ผมเจตนาตั้งประเด็นคำถามเช่นนั้น แต่ไม่ได้บีบบังคับให้นิสิตต้องคิดตามในประเด็นเหล่านั้นเสียทั้งหมด เพียงแต่ฝากประเด็นให้นิสิตได้ “ทบทวน” จุดยืนของความเป็นองค์กร และทบทวนสถานะ หรือทิศทางการเรียนรู้ขององค์กรเท่านั้นเอง

ผมเป็นคนประเภทชอบมองสิ่งใหม่ๆ เป็นเรื่องท้าทายเสมอ  เฉกเช่นกับเมื่อไม่นานมานี้เอง ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ "ผู้นำ" ของชมรมสานฝันคนสร้างป่า  ผมก็อดที่จะชวนให้เขาได้ลองคิดใหม่ ทำอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง...
 

ชมรมสานฝันคนสร้างป่า  เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายใต้สังกัดขององค์การนิสิต  หลักๆ มักจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น บวชป่า ทำทางกันไฟป่า ทำโป่งเทียม เป็นต้น  ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น  มักจัดขึ้นในช่วงปิดภาคเรียน และเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นในต่างจังหวัดทั้งสิ้น

 Large_dsc03424

 

การพูดคุยกันในวันนั้น  ผมถามทักถึงภาพรวมการจัดกิจกรรมขององค์กร อาทิ “ทำอะไรมาบ้างแล้ว... กำลังคิด และอยากจะทำอะไร”

ทั้งปวงนั้น  ผมพยายามซ่อนประเด็นการชวนให้เขาได้ทบทวนบางสิ่งบางอย่างไว้อย่างเงียบๆ

ครั้งนั้น,นิสิตได้บอกเล่าว่ากำลังวางแผนที่จะเสนอขออนุมัติโครงการเกี่ยวกับการ “บวชป่า” ที่ต่างจังหวัด โดยกิจกรรมที่ว่านั้นตั้งใจว่าจะจัดขึ้นในห้วงเดือนตุลาคม อันเป็นช่วงปิดเทอมต้นนั่นเอง

 

ผมไม่ได้ปฏิเสธวิธีคิดของนิสิต  เพียงแต่ตั้งประเด็นคำถามเพื่อชวนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่างสุภาพ ประมาณว่า

  • ทำไมไม่คิดจัดกิจกรรมรำลึกสืบ นาคะเสถียร บ้าง
  • ทำไมไม่คิดจัดกิจกรรมเหล่านี้ในมหาวิทยาลัย บ้าง
  • ทำไมไม่สนใจจัดกิจกรรมเรียนรู้เกี่ยวกับต้นไม้ที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยและชุมชนรอบมหาวิทยาลัย บ้าง
  • ทำไมการจัดกิจกรรม ต้องรอจัดแต่เฉพาะในช่วงปิดเรียนเท่านั้น
  • ฯลฯ

 

ครับ,  ผมเจตนาตั้งประเด็นคำถามเช่นนั้น  แต่ไม่ได้บีบบังคับให้นิสิตต้องคิดตามในประเด็นเหล่านั้นเสียทั้งหมด  เพียงแต่ฝากประเด็นให้นิสิตได้ “ทบทวน” จุดยืนของความเป็นองค์กร  และทบทวนสถานะ หรือทิศทางการเรียนรู้ขององค์กรเท่านั้นเอง


ท้ายที่สุดนิสิตเปลี่ยนใจกะทันหัน  พับวางโครงการที่จะจัดขึ้นในห้วงเดือนตุลาคมไว้ก่อน  โดยปรึกษากับผมว่าอยากลองจัดกิจกรรมในรูปแบบใหม่บ้าง...

ผมเสนอทางเลือกให้กับนิสิตท่านนั้นทั้งกิจกรรมในมหาวิทยาลัยและกิจกรรมในชุมชนรอบมหาวิทยาลัย  โดยหลักๆ ชวนให้จินตนาการถึงกิจกรรมที่เขายังไม่เคยจัดมาก่อน  เช่น  อบรมแกนนำเยาวชนรักษ์บ้านเกิด สำรวจพื้นที่ป่าไม้และชนิดของต้นไม้ในหมู่บ้าน สำรวจการใช้พฤติกรรมการใช้ประโยชน์จากต้นไม้ของบุคลากรและชาวบ้าน

ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดี  เพราะนิสิตตอบรับกระบวนการใหม่อย่างที่ผมเสนอไป นั่นก็คือการต้องการที่จะเรียนรู้เรื่องราวกิจกรรมในชุมชนรอบมหาวิทยาลัย

 


ผมเสนอให้นิสิตลงพื้นที่จัดกิจกรรมในหมู่บ้านดอนหน่อง ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย  จ.มหาสารคาม  อันเป็นหมู่บ้านเองในโครงการ มมส ร่วมใจห่วงใยชุมชน (หนึ่งคณะ หนึ่งหมู่บ้าน) 
 

เบื้องต้นผมและนิสิตร่วมออกแบบกิจกรรมแบบคร่าวๆ เช่น  สำรวจพื้นที่ป่าไม้ในหมู่บ้าน สำรวจเรื่องการใช้ประโยชน์จากต้นไม้ในครัวเรือนต่างๆ ควบคู่ไปกับการทำงานสาธารณะประโยชน์ด้วยการพัฒนาสิ่งแวดล้อม  จัดทำป้ายชื่อหมู่บ้าน และเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมของชุมชนไปในตัว

