ผ้าร้ายห่อทอง
ลูกกระทกรก
วันนี้พี่ชาย พี่สะใภ้ และหลานๆมาเยี่ยมที่บ้านเพราะพรุ่งนี้เป็นวันทำบุญรวมญาติ เด็กๆเขาไปพบลูกรกช้างที่ข้างบ้าน เด็กๆสมัยนี้เขาไม่รู้จัก (ถ้าเป็นสมัยผู้เขียนอายุเท่าเขา หามากินเป็นประจำ) จึงเล่าเรื่อง กระทกรกให้หลานๆฟัง พี่สะใภ้เขาบอกว่าเขากำลังรวบรวมพันะุ์ไม้เหล่านี้มาแต่งเป็นร้อยแก้ว ร้อยกรอง และเพลงบอกไว้สอนนักเรียน เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ไม้เหล่านี้ไม่ให้สูญหายไปจากบ้านของเรา เขานั่งแต่งกลอนกันสองคนพี่ชายและพี่สะใภ้ ตอนค่ำจึงเอามาอ่านให้ฟัง ผู้เขียนชอบมาก จึงขอนำมาเขียนไว้ในบันทึกนี้
ลูกรกช้าง
ฟังคำ “ผ้าร้ายห่อทอง” คำคมของคนชาวใต้
คือความหมายลูกรกช้าง คนเราต่างเลือน
บ้างเรียกรกช้าง “กะทกรก” ขอหยิบยกมาย้ำเตือน
อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนี บอกของดีไป
เป็นไม้ป่าพาเถาว์เลื้อย ใช้หนวดเปลือยยึดไว้
เกาะกิ่งไม้พยุงต้น ให้พ้นดังฝันใฝ่
ต้นรกช้างใบสามแฉก สัมผัสแรกพอเข้าใจ
บนผิวใบมีขนอ่อน ขอบใบลอนเรียบดี
ดอกมีกลีบคล้ายมะลิ เชิญดูซิเป็นดอกซ้อน
สีขาวอ่อนอยู่ข้างนอก ในดอกเป็นม่วงสี
ลูกอ่อนกะทกรกมีสีเขียว ไม่นานเชียวผลแก่ดี
กลายเป็นสีเหลืองสด หุ้มด้วยใยรก
รสหวานอมเปรี้ยวเมื่อลูกสุก กินกันสนุกกลืนเม็ดได้
ดูดดื่มง่ายเหมือนน้ำหวาน ฉานไม่โกหก
ส่วนยอดรกช้างและลูกอ่อน ลวกน้ำร้อนจิ้มน้ำพริกครก
จิ้มทั้งรกหรือแกงเลียง ไม่ขอเถียงเลย
รากและต้นใช้เป็นยา ชงแบบชาเป็นยาธาตุ
หวัดหายขาดตำใบพอก- หัวตามบอกเฉลย
สมุนไพรคู่บ้านมาหายสูญ ช่วยเพิ่มพูนกันเหวย
ปลูกชดเชยให้ลูกหลาน คนได้พานพบ
ให้ “ผ้าร้ายห่อทอง”ยังคงอยู่ เป็นพืชคู่ของเมืองคอน
ไว้สั่งสอนเด็กไทย ที่มีใจประสงค์
![]() |
![]() |
ชื่อไทย : |
กระทกรก |
ชื่อวิทยาศาสตร์ : |
Passiflora foetida L. |
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ล้มลุก ลำต้นแตกแขนงทอดราบไปตามพื้นดิน ปลายกิ่งมักชูตั้งขึ้น สูงได้ถึง 50 ซม. ลำต้นมีขนประปราย ใบ เดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี กว้างประมาณ 2.5 ซม. ยาวประมาณ 5.5 ซม. ปลายแหลม โคนสอบ ขอบจักเล็กน้อย มีจักเป็นรูปสามเหลี่ยมกลางแผ่นใบทั้ง 2 ข้าง เส้นแขนงใบข้างละ 1 เส้น ที่โคนใบเห็นไม่ชัดเจน