อหาข้าวของไว้เพื่อความสุขสะดวกสบาย น้ำมาวูบเดียวตั้งตัวไม่ทัน หมดตัวและไม่ทราบว่าอนาคตจะมีเงินซื้อใหม่ได้หรือไม่ ชั้นล่างคือชาวบ้านของแท้แบบเดิมๆและคนจนมากๆทรัพย์สมบัติน้อยอยู่แล้ว น้ำท่วมนั้นเดือดร้อนแน่แต่ไม่เสียหายมาก อาจได้รับความเอื้ออาทรเหลียวแลจากสังคมมากกว่ายามน้ำแห้งด้วยซ้ำ ส่วนคนชั้นสูง เศรษฐี นายทุน เสียหายอย่างไรก็ยังมีสิ่งรองรับ
อีกสิ่งที่พี่ได้เห็นจากสองบันทึกของคุณศิลาที่มาอ่านติดๆกันก็คือ ความยากยิ่งในการทำงานแบบมองทุกอย่างเป็นองค์รวม(เช่น ผู้ว่ากทม.ไม่เคยไปศึกษาเขื่อนต่างจังหวัดที่จะส่งผลต่อพื้นที่กทม.) และ บูรณาการความรู้ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นเอกภาพมาจัดการปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คงสะท้อนระบบการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ที่ชินกับการคิดแบบแยกส่วน มองอะไรก็มองเฉพาะที่อยู่ตรงหน้าของตัวแถมพกด้วยอัตตาอีก
บุญรักษานะคะ
ยังสบายดีหรือเปล่าครับ
ส่งกำลังใจมาให้ ผมเคยมีเพื่อนเป็นชาวเวียตนาม หนีมาจากเวียตนาม ตอนกรุงไซง่อนแตก
พ่อแม่ให้เอาทองติดตัวมา โดนโจรสลัด(ไทย) ปล้นไปหมด เหลือแต่ตัวเปล่า ผู้หญิงโดนถูกจับไปขาย
เวลาทำงานกับผม เขาพูดเสมอๆว่าอะไรๆมันก็ไม่แน่ รวยได้ก็จนได้
ใช้ชีวิตให้ดีที่สุดก็แล้วกัน ตอนนั้นผมก็ลืมชวนให้เขามานับถือศาสนาพุทธ
เพราะยังหนุ่มด้วยกันทั้งคู่ มัวแต่ทำมาหากิน
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้นำประเทศสำหรับที่สุด บ้านเมืองพังทลาย ก็เพราะได้ผู้นำที่เห็นแก่ตัวครับ
วันที่ 30 กรกฎาคม 2554 พายุมา ระบายน้ำไม่ทัน
น้ำท่วมบ้านหนองคายชั้นล่าง ฟุตกว่า ๆ
ดูจากรอยคราบน้ำน่ะค่ะ เพราะไม่อยู่บ้าน ไปประชุมที่อุดร
แต่ล้างขี้ตม และขนหนังสือออกจากลังกระดาษที่แช่น้ำไม่รู้เนื้อรู้ตัว อยู่เป็นอาทิตย์
เสียดายหนังสือก็เสียดาย
ล้างบ้านเปล่า ๆ น่าจะง่ายกว่า
สงสารแต่คนที่ท่วมขังอยู่เป็นเดือน ๆ
เอาใจช่วยให้อาจารย์รอเก้อนะคะ