ก่อนเดินทางออกจาก มรภ.วไลยอลงกรณ์ ผมเฝ้าปั่นจักรยานทุกเช้าเย็น เพื่อตรวจดูระดับน้ำ จากหลังพระอินทร์ฯเวียนออก มรภ. วันก่อนที่ผมจะตัดสินใจฉับพลัน ผมปั่นจักรยานตรวจน้ำเหมือนเดิม เห็นน้ำหลังพระอินทร์ (นอกเขื่อน) ท่วมเลยครึ่งล้อจักรยานคันสูง มาดูที่ มรภ.ทางประตูเข้าวัดธรรมนาวา เห็นน้ำปริ่มประตู ก็หวั่นๆอยู่ จากนั้นจึงปั่นไปคุยกับแม่บ้านที่คณะมนุษย์ฯ ช่วงสายๆ แม่บ้านออกไปถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก สิ่งที่ผมเห็นคือ ชั่วเวลาไม่นาน น้ำเข้ามาทางหลัง มรภ.และถึงพนังกันน้ำแล้ว เห็นว่า คงไม่ไหวแล้วแน่ๆ จากการคำนวนน้ำที่เพิ่มขึ้น ใจที่กังวลไม่ใช่กังวลภัยที่จะเกิดจากน้ำท่วม แต่กังวลรถที่เพิ่งออกมาได้ ๕ วัน เกรงว่า ยังป้ายแดงอยู่ต้องจมน้ำแล้วหรือ หากตัวคนเดียวจะไม่สนใจอะไร ผมคงได้ไปช่วยที่ธรรมศาสตร์้บ้างแล้ว หรือไม่ก็ดอนเมือง ตัดสินใจว่า อย่าให้เป็นหนี้มากกว่านี้เลย จึงรีบไปเอาของใส่กระเป๋า ยัดเข้าไปเท่าที่จะจำเป็น ตัดสินใจออกจาก มรภ.เวลาบ่ายสองเห็นจะได้ ครั้งแรกที่ขับรถออกจากเมืองกรุง เดาสุ่มจนออกมาได้ แต่มาใกล้ค่ำที่เพชรบุรี เห็นว่า หากถึงหกโมงเย็นเดี๋ยวจะโดนซิวจากเจ้าหน้าที่รักษากฎ จึงขอพักกับหลานหนึ่งคืนในเพชรบุรี ก่อนออกเดินทางมาชุมพร เพื่อให้พ่อกับแม่ได้เป่่ามนต์ให้หนี้สินคันใหม่ พอดีว่า เป็นวันทอดกฐินของวัดท่ายางกลาง ถึงบ้านแล้วกินข้าว แล้วออกไปทอดกฐิน ทอดเสร็จจึงกลับบ้าน
วันสองวันต่อมา จึงโทรไปทาง มรภ.ซึ่งอยู่ระหว่างกลางนวนครและพระอิืนทร์ ทราบว่า น้ำท่วมเรียบร้อยแล้ว ทำให้หวนคิดไปว่า เพื่อนๆที่เคยพูดไว้ว่าน้ำไม่ท่วม และไม่ได้เก็บของกินอะไรไว้จะอยู่กันอย่างไร ซึ่งเป็นจริงคืออยู่กันไม่ได้ ทราบว่า มรภ.ที่เคยเปิดเป็นศูนย์พักผู้ประสบอุทกภัยมีอันต้องปิดตัวลง เหล่าบุคลากรต้องหาที่พักใหม่ เพื่อนหลายคนตัดสินใจเอารถออกจากมรภ.เช่นกัน เพื่อเดินทางออกต่างจังหวัด
ผมนั่งดูข่าวกับแม่ทุกวัน เราได้แต่เฝ้าสงสารคนผู้เดือดร้อนเหล่านั้น ซึ่งเขาไม่เคยเจอน้ำท่วม ดังนั้น การเตรียมความพร้อมที่มากับความเชื่อจึงไม่มี หรือหากมีก็ไม่เต็มร้อย แตกต่างจากเราซึ่งเจอน้ำท่วมทุกปี
ขอให้ฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านี้โดยเร็วเถอะ