ปรากฎว่าผมเข้าใจผิดไม่ว่าทำงานแบบไหนย่อมมีมรสุมที่ไม่คาดฝันพัดเข้ามาทั้งสิ้นทำให้ผมคิดใหม่ว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ย่อมหนีมรสุมไม่พ้น..........
          ผมไม่ค่อยมีมรสุมชีวิตเพราะใช้ชีวิตส่วนตัวแบบระมัดระวังไม่โลดโผนแต่โชกโชนมรสุมการงานเพราะทำงานในหน้าที่แปลกๆที่ไม่ค่อยมีสูตรตายตัวและทำงานแบบตรงไปตรงมาไม่มีพวกทำให้ไม่มีทุนพรรคพวกไว้ป้องกันหรือรองรับมรสุมแต่ก็ทำให้มี“ทุนสังคม” คอยช่วยเหลือปัดเป่าภัยพาล
 
          ตอนนี้ผมถือว่าดำเนินชีวิตวัยสูงอายุไม่มีงานของตนเองมีแต่งานกองเชียร์หรือเป็นโค้ชให้แก่งานสร้างสรรค์ที่ผมพอจะมีความรู้ความเข้าใจหรือประสบการณ์บ้างและเดิมคิดว่าทำหน้าที่แบบนี้น่าจะไม่มีมรสุมเพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของงาน
 
          ปรากฎว่าผมเข้าใจผิดไม่ว่าทำงานแบบไหนย่อมมีมรสุมที่ไม่คาดฝันพัดเข้ามาทั้งสิ้นทำให้ผมคิดใหม่ว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ย่อมหนีมรสุมไม่พ้นยิ่งมีชีวิตในฐานะที่ผู้คนคิดว่าเป็นบุคคลหลักที่จะเบี่ยงเบนกลไกตัดสินใจสาธารณะในเรื่องใด เรื่องหนึ่งย่อมหนีไม่พ้นที่จะมีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจ   มีทั้งคนที่เข้าใจถูกและคนที่ เข้าใจผิด   นี่คือโลกธรรม
 
          ผมเป็นคนเชื่อมั่นในสัจธรรม  เชื่อในพลังของการทำดี การมุ่งมั่นทำประโยชน์แก่ หน่วยงานและแก่สังคม    โดยไม่มุ่งหวังผลประโยชน์ของตนเองหรือพวกพ้อง    สมัยหนุ่มๆ คิดว่าพลังความดีนี้จะปกป้องไม่ให้ต้องเผชิญภัยพาล   แต่ประสบการณ์ชีวิต สอนว่าความเข้าใจเช่นนั้นผิด   ไม่ว่าจะตั้งใจดี ทำงานเสียสละเพื่อส่วนรวมเพียงใดก็ อย่าหวังว่าจะไม่มีคนไม่ชอบหรือถึงกับเกลียดชัง   สภาพเช่นนั้นเราบังคับไม่ได้ เพราะเป็นปัจจัยภายนอก
 
          ที่เราบังคับได้ คือตัวเราเอง หากเราหมั่นฝึกฝน   ให้เป็นคนอดทนต่อโลกธรรม และให้มั่นคงแน่วแน่ในการทำความดี แม้จะต้องเผชิญมรสุมก็ต้องไม่สั่นคลอนหวั่นไหว หรือท้อแท้   รวมทั้งฝึกจิตใจให้ไม่โกรธอาฆาตแค้นพยาบาทต่อผู้มุ่งร้าย   ผมบอกตัวเองว่า นี่คือแบบฝึกหัดตลอดชีวิต    หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่เป็นการเรียนรู้ด้านใน  
 
          ผมบอกใครๆเสมอว่าผมเป็นคนอาภัพ ไม่มีพวก ไม่มีชาติตระกูลมาหนุนเป็นทุน ทางสังคม    จึงทำงานต่างๆ ด้วยความยากลำบาก     ที่ทำงานมาได้ก็เพราะความอดทนขยันหมั่นเพียรและตั้งหน้าทำงานเพื่องาน เพื่อส่วนรวม    คนที่มาทำงานร่วมกับผมพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมไม่รู้ตัวว่า ผมมีพวกมาก   แสวงหาความร่วมมือง่าย   ตอนแรก ผมไม่เชื่อ   แต่นานเข้าก็เห็นจริง    และสงสัยว่าเป็นเพราะอะไร    ในที่สุดก็สรุปแบบ ยกหางตัวเองว่า เพราะความตั้งใจทำงานให้แก่หน่วยงาน แก่บ้านเมือง โดยไม่เห็นแก่ พรรคพวก หรือผลประโยชน์ส่วนตน
 
          มรสุมก็คือมรสุม มันย่อมมาเป็นครั้งคราว   หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมันเกิดจาก ปัจจัยภายนอก    สิ่งที่เราทำได้คือฝึกความเข้มแข็งของจิตใจและร่างกายของตนเอง หมั่นปฏิบัติตนโดยยึดมั่นในความดีไม่เสื่อมคลาย    รวมทั้งสั่งสมความน่าเชื่อถือเป็นทุนทางสังคมไว้   เอาไว้ฟันฝ่า    ในไม่ช้ามรสุม ก็จะผ่านไป  
 
 
วิจารณ์ พานิช
          ๒๓ ก.ย.​๕๔