ถ้าหากว่ามีกำลังพอ ก็สละทรัพย์สิน สิ่งที่ตนมีอยู่นี้ในการอนุเคราะห์สงเคราะห์ผู้อื่น



หลักธรรมสำหรับครองเรือน 



 



หลักธรรมในการครองเรือนครองรัก  พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ชื่อว่า ฆราวาสธรรม  ซึ่งแปลว่า 
ธรรมสำหรับผู้ครองเรือน  ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อการครองรัก
ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ                                                                  1)       สัจจะ 
แปลว่า  ความจริงใจ ซื่อสัตย์ต่อกัน 
จริงทั้งกาย จริงทั้งวาจา และ จริงในการกระทำ  คนที่รักกัน ปรารถนาที่จะครองชีวิตร่วมกันตลอดไปนั้น  จะต้องซื่อสัตย์ต่อกัน  ไว้วางใจกัน 
เพราะว่า ชีวิตคู่นั้นจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน  ฉะนั้น เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น  ก็ไม่ควรปิดบังอำพรางกัน
เพราะจะต้องร่วมสุขร่วมทุกข์กันตลอดไป  ถ้าหากสามีภรรยาไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน
เช่น สามีแอบไปมีภรรยาใหม่ลับ ๆ ไว้ หรือ ภรรยานอกใจสามี  ชีวิตการครองเรือนครองรัก  จะประสบความสุขได้อย่างไร 
ต่างคนค่างคอยจับผิดกัน ไม่ไว้วางใจกัน ถ้าอารมณ์หุนหันพลันแล่นเกิดขึ้น 
อาจต้องเลิกร้างกันไปก็ได้  ถ้าหากมีบุตรด้วยกัน 
บุตรนั้นจะต้องพลอยรับกรรมที่พ่อแม่สร้างขึ้น  เป็นการสร้างปมด้อยให้แก่บุตร                   2)       ทมะ  แปลว่า  ความข่มใจ  การฝึกตน
รู้จักควบคุมจิตใจ  ไม่วู่วาม  ฝึกหัดดัดนิสัย  แก้ไขข้อบกพร่อง  ข้อขัดแย้ง  ปรับตัวปรับใจเข้าหากัน 
แม้บางครั้งอาจมีอะไรผิดใจกันเกิดขึ้น  ก็ต้องรู้จักข่มใจไว้บ้าง
อย่าเอาอารมณ์เข้าหากัน  ตามธรรมดาลิ้นกับฟันยังกระทบกันได้ 
ทำไมสามีภรรยาจะกระทบกระทั่งกันบ้างไม่ได้  แต่ข้อสำคัญ อย่าปล่อยให้กิเลสฝ่ายต่ำครอบงำจิตใจ จนลืมเหตุผล 
เพราะว่า  ไหน ๆ เราก็ตกลงปลงใจกัน
ร่วมชีวิตคู่กันแล้ว  ก็ควรที่จะรู้จักถนอมน้ำใจซึ่งกันและกัน 
อย่าเอาแต่โมโหโทโสจนเกินไป  ยิ่งผู้ที่ได้รับการศึกษาสูงเพียงใด 
ก็จำต้องรู้จักข่มใจมากเพียงนั้น  เพราะว่า
ความวู่วาม  ไม่รู้จักการใช้เหตุผลกัน  อาจก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้นได้  ย่อมก่อให้เกิดขึ้นได้ 
ย่อมก่อให้เกิดความเดือดร้อน  สร้างความรำคาญให้เกิดขึ้นแก่เพื่อนบ้าน 
  เพราะฉะนั้น  การอดกลั้นถนอมน้ำใจกัน หรือ การรู้จักข่มใจ 
จึงเป็นหลักสำคัญประการหนึ่งในการครองเรือนครองรัก



                3)  ขันติ
ความอดทน ความอดทนเป็นเรื่องของพลัง ความเข้มแข็ง ความทนทาน คนเมื่ออยู่ร่วมกัน
ท่านว่าเหมือนลิ้นกับฟัน ย่อมมีโอกาสที่จะกระทบกระทั่งกัน จึงต้องมีความหนักแน่น ความเข้มแข็งในใจที่จะอดทนไว้ก่อน
เรียกว่า อดทนต่อสิ่งกระทบใจ นอกจากนั้นก็อดทนต่อความเจ็บปวดเมื่อยล้าทางกาย และอดทนต่อ
ความลำบากตรากตรำในการทำการงาน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคลุล่วงไปได้
ถ้าหากว่าบุคคลสองคนหรือหลายคนมาอยู่ร่วมกันแล้ว เอาความเข้มแข็งที่มีอยู่ของแต่ละคนมารวมกันเข้า
ก็จะเพิ่มกำลังความเข้มแข็งให้มากขึ้น จะสามารถร่วมฝ่าฟันอุปสรรค และเพียรสร้างสรรค์รุดหน้าไปสู่ความสำเร็จ
อันนี้เป็นเรื่องของขันติ ความอดทนที่จะช่วยเสริม ให้มีความก้าวหน้าเจริญมั่นคงและพรั่งพร้อมด้วยความสำเร็จ

             4)    จาคะ แปลว่า ความเสียสละ เริ่มแต่ความมีน้ำใจ คือ ความพร้อมที่จะเสียสละความสุขส่วนตัวให้แก่ผู้อื่น
โดยเฉพาะผู้อยู่ร่วมกันก็จะต้องมีความเสียสละต่อกัน เช่น เวลาฝ่ายหนึ่งไม่สบายเจ็บไข้ได้ป่วย
อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้อง เสียสละความสุขของตนเองเพื่อช่วยรักษาพยาบาล อย่างน้อยก็มีน้ำใจ
ที่จะระลึกถึง เมื่อจะทำอะไรก็ตามก็คำนึงถึงความสุขของอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างนี้ก็เรียกว่ามีจาคะ
จาคะก็พึงเผื่อแผ่ไปยังญาติมิตร บิดามารดา หรือผู้อยู่ใกล้ชิด ตลอดจนกระทั่งถึงเพื่อนมนุษย์โดยทั่วไป
ถ้าหากว่ามีกำลังพอ ก็สละทรัพย์สิน สิ่งที่ตนมีอยู่นี้ในการอนุเคราะห์สงเคราะห์ผู้อื่น
จาคะนี้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของกันและกัน และของคนทั้งหลายที่แวดล้อมอยู่ไว้ได้



 ธรรมะ 4 ประการนี้แหละจะเป็นเครื่องทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ
พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้สำหรับคฤหัสถ์

คือผู้ครองเรือนทั่วไปให้ดำเนินชีวิตตามหลักธรรม 4 ประการนี้ จึงเรียกว่า ฆราวาสธรรม เมื่อดำเนินชีวิตได้ดังนี้ก็นับว่าได้ประสบสิริมงคลอย่างแท้จริง