ในการบรรยายเรื่อง “มิติใหม่ของการอุดมศึกษาไทยกับวิชาการเพื่อการรับใช้สังคม”  ในการประชุมวิชาการ เครือข่ายเชิงกลยุทธเพื่อการพัฒนาบุคลากรอุดมศึกษา ครั้งที่ ๔   ตามที่ลงบันทึกเมื่อวานนี้  มีคณบดีจาก มรภ. สวนดุสิต ถามผมว่า ในฐานะที่ท่านเป็นคณบดี ท่านควรจะทำอะไรบ้าง เพื่อให้เกิดการดำเนินการตามที่ผมเสนอ
 
          เป็นคำถามที่ยอดเยี่ยมมากนะครับ   ทำให้ผมเอามาคิดต่อ และนำเสนอในบันทึกนี้
 
          ผมได้ตอบในที่ประชุมว่า สิ่งที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยควรทำคือ ร่วมกันทำความเข้าใจวิชาการสายรับใช้สังคมไทยให้ชัดเจน ในบริบทของมหาวิทยาลัยของตน   และร่วมกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานของสายงานวิชาการรับใช้สังคมไทยขึ้นในมหาวิทยาลัยของตน   ให้มีสายงานวิชาการรับใช้สังคม คู่ขนานไปกับสายงานวิชาการนานาชาติที่มีอยู่แล้ว   โดยสายงานวิชาการรับใช้สังคมไทย ต้องไม่เป็นวิชาการชั้นสอง หรือคุณภาพต่ำ 
 
          ย้ำนะครับ ว่าการสร้างวิชาการสายรับใช้สังคมไทย ไม่ควรรอให้ สกอ./กกอ. เป็นผู้นำ หรือเป็นผู้กำหนด   วงการอุดมศึกษาควรลุกขึ้นมาร่วมกันคิด กำหนด และดำเนินการ   โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ความมุ่งมั่นทำประโยชน์ให้แก่สังคมไทย  เน้นประโยชน์ของประเทศมากกว่าผลประโยชน์ของสถาบันอุดมศึกษาเอง
 
          แต่ละมหาวิทยาลัยควรจัดให้มีโครงสร้างต่อไปนี้
 
          รองอธิการบดีที่รับผิดชอบงานวิชาการสายรับใช้สังคม   และในระดับคณะก็มีรองคณบดีที่รับผิดชอบงานนี้
 
          มีสำนักงานและเจ้าหน้าที่ประจำ ในระดับมหาวิทยาลัยและระดับคณะ  มีการพัฒนาความรู้และทักษะในการทำงานของเจ้าหน้าที่  ความรู้ที่สำคัญคือความรู้เกี่ยวกับชุมชน/พื้นที่/หน่วยงาน ภายนอก ที่เป็นเป้าหมายของความร่วมมือเป็น partnership  และความรู้ความเข้าใจหน่วยงาน/บุคคล ภายในมหาวิทยาลัย ที่มีศักยภาพเข้าไปร่วมงาน หรือเป็น partnership กับชุมชน/พื้นที่/หน่วยงาน ภายนอก  กล่าวง่ายๆ คือ รู้เขา-รู้เรา นั่นเอง   ทักษะสำคัญคือ ทักษะในการติดต่อสื่อสารเชิงรุก เพื่อเชื่อมโยงให้เกิดโครงการหรือกิจกรรมความร่วมมือ   และประสานความร่วมมือให้บรรลุผลตามเป้าหมาย
 
          มีการกำหนดเป้าหมายระยะยาว ระยะปานกลาง และระยะสั้น ของงานวิชาการสายรับใช้สังคมไทย  และกำหนดแผนยุทธศาสตร์ของสถาบัน  รวมทั้งแผนทรัพยากรสำหรับใช้ทำงาน  นำเสนอขออนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย    รวมทั้งมีการประเมินผลงานประจำปี รายงานต่อสภามหาวิทยาลัย และเสนอในรายงานประจำปี
 
          วิชาการรับใช้สังคมไทย ต้องบูรณาการระหว่าง การเรียนรู้ของ นศ. (เน้นแบบ PBL)  การวิจัย  และการบริการวิชาการ    รวมทั้งเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ให้แก่มหาวิทยาลัยด้วย    และที่สำคัญยิ่งกว่า ทำให้มหาวิทยาลัยเข้าไปใกล้ชิดแนบแน่นกับสังคม/ชุมชน
 
          ในระดับคณะวิชา ก็ต้องมีผู้บริหารรับผิดชอบ และมีหน่วยงานเล็กๆ ทำหน้าที่ร่วมกับระดับมหาวิทยาลัย    รวมทั้งมีระบบการจัดการเชิงรุกเช่นเดียวกัน

 

 

 

วิจารณ์ พานิช
๑๕ ก.ย. ๕๔