ผมไม่ได้ลงรายละเอียดถี่ยิบในเรื่องเหล่านั้น  เพราะต้องการให้นิสิตได้คิดเองว่าจะทำอะไร จะวางแผนอย่างไร แต่จัดกระบวนการเรียนรู้ในมุมมองใหม่อย่างไร  แต่ที่แน่ๆ ก็คือ  ผมอาสาจะพาแกนนำนิสิตลงหมู่บ้าน  เพื่อสำรวจพื้นที่และประสานงานกับชุมชนด้วยตนเอง

 

 

การลงชุมชนเพื่อประสานงานนั้น  ผมพานิสิตเข้าไปนั่งคุยกับแกนนำชาวบ้าน  และให้นิสิตกับชาวบ้านได้ออกแบบกิจกรรมร่วมกัน  ซึ่งเบื้องต้นเน้นให้ชาวบ้านได้บอกเล่าเรื่องราวทั่วๆ ไปของหมู่บ้านให้นิสิตได้รับรู้  ถัดจากนั้นก็ให้นิสิตได้บอกเล่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะมีขึ้น เรียกได้ว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นนั้น  เป็นเสมือนการปฐมนิเทศเล็กๆ ร่วมกันก็ว่าได้


ในค่ำคืนนั้นมีบทสรุปเรื่องรูปแบบกิจกรรมหลักๆ โดยสังเขปว่ากิจกรรมจะประกอบด้วยการสำรวจต้นไม้และพืชสมุนไพรที่มีในครัวเรือน  การสำรวจพื้นที่ป่าและต้นไม้ในหมู่บ้าน  การพัฒนาสิ่งแวดล้อม 

 

ผมเสนอแนะเพิ่มเติมว่า  การสำรวจต่างๆ นั้นขอให้นิสิตทำร่วมกับเด็กและเยาวชนในหมู่บ้าน  เพื่อเสริมสร้างกระบวนการรักษ์บ้านเกิดให้กับเด็กและเยาวชน อีกทั้งเพื่อสำรวจดูว่าเด็กและเยาวชนมีภูมิรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นของตนเองมากน้อยแค่ไหน


 

นอกจากนั้นยังยกตัวอย่างการสำรวจข้อมูลว่าควรเรียนรู้ให้ลึกถึงประเด็นของที่มาที่ไป เช่น  ปลูกเมื่อไหร่ ปลูกเองตามภูมิปัญญา หรือปลูกเพราะนโยบายการพัฒนาท้องถิ่น เอาพันธุ์ไม้ พันธุ์สมุนไพรมาจากไหน เก็บมาจากป่าเขาลำเนาไพร หรือรัฐบาลเอามาให้  ปลูกไว้ตามนโยบาย หรือปลูกไว้ใช้สอยในครัวเรือน หรือแม้แต่การไม่ละเลยที่จะเรียนรู้เรื่องดอนปู่ตา  เพราะนั่นคือห้องเรียนอันยิ่งใหญ่ที่นิสิตควรต้องเรียนรู้...

 


ไม่เพียงเท่านั้น  ผมยังฝากให้คิดว่าการสำรวจต่างๆ นั้น  ขอให้มีการจดบันทึกเน้นปากคำของชาวบ้านเป็นหลัก  ห้ามมิให้แบกตำรายา หรือตำราป่าไม้มาจากมหาวิทยาลัยฯ โดยเด็ดขาด และเมื่อสำรวจเสร็จสิ้นแล้วขอให้สร้างเวทีเรียนรู้ร่วมกันทั้งนิสิตและชาวบ้าน สะท้อนข้อมูลโดยสังเขป พร้อมๆ กับการกลับมาจัดทำป้ายชื่อและสรรพคุณติดไว้ตามต้นไม้และแหล่งสมุนไพรในครัวเรือนและชุมชนอีกรอบ


หรือแม้แต่จะแปลงไปสู่การสร้างสื่อเรียนรู้ใดๆ เพิ่มเติม ผมก็ไม่ขัดข้อง..

เช่นเดียวกันก็ฝากให้ทบทวนว่ากิจกรรมในครั้งนี้  จะเสริมการเรียนรู้ด้วยการฝากตัวเป็น “ลูกฮัก” ของ “ชาวบ้าน” ด้วยหรือไม่ !

 

ครับ,  ผมยืนยันว่าผมไม่ได้บังคับการเรียนรู้เสียทั้งหมด  เพียงแต่เปิดประเด็นชวนคิด ชวนเลือก...ส่วนนิสิตจะเลือกทำอย่างไรนั้น  ผมไม่ขัดข้อง  และยินดีที่จะเป็นกองหนุนอย่างไม่อิดออด

 

ผมไม่ได้บอกนิสิตหรอกว่ากิจกรรมที่ว่านั้น  กำลังสอนอะไรเขาบ้าง  เพราะผมปรารถนาให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเองว่าเห็นอะไร  ได้อะไร...

 

แต่ที่สำคัญก็คือ เหล่าแกนนำทั้งหมด ยืนยันว่ากิจกรรมเหล่านี้ไม่เคยทำมาก่อนเลย  และพวกเขาก็ไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้  ยอมรับว่ามุ่งไปไกลๆ จนลืมชุมชนแถวนี้เสียสนิท  ลืมไปเลยว่าการจัดกิจกรรม ไม่จำเป็นต้องรอให้ปิดเรียนแล้วค่อยจัด... 

และที่สำคัญก็คือ  พวกเขายืนยันหนักแน่นว่า มีความสุขกับการได้ “ลองคิดใหม่ และลองทำใหม่อะไรใหม่ๆ บ้าง”  ... 

ครับ, ผมเองก็มีความสุขไม่แพ้กัน

 

...
โครงการศึกษานิเวศวัฒนธรรม
๓-๔ กันยายน ๒๕๕๔
บ้านดอนหน่อง...
ชมรมสานฝันคนสร้างป่า มมส

ภาพ : สานฝันคนสร้างป่า