อีกคู่หนึ่งเห็นชัด เหนือขึ้นไปมีเส้นแขนงใบข้างละ 4 เส้น ก้านใบสั้นหรือไม่มี ช่อดอก แบบช่อกระจุก ออกตามง่ามใบใกล้ยอด กว้างประมาณ 2 ซม. ก้านช่อดอกยาว 4- 6 ซม. โคนช่อมีใบประดับรูปรีเรียงซ้อนกัน 2 ชั้น ชั้นละ 4-5 ใบ ชั้นนอกโคนติดกัน ชั้นในเรียงสลับกับชั้นนอก อยู่โดยรอบฐานดอก ที่ขอบใบประดับมีขน ใบประดับชั้นนอกจะใหญ่ขึ้นเมื่อดอกโรย ดอกวงนอกเป็นดอกเพศเมีย มี 8-10 ดอก ดอกวงในซึ่งเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ขนาดเล็กกว่าและมีจำนวนมากกว่า กลีบดอกวงนอกสีเหลืองติดกันเป็นแผ่น กว้าง 3- 4 มม. ยาว 0.8- 1 ซม. โคนติดกันเป็นหลอดสั้นมาก ปลายแยกเป็น 3 แฉก ดอกวงในกลีบดอกสีเหลือง โคนกลีบติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก ที่ขอบแฉกมีขน รอบๆ ดอกวงในมีใบประดับบางใส รูปท้องเรือปลายแหลมแทรกอยู่ รังไข่เล็ก และเป็นหมัน เกสรเพศผู้ 5 อัน สีน้ำตาลดำ ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 2 แฉก ผล เกิดจากดอกวงนอก ยาวประมาณ 5 มม. รูปไข่กลับ ปลายยอดผลมีเยื่อสีขาว รูปถ้วย โคนที่ติดกันกับฐานเรียวแหลมเป็นสามเหลี่ยม มีเนื้อนุ่มสีขาวหุ้มและขรุขระ เมล็ด เล็ก สีดำ เป็นมัน รูปสามเหลี่ยมปลายแหลม ยาวประมาณ 4 มม.
![]() |
![]() |
ขอบคุณ : พี่แดง
: ความรู้จากอินเตอร๋์เนต




บ้านน้องเรียก"เงาะป่า" ค่ะ
ตอนเด็กๆ ก็ชอบเก็บกินกัน..
สวัสดีหัวเช้าวันครอบครัวครับ....
ขึ้นบันทึกด้วยรกช้าง ชอบจ้านครู ว่างๆ หาลูกหนมนก(กำแพงเจ็ดชั้น) มาชมกันมั่ง ลูกหนมนกกินดี ย่านเข้ายาด้วย ไม่พบมาเป็นสิบปีแล้วหนมนก
ขอบคุณที่นำมาแบ่งปันค่ะ :)
แต่มันกินอร่อยจริง ลูกสุกที่มีเปลือกสีเหลือง เด็กๆสมัยก่อนแย่งกันกิน สมัยนี้เด็กไม่ค่อยรู้จักแล้ว
ต้องช่วยกันอนุรักษ์แล้วค่ะ
สวัสดีคะคุณครู เคยเห็นน้ำกระทกรก (เสาวรส? -passion fruit..เอ อันเดียวกันหรือเปล่าคะ ) เพิ่งเห็นผลจริงวันนี้ :-)
พี่ใหญ่เคยอยู่เมืองคอน คงเคยเห็นบ้างไหมค่ะ
ถ้าอยู่ในเมืองคงหายากหน่อยแต่บ้านน้องมีเยอะค่ะ
ไปถาม Google มา..ท่านให้ภาพต้นและผลเสาวรสมาให้ดูค่ะ
อายุเท่านี้ก็ไม่แน่ใจว่ารู้จักค่ะพี่สอน อิอิ
คนเหนือเขาว่าดอกคำใต้ เขาเคยกิน
สวยดีนะคะ
ตอนนี้หายากเข้าทุกวันค่ะ
แต่ยังพอหาได้ คงต้องปลูกเพื่อการอนุรักษ์ค่ะ