แต่อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมครับ ขาดความโปร่งใส (Transparency) โดยสิ้นเชิง อีกทั้งเป็นวิธีการที่สกปรกอย่างที่อาจารย์ได้กล่าวไว้จริง ๆ ผมคิดว่า น่าจะมีหน่วยงานอิสระที่คอยตรวจสอบ หรือรับเรื่องร้องเรียนการทุจริต ในการรับสมัครบุคลากรเข้าทำงานในหน่วยงานภาครัฐ (อาจอยู่ในรูปของ State Audit หรือ People Audit : บรรณาธิการ)

 

 

 

 

 

 

การแสดงความคิดเห็นหลังจากได้อ่านบนความเรื่อง 

“ระบบอุปถัมภ์ในกระบวนการรับสมัครคัดเลือกบุคลากร”

 

ผมเห็นด้วยกับบทความนี้ครับ ในความคิดของผม ผมว่าระบบอุปถัมภ์นั้นอยู่แทบจะทุกที่ในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการ หรือแม้กระทั้งภาคเอกชนก็ตาม ซึ่งเหตุการณ์จำพวกที่ อาจารย์ ดร.จักษวัชร ศิริวรรณ ได้บรรยายไว้ในบทความฯ  ผมพบเห็นได้บ่อยในหน่วยงานของผมครับ เช่นว่า อยากเปิดตำแหน่งอะไรสักอย่าง ให้คน ๆ หนึ่ง ที่เขามีเส้นสาย อาจรู้จักกับผู้การฯ รองผู้การฯ หรือ เสธ. เขาก็จะทำโดยการเปิดสอบ (แบบจัดฉาก)  แต่คนในหน่วยก็รู้กันอยู่แล้วว่า ใครจะได้ คนหลายคนก็มาสอบครับ ยอมเสียเวลา เสียเงินค่าเดินทาง ค่าสมัคร และอื่น ๆ เพื่อหวังจะได้เข้าไปทำงานในส่วนราชการที่ตนเองต้องการ แต่หลายคนก็ต้องผิดหวังกลับไป เนื่องจากมีการกำหนดตัวไว้แล้ว  มีรุ่นพี่ของผมคนหนึ่ง ถึงกับต้องเสียเงินเป็นหลักแสน เพื่อที่จะได้บรรจุเป็นนายสิบครับ แต่ผมก็ไม่รู้ว่า คุ้มหรือเปล่านะครับ เพราะเงินเดือนก็น้อย ทำงานตัวเป็นเกลียวเลยครับ ยศก็ขึ้นช้าด้วย (เพราะไม่ได้จบมากจากโรงเรียนนายสิบ)  แต่ผมว่าในแง่มุมของเขา หรือพ่อแม่ของเขา ก็อาจมองว่า อาชีพข้าราชการทหารเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง สามารถเลี้ยงตัวเองได้ พอตอนแก่ก็มีบำเหน็จ-บำนาญกิน ทั้งยังมีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลให้กับตัวเขาและพ่อแม่อีกด้วย  แต่อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมครับ ขาดความโปร่งใส (Transparency) โดยสิ้นเชิง อีกทั้งเป็นวิธีการที่สกปรกอย่างที่อาจารย์ได้กล่าวไว้จริง ๆ  ผมคิดว่า น่าจะมีหน่วยงานอิสระที่คอยตรวจสอบ หรือรับเรื่องร้องเรียนการทุจริต ในการรับสมัครบุคลากรเข้าทำงานในหน่วยงานภาครัฐ (อาจอยู่ในรูปของ State Audit หรือ People Audit : บรรณาธิการ)  แต่ความเป็นจริงแล้ว จะมีข้าราชการชั้นผู้น้อยสักกี่คน ที่จะกล้าพูด กล้าร้องเรียน  สมมติว่า มีหน่วยงานที่ว่านี้จริง ๆ  คนที่ไปร้องเรียน ออกสื่อ มีการดำเนินการตามกฎหมาย ก็อาจได้เข้าทำงาน แต่ก็อาจโดนกดดันจากผู้บังคับบัญชา เกิดความยากลำบากในการทำงาน  และถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับกองทัพ หน่วยงานที่ว่านี้จะจัดการกับกองทัพอย่างไร  เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดยาก เพราะนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายท่าน ยังยึดการปกครองรูปแบบอนุรักษ์นิยมอยู่   ดังนั้น หากจะจัดตั้งหน่วยงานนี้ ผมคิดว่า เป็นไปได้ยากมาก และถ้ามีหน่วยงานอิสระนี้จริง ๆ  ผมคิดว่า คงมีคนไปร้องเรียนน้อยครับ เนื่องจากผลกระทบดังกล่าว

ผลกระทบที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสามารถของเด็กฝากนั้น ผมคิดว่าการที่หน่วยงานต่าง ๆ ขาดประสิทธิภาพในการทำงาน ส่วนหนึ่งนั้น อาจเป็นเพราะขาดบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาทำงาน แต่กลายเป็นเด็กฝาก ที่อาจมีความสามารถและประสบการณ์น้อย หรือไม่มีเลย เข้ามาทำงาน  ผมเองก็ได้เห็นตัวอย่างการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน (Double Standard) จากที่ทำงานของผมเช่นกัน เช่นว่า มีคนสองคนไม่ได้ตัดผม คนหนึ่งเป็นเด็กของหัวหน้า แต่อีกคนไม่ใช่  คนที่จะโดนด่าก็คือ คนที่ไม่ใช่เด็กหัวหน้า  นี่แสดงให้เห็นถึง ความไม่เท่าเทียมกันในการบังคับใช้กฎระเบียบ  กรณีที่อาจารย์ได้กล่าวมาว่า คนที่เคยขยันทำงานตัวเป็นเกลียว โดนหัวหน้าตำหนิเมื่อเริ่มขี้เกียจ แต่คนที่เป็นเด็กของหัวหน้า ไม่ได้ทำงานอะไร วัน ๆ เอาแต่ขี้เกียจ กลับไม่โดนว่าอะไรเลย มิหนำซ้ำยังได้เงินเดือนเท่ากันอีก  ผมคิดว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น การมีผลประโยชน์ระหว่างหัวหน้ากับเด็กของเขา ความอคติที่มีต่อลูกน้อง ไม่ยอมปล่อยวาง การอิจฉาริษยา เห็นคนอื่นหรือลูกน้องดีกว่าไม่ได้ หรือโดดเด่นกว่าไม่ได้ ซึ่งอาจเกิดจากการซึมซับจากระบบการปกครองเดิม ๆ สมัยที่เขายังเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยอยู่  ผมคิดว่า ทางแก้ไขที่สำคัญคือการผลักดันข้าราชการชั้นผู้น้อยที่มีความรู้ความสามารถ มีจิตใจดี มีคุณธรรม ให้ได้ขึ้นมาเป็นผู้บังคับบัญชา เพราะเขาจะมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ในมุมมองของคนระดับล่าง ที่ผู้บังคับบัญชาในระบบเก่าละเลย

 

 

ส.ท.ศิวา  อวยพรสวัสดิ์ 

ประชาชนเต็มขั้น