หลักธรรมในการปกครองและบริหารบ้านเมือง
ประเทศไทยมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยและประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ นักการเมืองทั้งหลายก็ควรได้ตระหนักกันเพื่อนำเอาหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปใช้ในการปกครองบ้านเมืองให้มีความสงบร่มเย็นเป็นสุข ราชสังคหวัตถุ
เป็นหลักธรรมที่ช่วยในการวางนโยบายในการปกครองและบริหารบ้านเมืองที่เรียกว่า
รัฏฐปาลโนบาย ซึ่งมีทั้งในด้านการปกครอง
การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม นับเป็นหลักธรรมที่จะทำให้ได้รับความเคารพรักจากผู้อยู่ใต้การปกครอง
ในจักกวัตติสูตรได้แสดงสังคหวัตถุ 5 ประการ ที่พระเจ้าจักรพรรดิจะพึงปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร์นั่นคือ
“สสฺเมธํ ปุริสเมธี สมฺมาปาสํ วาจาเปยยํ” 1.
สัสเมธัง
คือการบำรุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ มีภาวะทางเศรษฐกิจดี
มีแรงงานในทางบวก คนมีงานทำ ให้มีข้าวปลาบริบูรณ์ ผู้ปกครองจะต้องฉลาดในการพิจารณาถึงโภคผล
ผลิตผล อันเกิดในแผ่นดิน แล้วผ่อนผันเก็บเอาส่วนแห่งสิ่งนั้นๆมิใช่เก็บริบเอาหมดสิ้น 2. ปุริสเมธี คือ ความเป็นผู้ฉลาดในคน รู้จักดูคน และรู้จักใช้คนให้ถูก พิจารณาเลือกสรรแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งที่ถูกต้องเหมาะสม
รู้ถึงการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบของบุคคลแล้วปูนบำเหน็จรางวัลให้ตามความชอบนั้นๆ 3. สัมมาปาสัง คือความฉลาดในการแก้ปัญหาสังคมและการสงเคราะห์ โดยการดำเนินการบริหารให้เป็นไปตามความประสงค์และความต้องการของประชาชน
ให้การสงเคราะห์ อนุเคราะห์ ให้ความสะดวกในการประกอบอาชีพของเขา ทั้งในด้านเกษตรกรรม
พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม 4.
วาจาเปยยัง คือ การมีวาจาไพเราะ
เจรจาผ่อนผันตามวัย ตามเหตุการณ์ ตามฐานะ และตามความเป็นธรรม พูดจาอ่อนหวาน ชักจูงยกยอให้ทำความดี
และยกย่องในความดี นอกจากนี้ พระพุทธเจ้ายังได้ทรงตรัสแก่เจ้ามหานามลิจฉวีว่า “ ยสฺส กสฺสจิ มหานาม กุลปุตฺตสฺส ปญฺจธมฺมา สํวิชฺชนฺติ” เป็นอาทิ
แปลความว่า ดูก่อนมหานาม ธรรม 5 ประการ ของกุลบุตร ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นกษัตริย์ ได้รับมุรธาภิเษกแล้วก็ดี
เป็นผู้ครองแคว้นสืบชนกก็ดี เป็นเสนาบดีแห่งเสนาก็ดี เป็นนายแห่งบ้านก็ดี
เป็นหัวหน้าแห่งคณะก็ดี เป็นเพียงกุลบดีเฉพาะสกุลหนึ่งๆก็ดี
มีอยู่ความเจริญฝ่ายเดียวพึงหวังได้ ไม่มีความเสื่อมเลยฯ” ธรรมะอื่นๆ
ที่เป็นธรรมของคนทั่วไปก็อาจสงเคราะห์เข้าเป็นธรรมของผู้ปกครองได้ ถ้าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่การปกครอง
เช่น การละเว้นจากอคติ 4 ประการ คือ 1) ฉันทาคติ ความลำเอียงเพราะรัก 2) โทสาคติ ความลำเอียงเพราะโกรธเกลียด 3)โมหาคติ
ความลำเอียงเพราะเขลา4) ภยาคติ ความลำเอียงเพราะกลัว
หลักธรรมเหล่านี้ล้วนเป็นข้อธรรมะ ที่พระมหากษัตริย์หรือนักปกครองทั่วไปได้ยึดถือปฏิบัติกันสืบมา
ทั้งยังนับว่าเป็นหลักในการปกครองและหลักในการปฏิบัติงานที่ใช้ได้ดีอยู่ไม่ว่าจะเป็นการปกครองแบบใด
ทั้งราชาธิปไตยและประชาธิปไตย หลักธรรมต่างๆที่นำมาพิจารณาในที่นี้
เป็นเพียงหลักธรรมบางส่วน ที่สามารถจะนำมาใช้ในการปกครองตนเอง ปกครองหมู่คณะ และปกครองสังคมโดยส่วนรวมได้เป็นอย่างดี
แต่อย่างไรก็ตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนาส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องการปกครองตนเองมากที่สุด
และถือว่าผู้ที่จะปกครองหมู่คณะหรือสังคมได้ ย่อมจะปกครองตัวเองได้ก่อน ดังนั้นผู้ที่มีตำแหน่งหน้าในทางปกครองจึงต้องยึดถือและปฏิบัติตามหลักธรรม
ผู้ที่ใช้หลักปกครองควบคุมจิตใจตนเองได้ดังกล่าวนี้
ย่อมเหมาะแก่การที่จะปกครองบังคับบัญชาผู้อื่นเป็นอย่างมาก ดังมีพุทธสุภาษิต ที่กล่าวว่า
“พึงทำตนเหมือนอย่างสอนผู้อื่น ผู้ฝึกดีแล้วควรฝึกผู้อื่น
บัณฑิตตั้งตนไว้ในคุณอันควร ก่อนพร่ำสอนผู้อื่น ภายหลังไม่มัวหมอง”
คนเราจะสอนให้ผู้อื่นทำอะไร
ตัวเองจะต้องทำได้เสียก่อนจะได้ไม่มีใครตำหนิ เมื่อบุคคลใดมีความรับผิดชอบตนเองแล้ว
ความรับผิดชอบที่มีต่องานหรือหมู่คณะส่วนรวมย่อมจะเกิดขึ้นตามมา